ศัลยา ประชาชาติ : รัฐใจป้ำ! ฟื้นท่องเที่ยว แจกเงินเที่ยวฟรีทั่วไทย 22,400 ล้าน ลุ้นมาตรการ Travel Bubble

ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเรียบร้อยแล้วสำหรับโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมภาคการท่องเที่ยวของไทย ในช่วงระหว่าง 1 กรกฎาคม-31 ตุลาคม 2563 รวม 4 เดือน ภายใต้วงเงินงบประมาณรวม 22,400 ล้านบาท

โดยมาตรการประกอบด้วย โครงการ “กำลังใจ” สำหรับช่วยเหลือบริษัทนำเที่ยว ภายใต้งบฯ 2,400 ล้านบาท

โดยรัฐสนับสนุนค่าเดินทางท่องเที่ยวของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวม 1.2 ล้านคนฟรี ผ่านบริษัทนำเที่ยว

โดยรัฐจะสนับสนุนงบฯ เดินทางไม่เกินคนละ 2,000 บาท สำหรับการเดินทางไม่น้อยกว่า 2 วัน 1 คืน

ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนอย่างน้อย 6,500 ล้านบาท และประเมินว่าจะมีผู้ประกอบการนำเที่ยวได้รับประโยชน์รวม 13,000 ราย

 

ถัดมาเป็นโครงการ “เราไปเที่ยวกัน” สำหรับช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก โฮมสเตย์ งบฯ 18,000 ล้านบาท

รัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรมที่พักในลักษณะร่วมจ่าย (Co-pay) จำนวน 5 คืน (room night) ในอัตราร้อยละ 40 ของค่าห้องพัก แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อห้องต่อคืน (สูงสุดไม่เกิน 5 คืน)

พร้อมสนับสนุนค่าอาหารและค่าใช้จ่ายสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 600 บาทต่อห้องต่อคืน ในรูปแบบ E-Voucher ผ่านแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” (สูงสุดไม่เกิน 5 คืน)

งานนี้คาดว่ากลุ่มโรงแรม ที่พัก จะได้รับประโยชน์ราวๆ 24,700 แห่ง และมีร้านอาหารอีกราวๆ 36,755 ร้าน

 

และโครงการ “เที่ยวปันสุข” สำหรับช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินในประเทศ ภายใต้งบฯ 2,000 ล้านบาท

รัฐบาลสนับสนุนการเดินทางของประชาชน จำนวนไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน โดยการจำหน่ายบัตรโดยสารของผู้ประกอบการขนส่งด้านการท่องเที่ยว 3 กลุ่ม คือ สายการบินภายในประเทศ, รถขนส่งไม่ประจำทางข้ามจังหวัด และรถเช่าในอัตราร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 1,000 บาท

ซึ่งคนที่จะได้รับสิทธิ์จะต้องจองที่พักในโครงการ “เราไปเที่ยวกัน” เท่านั้น

 

ชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) แสดงความเห็นว่า มาตรการนี้จะช่วยสร้างบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศให้เกิดความคึกคักแน่นอน

แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ มาตรการที่ออกมายังไม่เข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้ครบทุกเซ็กเตอร์อย่างแท้จริง

โดยกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดคือโรงแรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น

สอดรับกับ “ยุทธชัย สุนทรรัตนเวช” รองประธานฝ่ายยุทธศาสตร์ สทท. กำลังสำคัญที่ร่วมผลักดันโครการระบุว่า มาตรการที่ออกมาโดยรวมถือว่าดีเกินคาด โดยเฉพาะโครงการ “เราไปเที่ยวกัน” ที่ได้ขยายฐานให้สิทธิ์คนไปเที่ยวถึง 5 ล้านคน รวมถึงมาตรการที่รัฐบาลจ่ายค่าโรงแรม-ที่พักให้ 40% สูงสุดถึง 3,000 บาทต่อห้องต่อคืน (สูงสุดถึง 5 คืน) และจ่ายเพิ่มอีก 600 บาทต่อห้องต่อคืนสำหรับนำใช้จ่ายกับร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว สูงสุดจำนวน 5 คืนเช่นกัน

และกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์คือ โรงแรมขนาดใหญ่เท่านั้น

 

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังแสดงความเป็นห่วงถึงผู้ประกอบการในธุรกิจบริษัทนำเที่ยว หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย และเป็นตัวกลางในการกระจายรายได้สู่ซัพพลายเชนด้านการท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งกำลังประสบปัญหาอย่างหนักในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา

“ภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์” นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) มองว่า มาตรการที่ออกมายังไม่ตอบโจทย์เรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ครบทุกเซ็กเตอร์อย่างแท้จริง และยังไม่เป็นไปตามเจตนาดีที่จะช่วยเหลือภาคท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และยังเข้าไม่ถึงมาตรการการช่วยเหลือของภาครัฐ

แม้ว่าโครงการ “กำลังใจ” หรือโครงการพา อสม. และ รพ.สต. 1.2 ล้านคนเที่ยวฟรีที่รัฐกำหนดให้ดำเนินการผ่านบริษัทนำเที่ยว แต่งบฯ เพียง 2,000 บาทต่อคนนั้นถือว่าต่ำเกินไป เฉพาะต้นทุนรถบัสนำเที่ยว โรงแรม อาหารก็แทบจะไม่เพียงพอแล้ว ไม่เหลืองบฯ ให้บริษัทนำเที่ยวสำหรับเป็นค่าบริหารและจ่ายภาษี

“สุรวัช อัครวรมาศ” เลขาธิการ สทท.กล่าวว่า ต้นทุนการทำทัวร์ในราคา 2,000 บาทต่อคนนั้นถือว่าต่ำมาก และสวนทางกับเจตนารมณ์ที่รัฐบาลอยากให้กำลังใจบุคลากรกลุ่มนี้ที่ทำงานหนักในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด

 

ขณะที่ “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะสร้างรายได้รวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท

แบ่งเป็นรายได้ทางตรงกว่า 45,000 ล้านบาท

และสร้างรายได้หมุนเวียนทางอ้อมอีกกว่า 25,000 ล้านบาท

ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 35,000 ตำแหน่ง รวมถึงกระตุ้นจีดีพีได้ราว 0.27%

และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศประมาณ 0.5% และเชื่อว่าจะเป็นการลงทุนคุ้มมากในภาวะที่ประเทศไม่สามารถพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติได้

ที่สำคัญ ยังมั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศสำหรับปีนี้ที่กว่า 80-100 ล้านคน-ครั้งได้

 

ไม่เพียงแค่มาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น ขณะนี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังได้สั่งการให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมความพร้อมในการเจรจาเรื่อง “แทรเวล บับเบิล” (Travel Bubble) การเปิดประเทศแบบจับคู่มากกว่า 1 ประเทศ ในการทำข้อตกลงระหว่างกันในการรับนักท่องเที่ยวภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงกัน และยอมรับว่าจะปลอดภัยจากโควิด-19 โดยไม่มีการกักตัว 14 วัน เพื่อแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวกับประเทศที่มีความปลอดภัย ไม่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่เพิ่มแล้ว

“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในรูปแบบ Travel Bubble นั้นได้เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดเริ่มยุติลงและไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ เช่น นิวซีแลนด์ที่เปิด Travel Bubble กับออสเตรเลีย ในเดือนกันยายนนี้หรือประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย เป็นต้น

ประเทศไทยมีความพร้อมระดับหนึ่งแล้ว บวกกับสถานการณ์ในหลายๆ ประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น จึงน่าจะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับเข้ามาได้ในเร็วๆ นี้ หรือเป็นไปตามการพิจารณาของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) โดยเบื้องต้นมองว่าจะโฟกัสนักท่องเที่ยว 2 กลุ่มหลักคือ กลุ่มนักธุรกิจ ที่จำเป็นต้องติดต่อกับประเทศไทย และมีความจำเป็นต้องเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อประชุมหรือเซ็นสัญญาธุรกิจ และกลุ่มที่เข้ามารักษาพยาบาล

แน่นอนว่าการเดินทางของทั้ง 2 กลุ่มยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

 

ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังกล่าวย้ำว่า ขณะนี้ประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการเปิดประเทศแบบ Travel Bubble ประเทศไหนพร้อมเข้ามาจับคู่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นจีน สิงคโปร์ ฯลฯ

ซึ่งเงื่อนไขต่างๆ นั้นได้ร่างไว้หมดแล้ว เพียงแต่ต้องนำข้อเสนอและความตกลงทั้งหลายให้ ศบค.พิจารณา เพื่อให้เกิดความมั่นใจในด้านความปลอดภัย

รัฐบาลเดินเครื่องรอขนาดนี้ อีกไม่นานประเทศไทยของเราคงได้ฤกษ์เปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาอีกครั้ง…

 


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย.63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้จรัญ พงษ์จีน : จับตา “พลังประชารัฐ” เปลี่ยนหมากชุดใหม่
บทความถัดไปเสธ.แมวชี้ กรณีหมู่อาร์มแฉทุจริต- การยื่นผู้ตรวจวินิฉัย 90ส.ว. สะท้อน ปชช.ไม่วางใจระบบสืบทอดอำนาจ เชื่อจะลุกฮือ