จรัญ พงษ์จีน : จับตา “พลังประชารัฐ” เปลี่ยนหมากชุดใหม่

จรัญ พงษ์จีน

การเมืองช่วงนี้จำเป็นต้อง “โฟกัส” ไปที่พรรคร่วมฐานที่มั่นสำคัญของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ล่าสุด แทนที่พวกเขาจะแข่งกันโชว์วิสัยทัศน์ แสดง “ตรรกะ” ความคิดอันวิลิศมาหรา ยามประเทศชาติเผชิญกับภัยร้ายโรคระบาด “โควิด-19” จนพังพาบทุกภาคส่วน

แต่ “นักเลือกตั้ง” กลับมาส่งเสียงเอ็ดตะโรดังลั่นยังกะตลาดขายผัก ขายปลา ออกอาการ “ตะกละ” ใช้วิชามารสารพัดช่วงชิงเงินงบประมาณกองที่สาม จำนวน 4 แสนล้านบาท ที่วางไว้เพื่อโครงการฟื้นฟู “แร้งลง” กันอย่างน่าสมเพชเวทนา ไม่รู้ว่าตายอดตายอยากมาจากไหน

ประเด็น “น้ำลายสอ” รุมทึ้งงบฯ ฟื้นฟูก็เรื่องหนึ่ง ขณะเดียวกันมหากาพย์ศึกชิงอำนาจในพรรคร่วมก็เกิดโรคติดต่อ ก่อนหน้านี้ “พรรคพลังประชารัฐ” เจ้าเดียว ล่อกันนัว แต่ล่าสุดคอนเซ็ปต์ว่าด้วยกรรมการบริหารพรรค ยื่นใบลาออกเกินครึ่ง เพื่อจุดประสงค์ให้ชุดเก่าต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ

เหลือเชื่อมากเลยพี่น้อง กลายเป็น “ไอดอลตัวพ่อ” เมื่อมี ส.ส.บางกลุ่มในพรรคประชาธิปัตย์ นำเนื้อนาบุญของ “พปชร.” ไปเลียนแบบลัทธิเอาอย่าง นำเกมล้มกระดาน “กก.บห.ชุดเก่า” ใช้บริการกับเขาด้วย

“ศึก พปชร.” หัสเดิม กูรู เซียนทุกสำนัก “ฟันธง” แบบวันเวย์ไปทิศทางเดียวกันว่า “กลุ่มสี่กุมาร” ตายยกเข่ง ทั้ง “อุตตม สาวนายน-สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์-สุวิทย์ เมษินทรีย์” และแคนนอนไปกระทบชิ่งถึง “ลูกพี่กวง-สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” อย่างไม่ต้องสงสัย

การขับเคลื่อนใน พปชร.ถูกประเมินว่าหมากคนละขั้น-กระดูกคนละเบอร์ การที่ “สี่กุมาร” เปิดพื้นที่ให้มุ้ง-กลุ่ม-ก๊กต่างๆ ซึ่งรู้กันอยู่ว่าล้วนเขี้ยวลากดินทั้งยวง จับมือกันได้ ทำให้ตัวเองซึ่งกุมอำนาจทั้งเก้าอี้หัวหน้า-เลขาธิการพรรคอยู่แท้ๆ

ต้องแปรสภาพเป็น “ลูกแกะ” อยู่ท่ามกลางฝูงเสือ สิงห์ กระทิง แรด ด้วยประการดังกล่าว จึงไม่ถึงสามเพลง แค่พลิกฝ่ามือเดียว พรรคที่ออกแรงสร้างมากับมือก็ถูกยึดไปหน้าตาเฉย แบบไม่มีหือมีอือ

จนมีคนออกมา “นิยาม” ว่าบ้านเมืองเรานี่แปลก “คนดี” อยู่ยาก ทำตัวสุภาพ เรียบร้อย เหนียมๆ อายๆ ถูกตราหน้าว่าโง่ ไม่เอาอ่าว ไร้น้ำยา ต้องทำตัวเป็น “คนเลว” ถึงมีคนยกย่องนับถือ

 

“กลุ่มสี่กุมาร” ถูกปรามาสว่า หมูสามชั้น มันอร่อย ก่อนหน้านี้ก็ทีหนึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะเป็น “คนดี” หรือ “ฉลาดน้อย” ซึ่งประโยคหลังแปลว่า “โง่” นั่นเอง ตอนที่ “กก.บห.” ยื่นใบลาออกล็อตแรกจำนวน 12 คน

ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์ตามข้อบังคับพรรค “ต้องหมดพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ” ช่วงนั้นถ้าชิงเหลี่ยมลงมือ แต่งตั้งคนของตัวเองมาเสริมใยเหล็ก 12 คน เท่าจำนวนที่ไขก๊อก เชื่อขนมกินได้เลยว่า “สี่กุมาร” สามารถยึด พปชร.ได้เบ็ดเสร็จ แบบไม่ต้องออกแรงให้เมื่อยตุ้ม

กลับปล่อยวินาทีทองให้หลุดมือ จนเกิดการขับเคลื่อนในยกที่ 2 มี กก.บห.ลาออกเพิ่ม จนเข้าเกณฑ์ครบ 18 คน แล้วยังมีดึงจังหวะไว้อีก 4 คน หากไม่สะเด็ดน้ำ จะถอนยวงอีกขยัก

ถึงนาทีนี้ แม้รูปมวยดูประหนึ่งว่า “กลุ่มสี่กุมาร” น่าจะจนแต้มกลางกระดาน ลงเอยตามไฟต์บังคับ กก.บห.ชุดเก่า ต้องพ้นจากตำแหน่งลงโดยอัตโนมัติ

แต่จริงๆ แล้ว ไพ่เด็ดระดับ “สเปโต” อยู่ในมืออีกใบ นั่นก็คือในวันที่ 19 มิถุนายน ตามไฟต์บังคับ “อุตตม” ในฐานะหัวหน้าพรรคเป็นผู้เรียกประชุมรักษาการ เพื่อกำหนดวันประชุมใหญ่ เลือก กก.บห.ชุดใหม่ ซึ่งตามข่าวระบุว่า น่าจะเป็นวันที่ 3 กรกฎาคม

เท่ากับอำนาจในวันที่ 19 มิถุนายน ยัง “รวมศูนย์” อยู่ที่รักษาการ “ก.ก.บห.ชุดเก่า” เป็นผู้กำหนดสัดส่วนทั้งหมดว่า ในวันที่ 3 กรกฎาคม จะใช้รูปแบบใด

ตามข้อบังคับพรรค มิใช่ว่า ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ 117 คน กำหนด “องค์ประกอบ” ชุดเก่าเป็นฝ่ายวางกฎ กติกา สามารถใช้บริการสมาชิกพรรคระดับก่อตั้ง-สาขาพรรค และอื่นๆ

ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว หาก “กลุ่มสี่กุมาร” ฮึดสู้ ดึงทุกองคาพยพ ทั้งผู้ก่อตั้ง-สาขาพรรค ตามข่าวระบุว่าเต็มพิกัดมีมากถึง 250 คน แล้วออกแรงนิดหน่อย ไล่จับปลาในอ่าง ช้อนซื้อ ส.ส.มาเสริมทัพเพิ่มเพียง 20-30 คน

“ลุงป้อม” ก็ “ลุงป้อม” เถอะ มีสิทธิ์จบเห่ ลิเกเลิกได้เหมือนกัน

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า “สี่กุมาร” พร้อมทำสงครามขั้นแตกหัก เป็นหรือเปล่าเท่านั้น

ล่าสุด มีข่าวคลุกวงในระบุว่า ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง “กลุ่มสี่กุมาร” ตัดสินใจไม่ยอมทำศึกดาร์บี้แมตช์ แต่ขอถอยเพียงก้าวเดียว ไม่ต้องเลือดนอง เลือดสาด “พบกันครึ่งทาง”

คือ สละตำแหน่งแห่งหนในพรรค พปชร. เปิดทางสะดวกให้ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ประธานยุทธศาสตร์ นั่งแป้นตำแหน่งหัวหน้าพรรค พร้อมผลัดใบ กก.บห.ตามประสงค์

แต่เก้าอี้ดนตรีในตำแหน่ง “รัฐมนตรี” ของ “อุตตม-สนธิรัตน์-สุวิทย์” ต้องอยู่กันครบ ส่วนจะสลับสับเปลี่ยนที่นั่งเก่าหรือใหม่ ให้อยู่ในดุลพินิจของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชี้ขาด พรรค พปชร.จะไม่กดดัน

เงื่อนไข “พบกันครึ่งทาง” จบลงแบบชิล-ชิล ไม่ต้องประดาบ ลงเอยได้จริง หรือแค่จินตนาการเพ้อฝัน ยังสรุปไม่ได้อยู่ดี เพราะ “บิ๊กป้อม” ชี้เป็นชี้ตายทั้งหมด กลุ่ม-มุ้งต่างๆ ในการออกแรงขับเคลื่อน กดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค

เป้าหมายก็เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเก้าอี้รัฐมนตรี มีการปล่อยรายชื่อกันมาเป็นคู่ๆ ก๊วนไหนนั่งเลขาฯ พรรค “ใคร” นั่งว่าการกระทรวงไหน แพ็กกันมา 2-3 คู่

“สงคราม” ในพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพ ก่อนเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ ในวันที่ 3 กรกฎาคม ต้องมีของดีให้ดูชมอีกหลายเรื่อง

“ตาอย่ากะพริบ”

 


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย.63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้บทบาทจีนในการค้าโลก หลังโควิด-19 จะเป็นอย่างไร?
บทความถัดไปศัลยา ประชาชาติ : รัฐใจป้ำ! ฟื้นท่องเที่ยว แจกเงินเที่ยวฟรีทั่วไทย 22,400 ล้าน ลุ้นมาตรการ Travel Bubble