ล้วงลึก “ชีวิตลูกหนัง” ของ “ผู้การจอห์นนี่” น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน

ทีมชาติไทยมีนักเตะที่เป็นแข้งลูกครึ่งติดธงมาทุกยุคทุกสมัย ในยุคปัจจุบันก็มี “ชาริล ชัปปุยส์” กองกลางรูปหล่อลูกครึ่งไทย-สวิตเซอร์แลนด์ จากสโมสรการท่าเรือ เอฟซี

รวมทั้ง 2 กองหลังจากสโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด อย่าง “มิก้า ชูนวลศรี” นักเตะลูกครึ่งไทย-เวลส์ และ “มานูเอล ทอม เบียรห์” นักเตะลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ที่หลายคนคุ้นชื่อกันดี

เช่นเดียวกับในอดีตที่ผ่านมาก็เคยมีนักเตะลูกครึ่งติดทีมชาติไทยมาแล้วหลายคน อาทิ “ดาวยศ ดารา” ศูนย์หน้าระดับตำนาน ซึ่งหลายคนอาจไม่ทราบว่าเขาเป็นลูกครึ่งไทย-เวียดนาม, “อัลเฟรด-เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์” กองหน้าลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส จากยุคดรีมทีม

และ “จอห์นนี่-กัมปนาท อั้งสูงเนิน” ผู้รักษาประตูจอมหนึบลูกครึ่งไทย-สหรัฐอเมริกา จากสโมสรทหารอากาศยุครุ่งเรือง

ทีมข่าวมติชนทีวีมีโอกาสสัมภาษณ์กัมปนาท ที่ปัจจุบันเติบโตในหน้าที่ราชการ โดยเพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นผู้การ ติดยศนาวาอากาศเอก ในตำแหน่งรองหัวหน้ากองการร้านค้า กรมสวัสดิการทหารอากาศ

ทั้งนี้ “ผู้การจอห์นนี่” ได้เปิดเผยเบื้องลึกของชีวิตลูกหนังที่หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน

“สมัยเด็กๆ ผมเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาหลายอย่าง เช่น ว่ายน้ำ วอลเลย์บอล และฟุตบอล เริ่มจากวอลเลย์บอลก่อน เล่นที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ที่จังหวัดนครราชสีมา เล่นแบบเดิมพันกับอ๊อต (เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร อดีตโค้ชทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย)

“ซึ่งอ๊อตเขาเป็นเด็กวิทย์ ส่วนผมเป็นเด็กพละ ผมกับอ๊อตเล่นเดิมพันกันจนติดทีมโรงเรียน และเคยได้แชมป์กีฬาภายในจังหวัดนครราชสีมาร่วมกัน”

อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทยที่เคยเป็นลูกศิษย์ของ “ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน” บิดา “ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน” โกลสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ดและทีมชาติไทยยุคปัจจุบัน เล่าต่อว่า หลังจากเล่นวอลเลย์บอลไปได้สักพัก ตนก็มีความสนใจในกีฬาฟุตบอล เนื่องจากเห็นเพื่อนเล่นแล้วดูสนุกดี

แต่ด้วยความที่เป็น “เด็กผิวสี” จึงถูกเพื่อนๆ รังเกียจ และไม่ยอมให้เล่นตำแหน่งอื่น นอกจากไปยืนเฝ้าเสาประตู ซึ่งนั่นคือจุดพลิกผันสำคัญในชีวิต

“ผมไปเล่นที่ไหน เขาก็ไม่ให้เล่น เล่นตำแหน่งอะไร เขาก็ไม่ให้เล่น เขาให้เราเล่นประตูอย่างเดียว เพราะตำแหน่งนี้เล่นแล้วมันเจ็บตัว บางทีพื้นปูน เราก็ต้องพุ่งไปรับลูก ก็ได้แผลเต็มไปหมด

“หลังจากนั้น ผมเริ่มพัฒนาฝีมือ เพราะอยากเอาชนะคำปรามาสที่เคยบอกว่าผมไปได้ไม่ไกลหรอก ก่อนก้าวขึ้นมาเล่นในระดับจังหวัด แล้วก็เริ่มมีความฝันอยากติดทีมชาติ จึงตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาคัดตัวเป็นนักกีฬาโครงการของโรงเรียนจ่าอากาศ เมื่อปี พ.ศ.2527

“ตอนนั้นเริ่มเล่น (ฟุตบอล) จริงจังแล้ว ซึ่งในรุ่นเดียวกันมีนักเตะที่มีชื่อเสียงอย่าง ส่งเสริม มาเพิ่ม ไพโรจน์ พ่วงจันทร์ สมศักดิ์ คำมณี บรรเจิด พูลพันธ์ ในสโมสรทหารอากาศ

“ต่อมาปี พ.ศ.2530 ได้คัดเลือกเป็นเยาวชนทีมชาติในนามของนักเรียนไทยไปเล่นที่บรูไนชุดคว้าอันดับ 3 (ชิงแชมป์เอเชีย) พอกลับมาผู้ใหญ่เห็นว่าฝีมือเราพัฒนาก็ให้ลงเล่นถ้วย ก ปีนั้นก็ได้แชมป์เลยครับ ซึ่งรุ่นพี่ นราศักดิ์ บุญเกลี้ยง เห็นว่าเราเป็นดาวรุ่ง เขาก็เปิดทางให้เราเล่น

“จากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียงติดทีมชาติ ส่วนสโมสรก็ได้แชมป์มากมาย”

กัมปนาทพูดถึงความหลังด้วยความภาคภูมิใจ

ขณะเดียวกัน เมื่อถามถึงแมตช์แห่งความทรงจำในการเล่นฟุตบอล ผู้การจอห์นนี่บอกว่ามีทั้งเรื่องราวที่ดีและเรื่องที่เสียใจที่สุด ซึ่งประสบการณ์อย่างหลังได้สร้างบาดแผลในใจให้เขามาจนถึงทุกวันนี้

“แมตช์ที่ประทับใจ คือตอนไปเล่นเอเชี่ยนคัพที่ญี่ปุ่น ปี ค.ศ.1992 ซึ่งตอนนั้นผู้รักษาประตูทีมชาติไทยมีชัยยง ขำเปี่ยม ภูเมศ อั้งสุวรรณกุล และผม พูดได้ว่าทั้ง 3 คนเป็นดาวรุ่งฝีมือระดับพระกาฬ และแข่งกันเป็นมือ 1

“เกมนั้นเราเจอกับจีน ผมไม่คิดว่าจะได้ลง เพราะว่าเราไปในนามมือ 3 แต่ปรากฏว่าก่อนแข่งชัยยงมีอาการบาดเจ็บ ทำให้ผมได้โอกาสลงเล่น

“เกมนั้นทีมชาติไทยไม่มีประตูชนะจีนได้เลย มีแต่จะแพ้อย่างเดียว และไม่รู้ว่าจะแพ้เท่าไหร่ด้วยซ้ำ แต่วันนั้นผมโชว์ฟอร์มดีมาก จบเกมเสมอ 0-0 และทีมชาติจีนยกให้เราเป็นแมนออฟเดอะแมตช์

“หลังจบเกมวันนั้น ผมคิดว่าอนาคตคงจะได้เป็นมือ 1 แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่พอกลับมาไทยปุ๊บ ผมติดเรื่องเรียน ต้องเลือกเอาระหว่างทีมชาติหรือเรียนปริญญาตรี ซึ่งผมตัดสินใจไปเรียน

“ส่วนแมตช์ที่อยู่ในความทรงจำด้านลบคือแมตช์ที่โดนกล่าวหาว่าล้มบอล สมัยผมเล่น (ลงแข่ง) กับราชประชา ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง (อยู่ทีมราชประชา) คือพี่สุทิน ไชยกิตติ ซึ่งพี่เขาได้เสียชีวิตไปแล้ว เราจะกินเหล้าด้วยกันตลอด วันนั้นฝนตก ผมเสียลูกง่ายๆ บอลแฉลบแขนเข้าประตู

“แล้วปีนั้นที่เสียใจที่สุดคือมีชื่อติดทีมชาติแต่เขาถอดเราออก คือผมเป็นคนที่ไม่เล่นการพนัน ไม่เล่นครับ ถ้าเล่นไม่มีอะไรเหลือ

“ตำแหน่งผู้รักษาประตู เขาเรียกว่ากระโถนท้องพระโรง ดีเสมอตัวนะครับ ถ้าวันไหนเล่นไม่ดีก็โดนถล่ม ผมจะผ่านตรงจุดนี้มาเยอะ ทั้งโดนด่า ทั้งโดนไล่ให้เลิก บางครั้งเล่นดี ขอจับมือหน้าสนาม วันไหนเล่นไม่ดี ก็จะไล่ให้ไปเดินแบบ ไล่ไปกินเหล้า จะเป็นอย่างนี้ตลอด”

น.อ.กัมปนาทเผยถึงจุดสูงสุดและตกต่ำสุดในฐานะนักฟุตบอล

นอกจากนี้ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทยยังฝากข้อคิดถึงน้องๆ นักฟุตบอล ในเรื่องการวางรากฐานชีวิตให้มั่นคงยามมีรายได้จากการเป็นนักกีฬาอาชีพ เพราะที่ผ่านมา เขาเคยต้องหมดเงินเป็นล้านบาท เพื่อรักษาโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เมื่อ พ.ศ.2554

รวมทั้งเล่าถึงชีวิตในเครื่องแบบที่ประสบความสำเร็จของตนเอง จนถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่คนรุ่นหลังหลายราย

“เราขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของชีวิต มีรายได้สูง ก็ควรเก็บออมไว้บ้าง น้ำขึ้นให้รีบตัก ตักแล้วเก็บใส่ตุ่มด้วย เดี๋ยวจะเป็นแบบผม หมดเงินกับค่ารักษามะเร็งเป็นล้าน ถ้าเราไม่มีเงินเก็บก็คงแย่แน่ เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตของเราในตอนที่ไม่ได้เล่นบอลแล้วด้วย

“ชีวิตผมที่ได้มาไกลถึงขนาดนาวาอากาศเอก เพราะผมได้รับความไว้วางใจ ได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่ใจดี คือท่าน พล.อ.อ.ประสิทธิ์ ยิ้มเจริญ หน้าที่ผมจะดูแลบ้าน 5 เสือ ดูแลความเป็นอยู่ของท่าน ผู้ใหญ่ก็จะเห็นเราตลอด พอนายส่งชื่อเราเข้าประกวดให้ได้ยศนาวาอากาศเอก ท่านผู้ใหญ่เขาก็ยอมรับ ไม่มีข้อติอะไร

“อย่างผมได้แค่ยศพันโทก็ถือว่าสูงสุดแล้ว ถ้าได้พันเอกคือกำไรชีวิตนะครับ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างหนึ่ง ได้มาจากทั้งกีฬา ทั้งความมุมานะในการทำงานของเราด้วย”

อดีตนักฟุตบอลทีมลูกทัพฟ้ากล่าวทิ้งท้าย


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้สุรชาติ บำรุงสุข | ไทยยุคหลังโควิด! การบริหารจัดการใหม่
บทความถัดไปศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | หนึ่งปีรัฐบาล : สัญญาณการเผชิญหน้าร้อนระอุ