จัตวา กลิ่นสุนทร : เกร็ดเพิ่มเติมของสายการบินแห่งชาติ

จัตวา กลิ่นสุนทร

การเติบโตในสังคม สะสมประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่อง ผสมกับตำแหน่งหน้าที่การงานกว้างขวางขึ้น เป็นโอกาสและช่องทางให้ได้พบปะผู้คนหลากหลายอาชีพจึงเท่ากับได้มิตรเพิ่มพูน

ผมมีโอกาสได้สัมผัสเพื่อนพ้องในแวดวงทหารจากระดับบนลงสู่ล่าง ได้รู้จักระดับนายทหารใหญ่ทรงอิทธิพลก่อนๆ จะได้สนิทสนมชอบพอกับระดับลดหลั่นลงมา ซึ่งในที่สุดเขาก็เติบโตขยับขึ้นสู่หัวแถว

เข้าเรื่องอย่างตรงเป้าเลยดีกว่าว่า นายทหารที่ได้มีโอกาสได้สนิทสนมก่อนท่านไต่ระดับสู่เบอร์ 1 ของกองทัพ และต่อมาได้นั่งในตำแหน่งสูงสุดของเหล่าทหาร ซึ่งต้องมีตำแหน่งใหญ่ในการบินไทย สายการบินแห่งชาติ

อันเป็นที่มาของการได้รู้ได้เห็นอะไรต่อมิอะไรในองค์กรแห่งนี้ด้วยอีกทางหนึ่ง หลังพ้นงานทางสายอาชีพสื่อแล้ว

 

เมื่อเกี่ยวข้องกับการบินไทย จะเป็นกองทัพอื่นไปไม่ได้นอกจาก “กองทัพอากาศ” ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่ผมมาเกิดในราศีเดียวกัน วันเดียวกันกับนายทหารใหญ่ แต่เวลาห่างกันราว 1 รอบ

ดังที่บอกกล่าวเล่าขานไปบ้างแล้ว ผมมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศกับท่าน (พี่) บ่อยๆ และผมซึ่งไม่มีความสำคัญอะไร ไม่เคยอยู่ในสายตาของคนใหญ่โตในการบินไทย ทั้งๆ ที่เคยมีกรณีวิพากษ์วิจารณ์แคะคุ้ยเปิดแผลการบริหารที่ไม่ค่อยโปร่งใสในองค์กรมาพอสมควร

เมื่อได้ร่วมอยู่ในทีมคนใหญ่คนโตกลับมีความหมายขึ้นมา (บ้าง)

จึงได้บอกว่าแอบดีใจนิดหน่อยที่คนใหญ่ๆ ในการบินไทย (บางคน) ยังอุตส่าห์ไปอวยพรวันเกิดให้ผมยังต่างแดน เพราะเกิดวันเดียวกันกับท่าน (พี่) นายทหารระบิ๊ก แค่นี้ก็รู้สึกปลื้ม เพราะสายการบินแห่งนี้สูงส่งจนไม่มีโอกาสได้สัมผัส

บางครั้งเป็นเพราะลักษณะท่าทางไม่ดี มาดไม่งามหรืออย่างไร? ไม่ทราบได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของการบินไทย หรือการท่าฯ ระดับสูงทีเดียว (ทุกวันนี้เกษียณจากงานไปเลี้ยงลูกหลานแล้ว) คนหนึ่งทำท่าไม่เชื่อว่า ผมเป็น (อดีต) สมาชิกวุฒิสภา ได้รับสิทธิพิเศษเดินทางกับสายการบินแห่งชาติโดยไม่ต้องจ่ายค่าตั๋วโดยสาร (รัฐบาลจ่าย) จึงเกิดมีปัญหากันเล็กๆ ที่สนามบินเชียงใหม่ เมื่อกว่า 2 ทศวรรษ

 

เมื่อ (พี่) ท่านอีกคนหนึ่งเกิดต้องการจะมีสายการบินพาณิชย์เป็นของตัวเอง วางแผนการอย่างผู้มีวิสัยทัศน์ถึงขนาดลงทุนซื้อที่ดินเพื่อสร้างสนามบินบนเกาะทางภาคใต้ซึ่งมีพื้นที่จำกัด เพราะฉะนั้น กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างจนได้รับอนุญาตจากรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการเดินงานทั้งวิ่งทั้งเต้นกันทุกๆ ทาง

(พี่) ท่านที่กำลังย้อนไปกล่าวถึงทุกวันนี้ประสบความสำเร็จมีฐานะสูงส่งมั่นคงเป็นนักธุรกิจการบิน โรงพยาบาลชั้นดีระดับหัวแถวสำหรับการรักษาพยาบาลคนทั่วไป โดยเฉพาะเศรษฐีมีสตางค์ รวมทั้งชาวต่างชาติ และอีกหลายสิ่งหลายอย่างจนกระทั่งมีหุ้น มีฐานะ มีหุ้นติดอันดับท็อปเท็นของประเทศ อยู่ในรายชื่อของ 20 เศรษฐีที่นายกรัฐมนตรีเขียนจดหมายถึงระหว่างบ้านเราถูกไวรัสระบาดโจมตี ซึ่งเป็นไปพร้อมๆ กันทั่วทั้งโลก

(พี่) ท่านเดินงานทุกสิ่งทุกอย่างอย่างมีความหมาย ทุกเป้าหมายที่พุ่งใส่ล้วนแล้วแต่สามารถเกื้อหนุนเสริมส่งธุรกิจให้ก่อเกิดเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งร่ำรวยได้ทั้งสิ้น

หมายรวมถึงตัวท่าน (พี่) นายทหารระดับบิ๊กที่มีเพาเวอร์มากมายก็ให้การหนุนส่งในฐานะเพื่อนกันมาตั้งแต่วัยรุ่น กระทั่งบางทีทำตัวเป็นธนาคารย่อยๆ ปล่อยให้หยิบยืมแบบส่วนตัวยามสะดุดชะงักงันเรื่องการเงินบัญชีเหือดแห้ง

เรียกว่าคิดอะไรไม่ออกต้องบอกเพื่อนคนนี้

ขณะที่ผมขึ้นสู่ตำแหน่งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ รายวันฉบับที่ยัง (พอ) ทรงอิทธิพลอยู่บ้างในปี พ.ศ.–นั้น (พี่) ท่านเศรษฐีระดับท็อปเท็นปัจจุบันยังอุตส่าห์หอบเอกสารเป็นปึกเกี่ยวกับประวัติชีวิต และเส้นทางการทำงานอันงดงาม ตั้งแต่สำเร็จจากโรงเรียนนายทหารจนเติบโตกับกองทัพสีเทา มาพบผมด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเพื่อขอให้ช่วยๆ ดูกันหน่อย

เพราะท่าน (พี่) ของพวกเราถูกเปลี่ยนโผตำแหน่งหัวในกองทัพกลางอากาศ โดยฝีมือท่าน (อดีต) นายกรัฐมนตรี (ถึงแก่อสัญกรรม) ขณะนั้น

ผมไม่ปฏิเสธแต่กลับอ้าแขนรับทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ความเป็นมาเป็นไป ตื้นลึกหนาบางด้วยซ้ำ ขณะที่ผมก็รู้จักและมีความสัมพันธ์อันดี กับ (อดีต) นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้สับเปลี่ยนโผตั้งแต่ปีแรกๆ ที่ท่านขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเคยร่วมคณะกับ (อดีต) นายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งเช่นกัน คือ ศาสตราจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช (คนที่ 13) เดินทางไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อสัก 40 ปีผ่าน

การขึ้นสู่เบอร์ 1 ของกองทัพสีเทาของท่าน (พี่) ต้องช้าไปอีกปี โดยมาสมหวังในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ถึงแก่อสัญกรรม) เป็นนายกรัฐมนตรี

และต่อมาถูกนายทหารท่านนี้– ท่าน (พี่) พร้อมกับระดับหัวแถวของกองทัพคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกันร่วมกันยึดอำนาจในปี พ.ศ.2534—

 

แม้จะเติบโตกับตำแหน่งหน้าที่การงานขึ้นมาจนสูงพอตัว มีอิทธิพลพอสมควร แต่ผมกับกลุ่มเพื่อนพ้องกลับไม่เคยละเลยความสัมพันธ์กับพี่ๆ ทหารเหล่านี้ ทั้งๆ ที่โดยอาชีพสื่อมวลชนเส้นทางเดินของพวกเราที่ได้รับการอบรมศึกษาเล่าเรียนมาล้วนบรรจุอุดมการณ์ประชาธิปไตยไว้แทบล้นปรี่ด้วยกันแทบทุกคน

เพียงแต่ว่าในสังคมประเทศซึ่งมีการปกครองระบอบอย่าง “บ้านเรา”– พวกเราจึงต้อง “แตะมือ” กับกลุ่มนายทหารเอาไว้พอสมควร

ไม่แตกต่างกับ (พี่) ท่านซึ่งได้กลายเป็นเจ้าสัวไปในช่วงระยะเวลาไม่นานนัก เพราะเป็นผู้มัธยัสถ์เก่งกล้าอดทน มองเห็นการณ์ไกล ซึ่งจะว่าไป “สื่อมวลชน” พวกเรามีส่วนช่วยผลักดันพอสมควรไม่มากก็น้อย ไม่ว่าเป็นเรื่องสนามบิน เรื่องราวเกี่ยวกับการบิน ซึ่งแม้จะแทบมองไม่เห็นเป็นรูปธรรม แต่พวกเรารู้สึกได้ สัมผัสได้ว่า ได้ให้การสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน

จำได้ว่าเราเคยนั่งเครื่องบินเล็กขนาด 8-9 ที่นั่งไปยังเกาะสมุยด้วยกันอย่างสนิทสนมเป็นกันเองอย่างยิ่ง เพื่อเก็บข้อมูลมองหาช่องทางในการนำเสนอพร้อมผลักดันให้สนามบินแห่งดังกล่าวได้เปิดอย่างถูกต้องเป็นทางการได้สำเร็จ

เราคิดกันแม้กระทั่งว่าจะทำยังไงกับต้นมะพร้าว (บางต้น) ที่โอนเอนเอียงมาขวางรันเวย์–?

พวกเราสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก ไปไหนไปกันตลอด ไม่เฉพาะงานต่างๆ ภายในประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศ หลังจากที่ท่าน (พี่) ได้ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของกองทัพสีเทา ซึ่งจะว่าไปแล้วเพราะความเหมาะสมจึงได้รับการสนับสนุนผลักดันจากทุกฝ่าย

รวมทั้งกลุ่ม “สื่อมวลชน” อย่างพวกผมย่อมมีส่วน

 

วันหนึ่งในปี พ.ศ.2557 พวกเราได้เห็นหุ้นของสายการบินหนึ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และทำพิธีเปิดซื้อ-ขายวันแรกๆ ด้วยราคาเกินกว่า 10 บาท ก่อนจะถดถอยลงตามสภาพ จนกระทั่งทุกวันนี้ดูเหมือนจะยืนอยู่ตรงราคาประมาณ 6 บาทเศษ (แต่ก็ยังมากกว่าการบินไทย ที่ราคาราว 4 บาท)

หลายคนทราบกันดีว่าในกลุ่มของสื่อมวลชนรุ่นอายุเกินเลข 7 ล้วนแล้วแต่สนิทสนมผูกพันมากับ (พี่) ท่าน เจ้าสัวผู้ก่อตั้งสายการบินดังกล่าวรวมทั้งธุรกิจอื่นด้วยกันเกือบทุกคน มีการสอบถามว่าได้รับการจัดสรรหุ้นสายการบินนี้ให้ในราคาพาร์ หรือราคาไอพีโอบ้างหรือไม่?

พวกเรา (บางคนเสียชีวิตแล้ว) ต่างไม่มีคำตอบ?

 

ผู้ที่ติดตามการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จนถึงยุคเผด็จการต่างๆ ทั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร และการปฏิรูปการปกครองฯ การทำรัฐประหาร ยึดอำนาจ รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาทุกครั้ง มิได้หมายความแต่เพียงเรื่องของการปกครองอันแตกต่างกันทางความคิด ประชาธิปไตย แต่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องจึงได้เกิดการแย่งอำนาจ เราจึงได้เห็นเผด็จการทหารเมื่อลงจากอำนาจแล้ว จะถูกตรวจสอบ ถูกยึดทรัพย์จำนวนมากกันมาเป็นทอดๆ ถามว่าพวกเขาได้เงินมาจากไหน?

ทุกครั้งที่มีการ “ปฏิวัติ-รัฐประหาร-ยึดอำนาจ” จำเป็นต้องใช้เงินก้อนโต ซึ่งย่อมต้องมีกลุ่มทุนใหญ่สนับสนุนกระทั่งมีเงินสะพัดจำนวนมากในแวดวงของกลุ่มนายทหารใหญ่ รวมถึงอาจนำไปก่อตั้งพรรคการเมือง ใช้ซื้อเสียง ส.ส. (น้ำเน่า-เฮงซวย) เข้าพรรคได้จำนวนมากทีเดียวดังที่ผ่านๆ มา เพียงแต่ใครจะรู้จักกอบโกยทำมาหากินได้แบบกล้าหาญเก่งกาจกว่ากัน

เมื่อคณะรักษาความสงแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจเรียบร้อยเมื่อปี พ.ศ.2534 แม้จะให้คนอื่นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ดูเหมือนผลประโยชน์เงินทองมันมากมายท่วมท้นล้นในแวดวงคนของเขา และคณะ รสช. กับคนที่รู้จักทำมาหากิน ซึ่งแน่นอนย่อมไม่ใช่พวกเรา

ปี พ.ศ.2534 การบินไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นบริษัทมหาชน โดยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่เกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ก่อนทำการซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ หุ้นของ “การบินไทย” ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ดังระเบิดทั้งประเทศ ถึงต่างประเทศ กระทั่งลืมไม่ลงจริงๆ ยังจำได้อย่างแม่นยำมาถึงวันนี้

มีเรื่องเกี่ยวกับ “หุ้นการบินไทย” มาบอกเล่าต่ออีก

 


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย.63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้วรศักดิ์ มหัทธโนบล : สุคติใต้เงาจันทร์
บทความถัดไป“หญิงหน่อย” เผย ‘เพื่อไทย’ ดันร่าง พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.ก.เงินกู้ 1.9 ล้านล้าน เปิดช่องส.ส.ตรวจสอบ