คุ้มครองสุขภาพไทยด้วยมะขามยามโควิด-19

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ/โครงการสมุนไพรเพื่อการพึงพาตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org

คุ้มครองสุขภาพไทยด้วยมะขามยามโควิด-19

 

ในขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกวันนี้พุ่งทะลุเกิน 5 ล้าน และเสียชีวิตกว่า 3 แสน พี่ไทยเรายังมียอดติดเชื้อแค่ 3 พันเศษๆ และยอดตายเพียง 50 กว่าราย

คนส่วนใหญ่อาจจะให้เครดิตกับมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลที่ควบคุมโควิด-19 ได้ผล

แต่ในวงคุยอย่างไม่เป็นวิชาการของชาวบ้านเชื่อว่าการที่โรคโควิดไม่ระบาดระเบอในไทยแลนด์ ที่ครั้งหนึ่งเคยติดอันดับท็อปเท็นของประเทศติดเชื้อในช่วงระยะแรกจนเกือบเสียชื่อ ทั้งนี้ก็เพราะเชื้อโคโรนาไวรัสตัวนี้แพ้อากาศฤดูร้อนในบ้านเรา (ฮา)

แต่ที่สำคัญคือแพ้ธาตุ 4 ของคนไทยที่มีวัฒนธรรมการบริโภคอาหารตามธาตุที่สร้างภูมิต้านโรคไวรัสจำพวกไข้หวัดและหวัดใหญ่ต่างๆ ได้ (ปรบมือ)

ในช่วงเกิดโรคอุบัติใหม่โควิด-19 นี้ มีคำอุบัติใหม่ให้ถกกันเท่ๆ คือ New Normal หรือ “วิถีชีวิตปกติอย่างใหม่” แต่การกินอยู่ของคนไทยในอดีต หรือโอลด์นอร์มอล (Old Normal) ที่กินอาหารมีไขมันต่ำ อุดมด้วยเครื่องเทศ ผักพื้นบ้านและสมุนไพรนานาชนิด ก็พิสูจน์แล้วว่าสามารถคุ้มครองสุขภาพของคนไทยได้

และยังจะเป็นนิวนอร์มอลหรือวิถีปกติใหม่หลังโรคระบาดผ่านไปแล้วด้วย

 

มะขาม (ชื่อพฤกษศาสตร์ : Tamarindus indica L.) เป็นตัวอย่างหนึ่งของต้นไม้พื้นบ้านอันเก่าแก่ ที่กลายมาเป็นต้นไม้หลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกประดับรอบท้องสนามหลวง จนคุ้นตาและผูกพันกับคนไทยมากที่สุดชนิดหนึ่ง

ใช้เป็นเขียงใช้สอยในก้นครัว เป็นผลไม้ และขนมสุดโปรดสำหรับหลายๆ คนที่ชื่นชอบมะขามหวาน มะขามแช่อิ่ม มะขามแก้ว เป็นต้น

และมะขามอยู่ในเมนูอาหารไทยนับร้อยรายการ รสเปรี้ยวนุ่มกลมกล่อมหอมชื่นของน้ำมะขามเปียกไม่แหลมจี๊ดจ๊าดเหมือนรสมะนาว ช่วยชูรสน้ำพริกมะขามอ่อน น้ำพริกมะขามเปียกแนมผัก น้ำปลาหวานราดปลาดุกย่าง น้ำซอสราดไข่ลูกเขย ผัดเปรี้ยวหวาน

และการที่ชาวบ้านบางถิ่นเรียกมะขามว่าหมากแกง ก็เพราะนิยมใช้มะขามใส่แกงสารพัด ไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม ต้มยำ เพื่อให้แกงมีรสเปรี้ยวหอมหวนชวนกิน

แถมยังมีเชฟบางคนคิดเมนูมะขามแหวกแนว ไม่ใช้มะขามเปรี้ยวแต่เอาเนื้อมะขามหวานมาโขลกพริกขี้หนูสดกับตะไคร้ซอย แล้วนำมาคั่วกับหมูสับ เป็นเมนูอาหารไทยใส่มะขามแนวประยุกต์จากอาหารคาวเปรี้ยวมาเป็นคาวหวานตัดรสเผ็ด

อร่อยไปอีกแบบ

 

นอกจากมะขามเปียกแล้ว ใบอ่อนมะขามรสเปรี้ยวอ่อนๆ อมฝาดนิดๆ ก็นำมาปรุงอาหารรสพิเศษ เช่น แกงส้มลูกชิ้นปลากรายใบมะขามอ่อนล้วนๆ ไม่ใส่ผักอย่างอื่นเลย

หรือต้มปลาช่อนใบมะขามอ่อน เป็นต้น

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงฉายหนังตัวอย่างเมนูอาหารไทยใส่มะขาม ซึ่งไม่เพียงช่วยเรียกน้ำย่อยอร่อยจนลืมอิ่มแต่ไม่อ้วนเท่านั้น

แต่มะขามก็ยังมีสรรพคุณยาเด็ดอีกเพียบ อย่างน้อยในแพทยศาสตร์สงเคราะห์ก็มีตำรับยากินที่ใช้ส่วนต่างๆ ของมะขามถึง 45 ตำรับ กระจายอยู่ในหลายคัมภีร์

เช่น คัมภีร์สรรพคุณแลมหาพิกัด และคัมภีร์วรโยคสาร กล่าวตรงกันว่า รสของเนื้อมะขามแก่ไม่ว่าเปรี้ยวหรือหวาน จะช่วยเจริญไฟธาตุ คือช่วยย่อยอาหาร

และในคัมภีร์กษัยยังกล่าวไว้ชัดเจนว่า น้ำมะขามเปียกใช้เป็นกระสายยาแก้กษัยดาน คือ แก้จุกเสียดแน่นหน้าอกบริโภคอาหารมิได้ (ตรงนี้น่าจะเทียบกับโรคกรดไหลย้อนได้นะ)

และในคัมภีร์ปฐมจินดากล่าวถึงมะขามที่ใช้รักษาแม่กับเด็กไว้ว่า น้ำมะขามเปียกเป็นกระสายยาชำระโทษของน้ำนมแม่ และเป็นยาระบายสำหรับทารกที่ท้องผูก ส่วนใบมะขามใช้ประกอบยารักษาตานขโมยท้องรุ้งพุงมารในเด็กเล็ก

ที่น่าสนใจคือ การใช้ดอกมะขามผสมผักบุ้งไทยทั้งห้า ดอกตำลึง หัวกระชาย ฯลฯ ทำยาบดละเอียด ละลายน้ำแตงกวาหยอดแก้ตาต้อทั้งปวง แก้เคืองตา และช่วยเจริญสีตาคือช่วยให้เด็กมีนัยน์ตาสวยสดใสอีกด้วย

นอกจากนี้ ในคัมภีร์ธาตุวิภังค์ยังกล่าวถึงการใช้เปลือกหุ้มเมล็ดมะขามมาปรุงยารสฝาดกินคุมธาตุ แก้บิด แก้ท้องร่วง และใช้ใบมะขามเป็นกำมือปรุงยาแก้เบาขัดปัสสาวะไม่ออก

 

มะขามเป็นสมุนไพรตัวหนึ่งที่มีงานวิจัย รับรองสรรพคุณการใช้ที่ใกล้เคียงกับการแพทย์แผนไทยพอสมควร เช่น พบว่าในเนื้อผลมีน้ำมันหอมระเหยเฟอร์ฟูรัล (furfural) ซึ่งทำให้น้ำมะขามมีกลิ่นชวนรับประทาน

และมีกรดอินทรีย์ทาร์ทาริก (tartaric) ที่มีรสเปรี้ยวเป็นอัตลักษณ์

เมื่อฝักมะขามสุกปริมาณกรดนี้จะไม่ลดลง ดังนั้น เนื้อมะขามแก่ก็ยังคงความเปรี้ยวอยู่ ยกเว้นมะขามพันธุ์ที่มีแป้งมาก เมื่อฝักแก่แป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลมีรสหวานมาก

กรดทาร์ทาริกที่ได้รับจากการบริโภคเนื้อมะขามและน้ำมะขามนี้เองจะช่วยเยียวยาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้หลายโรค

ที่สำคัญคือ ช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้ดีกว่าและปลอดภัยกว่ายาแผนปัจจุบันหลายแบรนด์ และยังยับยั้งการสร้างไขมันที่ตับ ลดการสร้างไขมันส่วนเกิน (lipid peroxidation) ในร่างกาย จึงช่วยรักษาโรคอ้วนได้ผลดี

ช่วยป้องกันการเกิดนิ่วแคลเซียมอ็อกซาเลตในกระเพาะปัสสาวะ และเพิ่มการขับปัสสาวะในรายที่ขัดเบา

ยิ่งกว่านั้น สารเป็กติน (pectin) และมัลซิเลค (mulcilage) ในผลและเมล็ดมะขามมีฤทธิ์คุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานและลดการบวมอักเสบได้ดี

และพบอีกว่า น้ำตาลโพลีแซ็กคาไรด์ในเมล็ดมะขามช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

แต่ส่วนที่สำคัญพอๆ กับเนื้อมะขามก็คือใบมะขามนั่นเอง

 

พบว่าน้ำใบมะขามต้มเข้มข้น 250 มิลลิกรัม/ลิตร มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งติดและที่น่าตื่นเต้นในสถานการณ์โควิด-19 ก็คือ สารสกัดใบมะขามสามารถยับยั้งเชื้อมาลาเรียชนิดพลาสโมเดียม ฟาลซิปาลัม (Plasmodium falciparum) ที่จับไข้ขึ้นสมองได้ ในการรักษาโควิด-19 แบบประคับประคองมีการใช้ยารักษามาลาเรียร่วมด้วย

ดังนั้น ใบมะขามอาจจะเป็นยาตัวเลือกตัวหนึ่งในการต่อสู้กับโควิดก็ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะมีข้อเสนอให้ใช้มะขามเป็นยารักษาโควิด-19 โดยตรง

เพียงจะบอกว่า หากร่างกายมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง ไม่มีโรคแทรกซ้อนต่างๆ ก็จะสามารถผ่านพ้นภัยโควิด-19 ไปได้ และวิถีวัฒนธรรมบริโภคอาหารและยาสมุนไพรที่เป็นวิถีปกติของคนไทยนี่แหละ

สามารถตอบโจทย์ได้โดยไม่ต้องรอหวังพึ่งวัคซีนในอนาคตอันใกล้หรือไกลแค่ไหนก็ไม่รู้

 

พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้ฉัตรสุมาลย์ : พระวินัยภิกษุณี
บทความถัดไปพช. น้อมนำแนวพระราชดำริกรมสมเด็จพระเทพฯสู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ระยะที่ 2 สร้างวัฒนธรรมปลูกพืชผักประจำครัวเรือน