ทราย เจริญปุระ | ยังอยู่ แยกย้าย และไปต่อ

ทราย เจริญปุระ

“ผมไม่ได้พยายามหลอกตัวเอง ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ที่มันก็เป็นเรื่องของผม ผมเพียงแค่อยากอยู่ตามลำพัง ไม่อยากรู้จักใคร การทำความรู้จักหมายถึงการต้องเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง เส้นใยอันมองไม่เห็นจะถูกเชื่อมโยงจากคนหนึ่งไปยังอีกคน กลับไป กลับมา การทำความรู้จักหมายถึงการกลายเป็นส่วนหนึ่งของสายใยความสัมพันธ์ และผมไม่อยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนั้น”*

คงจะมีแต่คนแปลกหน้าที่สามารถปลดพันธนาการความลับจากเราได้

ไม่รู้จักกัน ไม่รู้เบื้องหลัง ไม่ต้องรู้ว่าจะตัดสินใจอะไรต่อไป

ฉันไม่ได้ภูมิใจกับทุกสิ่งที่ตัวเองได้ตัดสินใจทำ ทุกครั้งที่มีคนถามว่าอยากกลับไปแก้ไขอะไรในอดีตบ้าง ฉันก็จะตอบไปอย่างรวดเร็วว่าไม่

ฉันไม่ต้องการกลับไปแก้ไขอะไร

เราต่างก็รู้ดีว่าความใฝ่ฝันบางชนิดไม่มีวันเป็นจริง ไม่ว่าการจะกลับไปหรือการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

ความเปราะบางในวัยนั้นช่างน่าสงสาร ฉันเชื่อไปได้อย่างไรไม่รู้ ว่าชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ อะไรก็เป็นไปได้ และความรักชั่วแล่นจะเอาชนะได้ทุกอุปสรรค

แต่หากปราศจากความเชื่อไร้เดียงสาเช่นนี้ โลกคงไม่หมุนไปไหน เราต่างก็เคยเชื่อในอะไรบางอย่างสุดหัวใจ เชื่อในความคิด เชื่อในความรัก เชื่อมั่นในตัวฉันหรือเธอ

ก่อนที่จะเรียนรู้และใช้เวลาไปสักพัก

เพื่อจะยืนยันว่า ไม่ใช่ทุกความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นจริง

เราไม่ได้เลิกเป็นชู้เพราะรู้สึกผิด

แต่เพราะเบื่อแล้วต่างหาก

เหมือนการกินเหล้า เหมือนการสูบบุหรี่ เหมือนการต่อสู้เพื่ออะไรโง่ๆ บางอย่าง

เราก็แค่เบื่อที่จะทำแบบนั้นแล้ว

ทันใดนั้น การหยุดสิ่งที่ทำอยู่ก็ดูสมเหตุสมผล

และบางทีทั้งที่รู้ว่าผิด เราก็ยังฝืนจะทำต่อไปเรื่อยๆ

เพราะเราเคยชินแบบนั้น

เคยชินกับการมีความลับและรู้อะไรบางอย่างอยู่คนเดียว

ปราศจากความผิดพลาดแล้วชีวิตคงว่างเปล่าเหลือเกิน

“ผมเรียกเขาว่าเน็กไท” เล่าเรื่องของคนไม่สมบูรณ์แบบสองคนที่มาพบกันอย่างบังเอิญในที่ที่ตัวเองไม่สมควรอยู่ คนหนึ่งเป็นชายวัยยี่สิบเศษ มีอาการที่เรียกกันว่า “ฮิกิโกะโมริ” ขังตัวเองอยู่ในห้องมานานนับปี

อีกคนเป็นชายวัยกลางคน เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ควรทำงานหัวหมุนอยู่ในบริษัท แต่ทั้งคู่ก็มาพบกันที่สวนสาธารณะ ตอนกลางวัน ในวันหนึ่งที่แสนธรรมดา

แรกอ่านฉันคิดว่าฉันควรต่อติดกับตัวละครที่ขังตัวอยู่ในห้องเนิ่นนานมากกว่า อย่างไรเราก็มีนิสัยร่วมกันอยู่บ้าง การคิดว่าตัวเองจะเชื่อมโยงกับชายวัยกลางคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนอย่าง “เน็กไท” นั้นดูไกลเกินตัวฉันไปเยอะ

แต่เอาเข้าจริง, ฉันก็ไม่ต่างอะไรกับเน็กไท

“…น่าสงสารนะ เขาพึมพำ คงแย่ชะมัด ไม่มีความทรงจำ แต่ก็อาจจะไม่แย่เท่าที่เราคิด ผมหมายถึง ถ้าเราลืมทุกอย่าง เราก็คงให้อภัยทุกอย่างด้วยจริงไหม อภัยให้ตัวเองและคนอื่น ถ้าทำอย่างนั้นได้ เราจะไม่เป็นอิสระจากความเสียใจและความรู้สึกผิดหรอกหรือ…ไม่หรอก ไม่จริง แบบนั้นมันง่ายเกินไป การจะให้อภัยและเป็นอิสระอย่างแท้จริง เราต้องจำได้ …

…วันแล้ววันเล่า”*

สุดท้ายชีวิตก็เหลืออะไรให้คุณทำไม่กี่อย่าง กับคำถามไม่กี่คำ

กินข้าวหรือยัง

วันนี้เป็นไงบ้าง

พรุ่งนี้ทำอะไร

วันแต่ละวันผ่านไปกับคำถามเพียงเท่านี้

ไม่มีอีกแล้วคำถามถึงฝันอันใหญ่โต การมองหาความหมายในเพลงทุกเพลง คำพูดทุกคำ ทุกการสัมผัส ทุกการมองตา

กระนั้นเราต่างก็ยังอยู่ต่อไป แยกย้ายและไปต่อ

ทั้งที่เราก็ไม่ใช่คนเดิมที่เราเคยเป็น

แต่เราก็เลือกจะไปต่อทั้งบาดแผล รอยเลือด และความทรงจำ

ว่าเราจะไม่มีวันปล่อยให้อะไรเข้ามาโจมตีชีวิตอันแสนบอบบางของเราได้อีก

เพื่อที่เราจะเสียความตั้งใจนั้นเพียงชั่วระยะไม่นานเลย

“ผมเรียกเขาว่าเน็กไท” (I Call Him Necktie) เขียนโดย Milena Michiko Fla?ar แปลโดย สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท ฉบับพิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2563 โดยบริษัท แมร์รี่โกราวด์ พับลิชชิ่ง จำกัด

*ข้อความจากในหนังสือ


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้“อนุสรณ์ อุณโณ” มอง “รัฐไทย” ผ่านโควิด-19 ไม่เข้าใจ ไม่ใส่ใจ ไม่ไว้ใจ ไม่ให้ค่า “ประชาชน”
บทความถัดไปฟ้า พูลวรลักษณ์ | ระหว่างการเมือง ประชาธิปไตย-เผด็จการ และ วิทยาศาสตร์