อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : คนจนในห้วงวิกฤต

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์

ที่สหรัฐอเมริกา สำนักข่าวชั้นนำอ้างอิงรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกาว่า กระทรวงแรงงานมีการประกาศเป็นครั้งแรกถึงการชดเชยแรงงานสหรัฐที่ถูกเลิกจ้างนับเมื่อเดือนเมษายนจำนวน 3.8 ล้านคน

ทั้งนี้ จำนวนคนตกงานครั้งนี้ตามรายงานของทางการสหรัฐอเมริกามีจำนวน 30.3 ล้านคน หรือคิดคร่าวๆ นับเป็น 18.6% ของแรงงานทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา

อย่างคร่าวๆ รายงานของสื่อมวลชนดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การตกงานเหล่านั้นมาจากทั้งการเลิกจ้าง การรับทำงานของคนงานที่รับทำงานที่บ้าน ทั่วสหรัฐอเมริกา

มีรายงานเพิ่มอีกว่า เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าจะมีคนตกงานเพิ่มมากขึ้นอีกจากการเลิกจ้างของภาคการค้าปลีก กิจการโรงแรม ภัตราคาร ซึ่งจริงๆ แล้วการตกงานนี้เพิ่งนับจากช่วงต้นของโรคระบาดโควิด

โดยในไม่ช้า การเลิกจ้างในเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะเริ่มกระทบการทำงานของคนงานคอปกขาว หรือพนักงานในออฟฟิศนั่นเอง

เราไม่ต้องดูสาเหตุของการเลิกจ้างซึ่งคาดการณ์ได้ว่าคล้ายคลึงกันทั่วโลกคือ ตกงานเพราะกิจการต่างๆ ยุติลงอย่างฉับพลันเพราะปัญหาโรคระบาดโควิด

แต่ที่น่าสนใจสำหรับผมคือ จำนวนคนตกงาน กล่าวคือ เศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก มีคนตกงานประมาณ 30.3 ล้านคน น่าประหลาดใจ จำนวนคนตกงานตามรายงานของกระทรวงการคลังโดยนับจากผู้ลงทะเบียน คนที่ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา 5,000 บาทจำนวนประมาณ 28 ล้านคน ในขณะที่กระทรวงการคลังเคยประมาณการว่าจะมีคนลงทะเบียนจำนวน 9 ล้านคน

ผมไม่ได้หมายความว่า จำนวนตัวเลขคนตกงานในสหรัฐอเมริกาจะเท่ากับคนที่ลงทะเบียนรับเงินเยียวยาของรัฐบาลในไทย อีกทั้งผมไม่ได้เน้นไปที่ระบบสถิติและการจัดเก็บข้อมูลของทุกๆ ฝ่าย เรื่องนี้ไม่ใช่สาระสำคัญ

สาระสำคัญที่อยากจะนำเสนอในที่นี้คือ นัยยะที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขจำนวนคนจน

 

ความจนในสังคมไทย

ดังที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า นัยยะที่ซ่อนอยู่ในตัวเลข คนลงทะเบียนรับเงินเยียวยาของรัฐบาลไทยมีความน่าสนใจในเชิงน่าหวั่นวิตกของทุกๆ ฝ่ายว่าเรากำลังจะเผชิญกับคนจนที่มาก

และปัญหานี้อาจส่งผลรุนแรงกว่าที่เราเคยประสบกันมาก่อน

 

วิกฤตเศรษฐกิจ 2540 กับคนจน

ขออนุญาตไม่กล่าวถึงสาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หากกล่าวเฉพาะในประเทศไทย เศรษฐกิจไทยถึงขั้นล่มสลายโดยที่มีคนตกงานจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานในภาคธนาคาร การเงิน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และพนักงานในสำนักงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินในวงกว้างครั้งนั้น

คนจนในครั้งนั้นมีแน่นอน คนงานในภาคการก่อสร้างก็เป็นคนจนในเวลานั้น

ช่วงนั้นภาครัฐมุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการธนาคารและการเงิน ทว่าเรามักจะเห็นภาพใหญ่ของคนจนที่ตกงานจำนวนมาก เปิดท้ายรถขายของ

แล้วเกิดวลี คนเคยรวย

เราไม่ได้เห็นการรอรับความช่วยเหลือเป็นข้าวของจำเป็น ความช่วยเหลือที่เป็นข้าวกล่อง น้ำดื่ม และโรงทานมากนัก

ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า ไม่มีคนตกงานหรือคนจนจากวิกฤตการณ์ในปี 2540

 

น้ำท่วมใหญ่ 2554 กับคนจน

ผมไม่ประสงค์จะกล่าวถึงสาเหตุและประเด็นการจัดการน้ำในภาครัฐในช่วงนั้น

ผมอยากชี้ให้เห็นเรื่องคนจนในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายส่วนของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตที่เป็นเมืองใหญ่และปริมณฑล อาจพูดแล้วเหมือนตลก ทว่าเป็นตลกร้ายมากกว่า

น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เป็นมหาอุบัติภัยของสังคมไทยมากกว่าที่เราคิด เพราะการที่น้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้นเข้าไปจู่โจมและทำลายระบบขนส่งทั้งการขนส่งสินค้าและการเดินทางหลายภาคส่วนอย่างเหลือเชื่อ

ไม่เพียงแต่บ้านเรือนและที่อยู่อาศัยในหลายจังหวัดต้องจมน้ำและจมน้ำนานหลายสัปดาห์

มวลน้ำมหาศาลยังเข้าไปทำลายระบบการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ เช่น ระบบขนส่งสินค้าอุปโภค บริโภค ตลอดจนการเดินทางสัญจร เป็นเหตุให้มีการย้ายฐานการผลิต เช่น โรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

มวลน้ำมหาศาลทำลายระบบโลจิสติกส์อาหารและสินค้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ในช่วงนั้น คนจนที่ตกงานเพราะการเลิกจ้าง คนล้มละลายเพราะบ้านเรือนและทรัพย์สินสูญหายมีเป็นจำนวนมาก มีผู้คนร่วมบริจาคสิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีพ มอบข้าวของ รวมทั้งมีการแจกอาหารทั้งต่อคนจน และผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น

ทว่าโรงทาน ครัวต่างๆ ตั้งขึ้นเพื่อการแจกอาหารและน้ำดื่มเพื่อประทังชีพมาปรากฏให้เห็นจากมหาวิกฤตโควิดครั้งนี้และเผยนัยยะอะไรแก่เรามากมาย

 

มหาวิกฤตโควิด 2563 กับคนจน

เจ็บปวดเหลือเกิน มหาวิกฤตโควิดเผยให้เราเห็นความจริงของสังคมไทยว่า สังคมไทยช่างมีคนจนมากมายกระจายอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้า

คนตกงานฉับพลันจากอาชีพหลากหลาย

จากอาชีพที่เคยคิดว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงมาก ไม่มีวันตกงาน เช่น นักบินและพนักงานสายการบิน ดาราและนักแสดงและคนในแวดวงบันเทิงทั้งหมดและทุกแผนก

 

จากรับบริจาคของ ถึงโรงทานและครัวต่างๆ

เราไม่เคยพบภาพผู้คนจำนวนมากยืนเข้าคิวรับของบริจาคทั่วประเทศไทยเช่นนี้มาก่อน

ไม่เพียงแต่มีคนจำนวนมากและมีการรับของบริจาคทั่วทุกหย่อมหญ้าในพื้นแผ่นดินไทยเท่านั้น การที่มีทั้งถุงยังชีพที่มีของเพื่อใช้ประทังชีวิต เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรคเบื้องต้น ทว่า เรากลับเห็นผู้คนเข้าแถวเรียงคิวเพื่อรับอาหารและน้ำดื่มทั่วไปหมด

อีกทั้งเราได้เห็นภาพคนเข้ารับอาหารดังว่านี้ทั่วประเทศและมีต่อเนื่อง

ดีแต่ว่า ยังมีผู้คนร่วมมือกันช่วยเหลือคนจนจำนวนมาก ทว่าคนที่มีจิตใจเมตตาจะให้ความช่วยเหลือนี้ได้นานแค่ไหน

คำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบได้ยากมาก เพราะคนจนที่ได้รับผลกระทบจากมหาวิกฤตโควิดครั้งนี้ ยากจนลงถึงขั้นอดอยากไม่มีข้าวพอประทังชีพเลยทีเดียว

โรงทานที่ตั้งขึ้นง่ายๆ โดยมีทั้งที่ร่วมกันตั้งจากการริเริ่มของวัด เจ้าของกิจการ ผู้มีจิตศรัทธาทั้งผู้ใหญ่ นักเรียน นักศึกษาที่ช่วยกันทำ ครัวต่างๆ เกิดขึ้นทั่วทุกหย่อมหญ้า แจกจ่ายอาหารและน้ำดื่มทุกๆ วันมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมแล้ว และยังคงแจกจ่ายอาหารแก่คนจนที่ประสบภัยจากมหาวิกฤตโควิดต่อไป

ต้นเดือนพฤษภาคม มีการผ่อนคลายให้คนเคลื่อนย้ายได้ คำกล่าวที่ว่านี้สำคัญมากๆ

“…ไม่มีงาน ไม่มีเงิน อยู่ไปอดตาย…”

น่าสนใจมาก คำกล่าวนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตจากปากคำคนไทย ไม่ใช่แรงงานต่างด้าวนะครับ คำกล่าวนี้บอกความจริงที่ไม่มีใครอยากฟังว่า คนจนในสังคมไทยมีมากกว่าตัวเลขที่ขอรับบริจาคเงินจากรัฐบาลเสียอีก

ดังนั้น หากเราเชื่อในความกังวลต่อสังคมไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาด้วยเห็นว่า สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความวิตกกังวล ด้วยเหตุผลที่หลายคนคาดคิด ผมว่าเหตุผลหลักน่าจะเป็นคนจนมากกว่าอย่างอื่น

คนจน

 


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 31 พ.ค. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้ก.เกษตรฯ ตอบ 20 ข้อสงสัย รับเงินเยียวยาเกษตรกร 3 เดือน 1.5หมื่นบ.
บทความถัดไปสหรัฐติด ‘โควิด’ ทะลุ 1.6 ล้าน ทั่วโลกป่วย 5.1 ล้าน ตาย 3.34 แสน