สูตรสำเร็จในชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา : การให้ทาน

เสฐียรพงษ์ วรรณปก

สูตรสำเร็จในชีวิต (17)

การให้ทาน (1)

สูตรสำเร็จแห่งชีวิตข้อต่อไปคือทาน

สูตรนี้สั้นๆ ง่ายๆ แต่ค่อนข้างทำยากสำหรับคนไทย ทั้งๆ ที่คนไทยเราเป็นคนใจบุญสุนทานนี่แหละ ลองมาดูกันว่ายากอย่างไร

โบราณาจารย์ท่านสอนว่า การให้มี 3 ลักษณะคือ ให้เพื่อสงเคราะห์ ให้เพื่ออนุเคราะห์ และให้เพื่อทำบุญ

การให้เพื่อสงเคราะห์และอนุเคราะห์ เรียกอีกอย่างว่าให้แบบทำคุณ เพราะเป็นการให้เพื่อบุญคุณ หรือเพื่อหวังผลตอบแทน เช่นเราให้ของขวัญ ให้รางวัล เลี้ยงข้าว เลี้ยงเหล้าแก่ใคร เราก็ว่าเราให้โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไร

แต่ในส่วนลึกแห่งดวงใจเรายัง “ทวงบุญคุณ” อยู่เงียบๆ อย่างน้อยก็อยากให้เขารู้สึกขอบบุญขอบคุณในน้ำใจไมตรีของเรา

ลองคิดดีๆ จะเห็นเองครับ ถ้าเราไม่เข้าข้างตัวเองเกินไป

การให้อะไรแก่ใครแล้วหวังผลตอบแทนไม่ถือว่าให้เพื่อทำบุญ ไม่ช่วยให้จิตใจสูงหรือสะอาดขึ้น เพราะแทนที่จะกะเทาะความโลภให้หลุดไปจากจิตสันดานกลับพอกให้มันหนาขึ้น ทำไปทำมานักทำบุญแบบนี้จะกลายเป็นนักลงทุนหรือนักค้าบุญไปโดยไม่รู้ตัว

ทางศาสนา (ศาสนาพุทธนะครับ ศาสนาอื่นผมไม่รู้) สอนไว้ว่า การให้จะทำให้จิตใจเราสะอาดบริสุทธิ์ขึ้น หรือทำบุญได้บุญจริงๆ นั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 ประการคือ

– สิ่งที่จะให้ต้องบริสุทธิ์ หมายถึงข้าวปลาอาหารอะไรก็ตามที่เราจะให้นั้น ต้องเป็นของได้มาโดยสุจริต ไม่ได้ลักขโมยคดโกงใครเขามา ของนั้นไม่จำเป็นต้องใหญ่โต มากมาย หรือราคาแพงๆ น้ำพริกถ้วยเดียวที่ได้มาโดยสุจริตมีผลมากกว่าโต๊ะจีนราคาพันๆ ที่โกงแชร์เขามาจัดถวายพระเสียอีก

– เจตนาจะต้องบริสุทธิ์ ก่อนให้ กำลังให้ หลังจากให้แล้วมีจิตใจเลื่อมใสยินดีให้จริงๆ มิใช่ให้ไปแล้วนึกเสียดายภายหลังหรือให้ด้วยเจตนาอะไรแฝงอยู่ เช่น ให้เพื่อให้คนเขารู้ว่าตนเป็นคนใจบุญสุนทาน ให้เพื่อเอาหน้า

เคยเห็นภาพคุณหญิง คุณนาย หรืออาเสี่ยร้อยล้านพันล้านบางคนกำลังบริจาคทรัพย์ทำบุญอะไรสักอย่างไหมครับ แทนที่จะมองไปที่พระสงฆ์ที่ตนกำลังประเคนของให้ กลับหันหน้ามายิ้มหลาทางกล้อง บางทีถวายไปแล้วกล้องถ่ายไม่ทัน ต้องทำพิธีถวายใหม่ เพื่อให้กล้องบันทึกภพไว้ชัดๆ คนจะได้เห็นทั่วกัน

อย่างนี้ส่อเจตนาว่าให้เพื่อเอา อย่างน้อยก็เอาหน้าว่าเป็นคนใจบุญ เจตนาบริสุทธิ์แค่ไหนก็คิดเอาเอง

– ผู้รับต้องบริสุทธิ์ ผู้รับทานของเราต้องมีศีล มีธรรม ควรแก่การให้ด้วย ทานจึงจะมีผลมาก ในทางศาสนาท่านสอนให้ถวายแก่พระสงฆ์ผู้มีศีลบริสุทธิ์ การให้ทานแก่อลัชชีแทนจะเป็นบุญกลับกลายเป็นว่าให้กำลังวังชาแก่อลัชชีมาบ่อนทำลายพระศาสนาเป็นบาปเสียอีกแน่ะ

บางท่านถามว่า บางครั้งอยู่บ้านดีๆ มีคนมากดกริ่งขอเรี่ยไรเงินไปสร้างโน่น สร้างนี่ มูลนิธิอะไรต่อมิอะไรชื่อประหลาดๆ มากันบ่อย อย่างนี้ควรให้หรือไม่

ตอบแน่ชัดลงไปไม่ได้ดอกครับขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่าน ถ้าไม่แน่ใจก็ไม่ควรให้ ขอให้ถือตามพระพุทธโอวาทว่า พึงพิจารณาให้ดีก่อนจึงให้

คนไทยใจบุญมักให้ทานส่งเดช จึงเป็นเครื่องมือหากินของพวกมิจฉาชีพ และมักไม่เข็ดด้วยนะครับ นี่พูดนี้ได้กับตัวเองบ่อยเหมือนกัน


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 31 พ.ค. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้วิกฤตค่ายรถ ยอดผลิตตกต่ำสุดรอบ 30 ปี โชว์รูมไร้คนซื้อ
บทความถัดไปวัคซีนป้องกันโควิดในมุมมองทางระบาดวิทยา