การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ นอกจากหัวใจก็มีแค่…

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

เหมือนมีอะไรค้ำคออยู่ จนกลืนน้ำลายลงยากอย่างฝืดเฝื่อน แสงสว่างจากตาแม่กรีดบาดเข้าถึงข้างใน ฉันจึงทำได้เพียงจ้องแม่ชั่วครู่ แล้วหันหลังกลับเข้าห้อง กระแทกประตูปัง

แต่แม่คงยืนอยู่ตรงนั้นอีกนาน กับความไม่เข้าใจ แสงในตาแม่คงจะค่อยๆ หรี่ลง จนกระทั่งไหล่ค่อยๆ งุ้มงอลงอีกคราว

แม่ผ่านจากวัยสาวไปสู่วัยชราอย่างฉับพลัน

แต่ให้ตายเถอะ นั่นคือความคิดของฉัน จินตนาการของฉัน ซึ่งสวนทางกับความเป็นจริงทุกอย่าง

เหตุการณ์จริงก็คือ ทันทีที่ฉันกระแทกประตูปิดดังปัง พี่โฟก็ด่าสวนขึ้นมา

“มึงจะไปไหน อีพี่!”

ไม่มีเสียงผ้าซิ่นขยับ แสดงว่าแม่ยังอยู่ที่เดิม

“อีแม่ชมมึงถึงไส้ถึงพุง…ไม่ดีใจรึยังไง…แกงนี้ กูเห็นเป็นสตางค์มึง ก่โขลกน้ำพริกเสียเต็มฝีมือ!”

ถอนหายใจยาว เปิดประตูออกมาอีกครั้ง

พี่โฟรีบแทรกตัวมาอยู่หน้า ปากว่าอย่าง สายตาแสดงอีกอย่าง

“มึงบ่มักจิ๊น ยังอุตส่าห์ออกสตางค์ซื้อจิ๊นให้คนอื่นกิน ดีกว่านี้ก่เทวดาละ!”

“หยุดพูดเลยนะพี่โฟ!”

ฉันชี้หน้า

แม่ขยับตัว และหนนี้เห็นว่า แสงในตาของแม่แปรเปลี่ยนจริงๆ

“แม่บอกแล้วไงว่ามีอะไรให้พูดกันดีๆ…โฟมันก็พูดดีๆ ทำไมพี่ต้อง…”

ฉันอ้าปากเตรียมจะโต้ตอบ พี่สาวร่วมพ่อจับความคิดได้ทันที รีบรี่เข้ามาคว้าแขนฉันไว้ กำข้อมือแน่น

“พอละๆ อีพี่ ไม่ผิดเถียงกันดีกว่า อีพ่ออีแม่จะไม่สบายใจ กูว่าจะไปกาดสักหน่อย ไปด้วยกัน จะได้ช่วยกูหิ้วของ”

ฉันยืนตัวแข็ง และเกินจะอธิบายคำพูดอะไรได้ เมื่อแม่ล้วงเข้าไปในขอบหัวผ้าซิ่น ดึงใบแดงออกมาหนึ่งใบ

“เอ้า งั้นเอานี่ไปกาด เผื่อลูกอยากได้หนังสือมาอ่านสักเล่มสองเล่ม ถ้าได้แวะร้านข้างใน เอาขนมไข่มาให้น้องสักสองแก่น”

 

“หึเป็นยังไงเล้า”

น้ำเสียงของพี่สาวแฝงความสาแก่ใจเช่นเดียวกับสายตา ก่อนจะซ้อนรถกันออกมาจากบ้าน

บ้านเรามีรถเครื่องเก่าๆ กันแล้วหนึ่งคัน ความว่าพี่ตรีซื้อผ่อนมาจากผู้ใหญ่บ้าน ครั้นตัวพี่ตรีไม่อยู่ พ่อก็ได้ใช้แทนยามไปต่างบ้านต่างตำบล พอพี่โฟมาก็ได้ใช้ขับขี่ด้วย ช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น

หากแม่ไม่แตะรถเลย เช่นเดียวกับฉัน

ลมพัดเส้นผมปลิว ฉันซ้อนหลัง มีตะกร้าวางคั่นบนเบาะหนึ่งใบ

“กูว่าแล้ว แม่มึงน่ะ ยังไงก็ไม่เคยเห็นขี้ดีกว่าไส้”

“ก็ถูกแล้วนี่พี่โฟ ใครจะเห็นไส้ดีกว่าขี้”

“กูหมายถึงว่า ยังไงๆ แม่มึงก็ใจรักมึงอยู่คนเดียวเท่านั้น! คนอื่นน่ะ จะทำดียังไงก็เป็นขี้ในสายตาแม่มึง!…อ้อ! น้องมึงอีกคน ที่อีพ่ออีแม่รักนักหนา”

ฉันเงียบไป ก่อนจะถามขึ้น

“พี่น้อยใจหรือ”

“อีชาติหมา!” พี่โฟด่าลั่น รถเป๋ไปวูบหนึ่ง ก่อนจะเบนหัวกลับมาปกติ “งูสิงตัวใหญ่ มึงเห็นมั้ยอีพี่ นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นวันศีล กูจะลงไปไล่บุบเอาแล้ว”

ฉันถอนใจ ไม่รู้ว่าดีหรือร้ายที่พี่โฟไม่ได้ยินคำพูดก่อนหน้า

“งูสิงนี่นะ เอาเผาดีๆ ต้มจนเนื้อฟู อีพ่อมันมักขนาด ถ้ากูได้งูสิงกลับไป เหอะ! ไม่มีสักใบแดง อีพ่อก็ต้องดีใจ”

“พี่โฟ” ฉันตัดสินใจถาม “พี่ทำแบบนี้ทำไม”

รถชะลอช้าลง ฉันจึงรู้ว่าพี่โฟได้ยินถนัดถนี่ดีแน่

“ทำอะไร”

“ก็ที่พี่ลักสตางค์แม่ แล้วเอามาใส่ความฉัน”

“ใครใส่ความมึง อีพี่!”

พี่โฟสวนเสียงทันที

“พูดให้ดีๆ กูบอกอีพ่ออีแม่ว่ามึงซื้อจิ๊นเข้าบ้าน เรียกว่าใส่ความตรงไหน มีแต่จะยกย่องอวดอ้างมึงละไม่ว่า”

“แต่พี่เป็นคนลักสตางค์มา”

“แล้วยังไง! กูได้ใช้สักแดงเดียวมั้ย! ก็เอามาสร้างชื่อเสียงให้มึง! กูอุตส่าห์หวังดีกับมึง อยากให้อีพ่ออีพ่อภูมิใจ มึงไม่เห็นหน้าแม่มึงเหรอ บานเป็นจานกระด้ง! แค่มึงซื้อจิ๊นเข้าบ้านคาบเดียว คงเอาไปอวดคนสามบ้านแปดบ้าน! กูนี่ ส่งสตางค์มาให้เท่าไหร่ ไม่เคยได้คำชื่นชมสักน้อย!”

“แต่พี่ไม่เห็นต้องทำเลยนี่! จะทำไปทำไม!”

ฉันอดไม่ได้ เสียงดังใส่บ้าง

“เออ! ก็กูหวังดีกับมึง อยากเห็นมึงมีหน้ามีตาในสายตาคนอื่น! ยังไม่รู้ตัวอีก ทำตัวน่าสมเพชเวทนาแค่ไหน วันๆ หมกตัวอยู่แต่กับหนังสือจนคนเขากลัวจะเป็นบ้า ไปทำมาหากินก็ไม่เคยได้สตางค์กลับมา ล่าสุดนี้เป็นไง เมาเหล้านอนยุบอยู่ตามข้างถนน จนกูนึกว่ามึงจะตายวันตายพรุ่ง…ถึงได้ยอมออกงานหอบมึงมา”

“ยังไงนะ พี่ออกจากงานที่ไหน?”

“งานไหนก็เรื่องของกู!” พี่โฟตอบ “ที่กูทำๆ อยู่นั่นแหละ ถ้าขาดเกินสองวันเขาก็ไม่ให้อยู่อยู่แล้ว กูตัดสินใจแน่วแน่เพราะเห็นแก่ชีวิตมึง! จะกลับไปก็ยังไม่รู้เลยจะอยู่จะกินยังไง ถ้ากูมีทางไปไม่มาร่อนเร่อยู่บ้านอย่างนี้หรอก!”

…ร่อนเร่ พี่โฟใช้คำนั้นกับการอยู่ในบ้านเกิดเมืองนอน ยามอยู่กับครอบครัวพ่อแม่

แต่มันก็ให้ความรู้สึกจับใจ…ว่าใช่ ฉันเองก็รู้สึกอย่างนั้น

แม้ยามกลับมาอยู่บ้าน ก็เหมือนยังคงร่อนเร่อยู่ในที่ไหนสักแห่ง

 

รถเครื่องจอดลงหน้าตลาด ซึ่งเป็นตลาดใหญ่แห่งเดียวในอำเภอ ห่างจากบ้านเราประมาณเจ็ดกิโลเมตร พี่โฟปัดขาตั้งรถลงทะมัดทะแมง แล้วลงมาคว้าตะกร้าฉับ

“เอามานี่ กูถือเองก็ได้ มึงจะไปไหนก็ไป เดี๋ยวมาเจอกันที่รถ”

“อ้าว” ฉันมองหน้าพี่สาว “แล้วให้มาด้วยทำไมนี่”

“มึงจะได้เปิดหูเปิดตาบ้างไง มึงนี่ยังไงนะ อะไรๆ ก็ต้องถาม ความหวังดีของกูนี่มันทำคุณบูชาโทษแท้ๆ”

นับหนึ่งถึงสิบ นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องทำเสมอเมื่อเจอพี่สาวร่วมพ่อคนนี้

“เออ เดี๋ยวๆ”

พี่โฟหันกลับมา ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงตัวเอง

“มึงจะไปซื้อหนังสือไม่ใช่รึ”

มีแผงขายหนังสืออยู่ไม่ไกล ฉันมองไว้แล้วว่าจะไปดูสักหน่อย ถ้าไม่ต้องเดินตามหลังพี่โฟก็เป็นเรื่องที่ดี

“มันเล่มเท่าไหร่”

ฉันนึกถึงนิตยสารวัยฝัน…วัยหวาน…

“ยี่สิบ”

“งั้นเอานี่ไป”

พี่โฟควักใบเขียวออกมา ทำท่าเหมือนจะให้

“เออ เดี๋ยว ตะกี้อีแม่ให้มึงไว้เท่าไหร่”

“ก็ร้อยหนึ่ง”

“ใช่รึ มีซ้อนอยู่อีกใบหรือเปล่า”

“เปล่านี่”

ฉันล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบเอาใบแดงที่แม่ให้ออกมา ใจจริงตั้งใจว่าจะไม่เอาใช้ หากกลับบ้าน สบจังหวะโอกาส จะเอาไปใส่คืนลงโป้ แทนที่พี่โฟจกมา

จำได้ว่า แม่เอาโป้หรือกระป๋องนมผงเก่าใบนั้นวางไว้ข้างปลายตีนนอน

“ไหนดูซิ”

พี่โฟชะโงกหน้ามา พลันคว้าหมับ ก่อนจะยัดใบเขียวลงอุ้งมือฉัน

“มึงเอาไปซื้อหนังสือ”

“เอ๊ะ เดี๋ยว!” ฉันเป็นฝ่ายท้วง ไขว่คว้าจะเอาเงินคืน “พี่จะเอาเงินฉันไปไหน”

“อะไรคือเงินมึง!” พี่โฟตอบเสียอย่างนั้น “อีแม่ให้เงินมึง เพราะนึกว่ามึงเป็นคนดีมีหัวคิด ตามจริงมันควรเป็นสิทธิ์ของกู”

ฉันเกือบคิดตามไม่ทัน

“มึงได้ซื้อหนังสือกลับบ้าน แม่มึงก็ม่วนใจ ต่างคนต่างอิ่มใจได้ทำความดีใส่กัน ส่วนกูผู้ปิดทองหลังพระ สมควรจะได้สิ่งตอบแทนบ้างซิ!”

“เดี๋ยวนะพี่โฟ แต่พี่เป็นคนลักเงินแม่”

“มึงนี่พูดไม่รู้เรื่องอีพี่! มึงมีพยานมั้ยว่ากูขึ้นไปลักไปจก…มีใครเห็นบ้าง! อย่ามาใส่ความกู คนที่มีเงินซื้อจิ๊นซื้อหนังสือ ก็คือตัวมึงคนเดียวเท่านั้น!”

 

ฉันไม่รู้จริงๆ ว่า ความโง่กับความฉลาดนั้นมันมีเส้นแบ่งอย่างไร ระหว่างฉัน แม่ พี่โฟ หรือแม้แต่พ่อ ใครกันแน่ที่เป็นคนฉลาดและเป็นคนโง่ หรือพวกเราต่างล้วนแต่โง่ มีพี่โฟหล็วกหลักแหลมอยู่คนเดียว

แต่กระนั้นก็ตาม มองตามหลังร่างอวบขาวใส่เสื้อแดงกับกางเกงขาสามส่วน ฉันก็อดสะท้อนใจไม่วาย โกรธจนไม่นึกอยากจะโกรธอีกต่อไป หรือเพราะส่วนลึกของใจ ก็รู้ว่าพี่โฟหมายความตามนั้นทุกอย่าง

พี่สาวร่วมพ่อห่วงฉัน…แม้ความห่วงนั้นจะมาจากความคิดแปลกๆ และการตัดสินตีตรา

แต่ชีวิตที่ผ่านมา ใครบ้างเล่าจะไม่ตีตราฉัน เพราะมันก็เป็นอย่างนั้น…แต่ละภาพที่ปรากฏ ล้วนบอกหมดว่าชีวิตของฉันสัปรังเคแค่ไหน

กำใบสีเขียวไว้ในมือแน่น ฉันเดินไปหาแผงหนังสือ ตกลงใจคิดว่า ก็ไม่แน่หรอก ถ้ามีเล่มใหม่ออกก็จะซื้อ

…ในเมื่อเวลานี้ ตัวกูจะทำอะไรได้ นอกจากหัวใจ ก็มีแค่ _ี กับเงินเพียงยี่สิบบาทในมือ

 


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 31 พ.ค. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้“ชัยธวัช” ยื่นเส้นตาย ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ก่อนเปิดประชุมสภา ยันไม่มีเหตุผลใดให้ขยายต่ออีกแล้ว
บทความถัดไปศิลปินไม่ทน ลุยแจ้งความ”บิ๊กตู่” หลอกลวงประชาชน ทำอดเยียวยาโควิด