อนุสรณ์ ติปยานนท์ : เมื่ออาหารขาดเกลือ

อนุสรณ์ ติปยานนท์frontfirework@hotmail.com

ปากะศิลป์ฉบับอ่านใหม่ (27)
เรื่องเล่าจากเหมืองเกลือบทที่ห้า

ทั้งคู่นั่งกินอาหารที่ร้านอาหารภายในโรงแรม

ชายหนุ่มพบว่าสำหรับนักเดินทาง โรงแรมคือบ้านหลังที่สอง ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม มันคือสถานที่เดียวในดินแดนที่ห่างไกล ดินแดนที่แปลกหน้า

มันคือพื้นที่ที่คุณรู้สึกได้ว่ามันเป็นพื้นที่ของคุณแม้จะเพียงชั่วคราวหรือเศษเสี้ยวนาทีก็ตาม

แต่หากเขาเป็นบุคคลแปลกหน้าสำหรับดินแดนแห่งนี้ หญิงสาวแรกรุ่นผู้นี้เล่า หญิงสาวผู้เป็นคนแปลกหน้าสำหรับคนแปลกหน้าที่ผ่านทางมา เธอมีความรู้สึกเช่นไรกับดินแดนแห่งนี้

เธอเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องราวในอดีต ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสถานที่ที่เธอไปเยือน เขาเป็นผู้รับฟัง พยายามย้อนความทรงจำไปถึงสิ่งที่เธอพูดถึง

เขาพยายามจินตนาการถึงเรื่องราวเหล่านั้น เพราะเหตุใดพ่อของเธอจึงทิ้งห่างเธอและครอบครัว

เพราะเหตุใดแม่ของเธอจึงไม่อาจเริ่มชีวิตใหม่ได้ การไม่อาจสัมผัสกับเกลือได้อีกต่อไปหมายถึงสิ่งใด

จินตนาการของเขาไม่อาจไปถึงเรื่องราวเหล่านั้นได้ มันตกหล่นระหว่างทางรอให้หญิงสาวผู้นั้นเป็นคนเก็บกวาดมันขึ้นมา

 

อาหารค่ำของเขาทั้งคู่เป็นอาหารมื้อใหญ่ เขาสั่งอาหารทุกอย่างที่อยากทาน

การต้องทานอาหารคนเดียวเป็นเวลานานทำให้เขาต้องจำกัดการกิน เขาไม่อาจสั่งปลา เนื้อ หมู หรือไก่ ในอาหารมื้อเดียวได้

แต่การมีเพื่อนร่วมโต๊ะอาหาร มีการแบ่งปันทำให้เขาได้พบกับชีวิตที่ขาดหายไป ชีวิตอันมีชีวิตชีวาในระหว่างมื้ออาหาร

สัปดาห์ที่แล้ว เขาอ่านบทความในหนังสือพิมพ์ การเดินทางไปในดินแดนที่ห่างไกล สิ่งที่คนเราโหยหาคือการแสวงหาข่าวสาร ในทุกดินแดน จะมีหนังสือพิมพ์สองประเภท หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่พิมพ์ในภาษาของตนและหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ในภาษาอังกฤษ

ในหนังสือพิมพ์แบบหลังเขาพบบทความที่ว่าด้วยการกินอาหารร่วมกัน ผู้สัมภาษณ์ทำการสัมภาษณ์นักวิชาการหญิงท่านหนึ่งที่นำเสนอให้มนุษย์หันกลับมากินข้าวร่วมกัน

: “ทำไมการกินข้าวร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ?”

การกินเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของมนุษย์ การกินอาหารร่วมกับบุคคลอื่นคือการแสดงออกถึงความ “เชื่อใจ” และการ “มีส่วนร่วม” สิ่งนี้สำคัญกว่าการอยู่ร่วมกันธรรมดา การ “มีส่วนร่วม” คือรากเหง้าของการเกิดขึ้นของสังคม และดังนั้น การกินข้าวร่วมกันจึงเป็นกิจกรรมสำคัญ การกินเต็มไปด้วยการ “ตระเตรียม” และ “ความรุนแรง” นานาแบบ ยกตัวอย่างการใช้กล้ามเนื้อปากและฟันในการ “เคี้ยว” ก็เป็นความรุนแรงประเภทหนึ่ง ไม่ว่าเราจะ “เคี้ยว” เนื้อสัตว์ที่ตายแล้วหรือผักพืชก็ตาม พืชผักก็เป็นสิ่งมีชีวิตและมันต้องยุติชีวิตเพื่อเรา สิ่งเหล่านี้ถูกฆ่า ถูกสังหาร ดังนั้น การกินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ละเอียดอ่อนและเปราะบางในเวลาเดียวกัน มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องกินข้าวร่วมกันทุกมื้อหรือทุกวัน แต่ความเชื่อใจนั้นจำเป็นต้องถูกพอกพูนอย่างสม่ำเสมอ

: “ทำไมการกินอาหารร่วมกันของครอบครัวจึงเป็นสิ่งจำเป็น การกินข้าวคนเดียวมีข้อเสียหรือประเด็นอะไรบ้าง?”

ถ้าหากเราเลือกกินอาหารหรือกินข้าวตามลำพังโดยเฉพาะในเวลาที่เรารู้สึกอยากปลอดภัยและสะดวกสบาย เราก็กำลังแสดงออกถึงความไม่เชื่อใจต่อสังคมรอบๆ ถ้าครอบครัวใดละทิ้งการกินข้าวร่วมกัน พวกเขาก็เป็นครอบครัวแต่เพียงในนามเท่านั้น การกินข้าวร่วมกันมีนัยถึงการเข้าถึงอาหารนั้นๆ อย่างเท่าเทียม การที่เรามีสังคมก็เพราะเราเชื่อว่ามันน่าจะให้ประโยชน์กับเรามากกว่าการอยู่อย่างโดดเดี่ยว การมีบทสนทนาร่วมกันอันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างการกินข้าวร่วมกันจะเพิ่มพูนศักยภาพของคามเข้าใจในบุคคลอื่นและเข้าใจถึงความแตกต่างในแต่ละบุคคลด้วย

: “อะไรจะเกิดขึ้นถ้าครอบครัวนั้นละทิ้งการกินข้าวร่วมกัน?”

สมาชิกในครอบครัวจะเริ่มมองเห็นบุคคลอื่นเป็นเพียงตัวประกอบ ตัวอุปสรรค หรือเริ่มสร้างความรู้สึกไม่เท่าเทียม พวกเขากำลังสร้างความไม่เชื่อใจ ความเหลื่อมล้ำ โดยไม่รู้ตัว ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของครอบครัวเริ่มพังทลาย สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ของครอบครัวเสมอมาคือปัญหาทางเศรษฐกิจซึ่งทุกครอบครัวต้องฝ่าฟันร่วมกัน และสิ่งนี้เรียกร้องการแบ่งปันความรู้สึกซึ่งกันและกัน ครอบครัวอาจหาวิธีอื่นสร้างความเป็นเอกภาพได้นอกเหนือจากการกินข้าวร่วมกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

: “การกินข้าวร่วมกันส่งผลต่อจิตใจและร่างกายของเราอย่างไร?”

เนื่องจากช่วงเวลาที่มนุษย์กินอาหารนั้นเป็นช่วงเวลาที่เราผ่อนคลายที่สุด มีความละเอียดอ่อน เปราะบางและซับซ้อนมากมายตรงนั้น ดังนั้น เราหลายคนจึงเลือกกินอาหารเพียงลำพัง แต่การกระทำดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่อร่างกายและจิตใจของเราเลย ในฐานะมนุษย์เราจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะทางสังคมในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น อีกทั้งยังต้องเรียนรู้การไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อสร้างความกลมเกลียวหรือสมานฉันท์ บุคคลที่กระทำเช่นนั้นไม่ได้อาจถือว่าเป็นบุคคลที่มีปัญหาทางอารมณ์และความรู้สึกเลยทีเดียว

: “คำว่า “ครอบครัว” ในนิยามของคุณคืออะไร?”

ในความเห็นของฉัน ไม่ชอบการนิยามความหมายของครอบครัวว่า “เป็นไปตามสายเลือด” ครอบครัวคือการรวมตัวของคนกลุ่มหนึ่งที่อาจไม่จำเป็นต้องมีสายเลือดเดียวกันก็เป็นได้

: “จำเป็นไหมที่การกินข้าวร่วมกันต้องมี “โต๊ะอาหาร” เฉพาะ เราจะใช้อย่างอื่นแทนได้ไหม การมีระเบียบแบบแผนในการกินข้าวร่วมกันจำเป็นหรือไม่?”

การนอนกินข้าวบนโซฟาในขณะที่ต่างคนต่างนั่งดูโทรทัศน์ไม่ใช่การกินข้าวร่วมกันในความเห็นของฉัน เราจะเป็นต้องใส่ใจในอาหารและวิธีกินอาหารของบุคคลอื่นด้วย

: “การกินข้าวร่วมกันมีอิทธิพลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพส่วนบุคคลของเราอย่างไรบ้าง?”

สิ่งที่เราเลือกกินและเลือกที่จะไม่กินคือส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของเรา ณ ที่โต๊ะอาหารส่วนกลาง เราจะได้เรียนรู้แบบแผนของอาหารในวัฒนธรรมของเรา อีกทั้งการกินข้าวร่วมกันยังทำให้เรารู้จักลำดับชั้นทางสังคม อาทิ การจัดให้เด็กนั่งอยู่ที่สุดปลายหนึ่งของโต๊ะ และผู้ที่อายุมากกว่าต้องทำหน้าที่ตักอาหารแจกจ่าย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงลำดับชั้นทางสังคมและอัตลักษณ์ของแต่ละคน

: “เราจะทำให้การกินข้าวร่วมกันเกิดขึ้นได้จริงได้อย่างไร?”

โดยการกินข้าวหรือรับประทานอาหารกับใครสักคน คำถามง่ายๆ ที่ตอบได้ด้วยคำตอบที่ตรงไปตรงมา

 

ชายหนุ่มทยอยตักอาหารให้หญิงสาวแรกรุ่นผู้นั้น ท้องฟ้าภายนอกเมื่อมองจากกระจกด้านนอกมืดมิดลงตามลำดับ มีผู้ทานอาหารอยู่ในห้องอาหารนี้อีกเพียงโต๊ะเดียวที่สุดมุมห้อง ชายหนุ่มคิดถึงบทสัมภาษณ์ที่เขาอ่านอีกครั้งหนึ่ง ผู้คนแทบไม่กินข้าวร่วมกันแล้ว พวกเขาอยากอยู่กับตนเองเพียงลำพังต่างหาก

“คุณบอกว่าจะเล่าถึงชีวิตของแม่คุณที่ปราศจากเกลือ?”

หญิงสาวแรกรุ่นผู้นั้นม้วนเส้นพาสต้าในจานไปมา เธอกินซุปผักเบื้องหน้าหมดแล้ว แต่ดูเหมือนเธอยังไม่พร้อมสำหรับอาหารที่จริงจังกว่า

“เรามาเริ่มต้นที่คำว่าชีวิตที่ปราศจากเกลือก่อน แน่นอนไม่มีใครหลีกเลี่ยงเกลือได้ ไม่มีใครที่หลีกหนีโซเดียม คลอไรด์หรือโปตัสเซียม คลอไรด์ได้ในชีวิตประจำวัน พวกเราได้รับมันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คำกล่าวที่ว่าแม่ของฉันมีชีวิตที่ปราศจากเกลือนั้นอันที่จริงคือชีวิตที่แม่ปฏิเสธเกลือต่างหาก”

“หลังจากย้ายออกจากบ้านของเราเข้ามาสู่เมืองหลวง แม่แทบจะไม่ทำสิ่งใดนอกจากทำอาหารให้ฉันทาน มีซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ไกลจากที่พักของเรานัก แม่จะไปจ่ายตลาดที่นั่นทุกเช้า ทำอาหารเช้าให้ฉันกินก่อนไปเรียน ทำอาหารเย็นไว้รอฉันกลับมา เงินรายได้จากการขายกิจการของเราทำให้แม่มีชีวิตได้อย่างสุขสบาย ในช่วงกลางวันฉันคิดว่าแม่จะออกไปตระเวนซื้อของ เที่ยวชมงานศิลปะหรือเข้าโรงภาพยนตร์ในบางครั้ง แต่ไม่เลย แม่หมกตัวอยู่ที่บ้าน ชมรายการทำอาหารทางโทรทัศน์แทบทุกช่องที่มี ไม่ก็ออกไปสนทนากับเจ้าของร้านอาหารในบริเวณใกล้เคียง ใช้ช่วงหยุดพักของพวกเขา สอบถามถึงวิธีทำอาหารนานา”

“กว่าฉันจะเข้าใจได้ว่าแม่ทำเช่นนั้นทำไม เวลาก็ผ่านไปเนิ่นนานพอควร แม่เชื่อว่าพ่อจากไปเพราะแม่ทำอาหารไร้รสชาติ ปราศจากฝีมือ แม่จึงหันมาทุ่มเท ให้ความใส่ใจกับมัน แต่สิ่งเดียวที่แม่ไม่ยอมทำและจะไม่ทำคือการใส่เกลือลงไปในอาหารของแม่ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อาหารของแม่ไร้รสชาติ เทียบกับอาหารกลางวันที่ฉันกินที่สถานศึกษาแล้ว อาหารของแม่ไร้รสชาติ ไม่ว่ามันจะมีหน้าตาและสีสันที่ชวนกินมากเพียงไร” หญิงสาวแรกรุ่นผู้นั้นหยุดถอนหายใจ

“มันกลับไม่มีรสชาติใดเลย”

บทความก่อนหน้านี้‘สนธิรัตน์’ปัดระดมส.ส.พปชร. 50 คนแสดงพลัง ซัดข่าวปล่อยทำสับสน-พรรคเสียหาย
บทความถัดไปหมอชลน่าน ชี้ “ประยุทธ์” เมินเปิดสภาวิสามัญเหตุไม่ให้ค่า อัดไม่ฟังเสียงคนจน