อดีต รมว.คลัง “สุชาติ ธาดาธำรงเวช” ชี้สภาวะหนีเสือปะจระเข้ 5 ปีมีคนจนเพิ่มแถมเจอโควิด วิกฤตหนักเศรษฐกิจไทย

“เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ผมขอนิยามว่า หนีเสือปะจระเข้ เดิมทีถูกเสือไล่กัดอยู่แล้ว คนจนก็แย่กันหมดเป็นทุนเดิม มีคนจนมากขึ้นจากการบริหารที่ล้มเหลว คนไม่มีปัญญาทำมาหากิน คือแย่อยู่แล้ว โตต่ำกว่าประเทศอาเซียนทั้งหมดเว้นสิงคโปร์ ก่อนมีปัญหาโรคโควิด โต 2-3 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่หลายประเทศอาเซียนโต 6-7 เปอร์เซ็นต์ ทาง ธปท.พยายามทำเงินบาทแข็งค่า จนของที่ผลิตในประเทศที่ผลิตแบบเดิมมูลค่าแพงขึ้นเรื่อยๆ สู้ในต่างประเทศไม่ได้ พอมาถึงตอนนี้เจอปัญหาไวรัสโควิด-19 บวกเข้าไปอีก เรียกว่าคนไม่มีงานทำเดิมก็แย่อยู่แล้ว ก็มาเจอจระเข้ด้วย ซึ่งทั้งหมดมาจากคนสั่งคนเดียวกัน”

ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นิยามสภาวะ-สถานการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบัน

ศ.สุชาติฉายภาพรวมให้เห็นว่าความจริงเราต้องคิดว่าเราเป็นประเทศยากจน มีคนจนเยอะ และการบริหารประเทศที่ผ่านมา 5 ปีกว่าๆ คนจนเพิ่มจาก 4.85 ล้านคนเป็น 6.7 ล้านคน เพิ่มเกือบ 2 ล้านคน

ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบันเราต้องบริหารและชั่งน้ำหนักระหว่างคนหาเช้ากินค่ำซึ่งมีจำนวนอยู่มากมาย กับการกำจัดโรค (ซึ่งแพทย์ทำหน้าที่ได้ดี) แต่ว่าที่ผ่านมาในบางจุดบางครั้งวิธีการของรัฐมักแก้ไขโดยใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องอยู่บ่อยครั้ง

อดีต รมว.คลังมองว่า ถ้ายังมีการปิดลักษณะอย่างนี้ต่อไปอีกสัก 1 เดือน หลังจากเมษายนก็ว่าหนักแล้ว ภาพก็คงแย่ลงไปอีก

ส่วนตัวผมคาดการณ์ว่ารัฐบาลคงจะมีการผ่อนคลายค่อนข้างมาก เว้นแต่พวกสนามม้า สนามมวย คอนเสิร์ตที่บรรจุคนจำนวนมากยังไม่ควรให้ แต่ร้านอาหารผมคิดว่าต้องให้เริ่มนั่งได้แล้ว โดยเว้นระยะห่างไป

ผมมองว่า ในเศรษฐกิจช่วงสิ้นปีนี้ ถ้าสิ้นเดือนนี้มีการเปิดอย่างที่ผมว่า เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ประชาชนจะชื่นชมรัฐบาลด้วยซ้ำที่เริ่มเปิดให้มีการทำมาหากินได้ แล้วเงินที่เตรียมไว้ชดเชยก็ชดเชยไป แต่ธุรกิจจะดีขึ้นกว่าเดิม การกดไว้อย่างนี้ ถ้าคุณยังกดไปอย่างนี้ รัฐบาลเองคงจะอยู่ไม่ได้ด้วยซ้ำไป ด้วยอยู่ภายใต้ความกดดันสูง

แถมปัญหาตอนนี้ที่มีการจ่ายเงินเยียวยาที่ไม่ทั่วถึง โดยใช้ระบบว่าใครที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งถึงจะจ่าย แล้วก็จ่ายให้ไม่เท่าเทียมกัน หันไปดูโมเดลของหลายประเทศเขาใช้วิธีจ่ายให้กับทุกคน

อย่างในสหรัฐเขาจ่ายให้ทุกคน เพราะทุกคนกรอกภาษีหมด คนที่มีเงินเดือน แต่เงินเดือนสูงขึ้นไปก็จะได้จำนวนเงินที่น้อยลง คือต้องมองให้ออกว่าทุกคนได้รับผลกระทบ แต่ของเราคิดไม่ถูก คิดว่าจะได้คำชื่นชมจากประชาชน แต่พอประชาชนลงกัน 27 ล้านคน บอกจะจ่ายได้แค่ 9 ล้านคน ยังไม่พอ มีการขู่ประชาชนด้วยว่า ถ้าให้ข้อมูลเท็จ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะถูกเอาเรื่องดำเนินคดี

ไม่ต้องไปมองอะไรไกล แค่เดินไปถามวินมอเตอร์ไซค์วินเดียวกัน มี 20 คนอาจจะได้แค่ 2-3 คน ข้อมูลทางอาชีพเขาเหมือนกัน อ้างว่าใช้ AI ตรวจ บางคนเป็นลูกชาวนาก็ไม่ได้ มันทำให้เกิดความเสียหาย

คือรัฐบาลเราลงมาในระดับยิบย่อย ในรายละเอียดคิดมากจนเกินไป รัฐบาลอื่นเขาใช้ระบบคิดที่กว้างกว่า

เสนอลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทำให้ประชาชนมีเงินมากขึ้น

ผมเสนอให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่มไปเพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางมาที่กระทรวงการคลัง เงินมันจะอยู่ในมือประชาชนเองเป็นการลดรายจ่าย

ที่ผ่านมารัฐบาลไทยเอาเงินไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไปซื้ออาวุธ ซื้อเรือดำน้ำ ใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์หลายหมื่นล้าน ทุกกระทรวงมีงบฯ โฆษณาหมด ใช้เงินไม่คุ้มค่ามานานแล้ว เป็นเพราะว่ารัฐบาลนี้มีลักษณะสั่งการประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลของประชาชน

ผมมีความเห็นว่าควรลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ลดลงไปถาวรจาก 7% ลงมา 6 หรือ 5 คือว่าถ้าลดมาได้ 1% เงินจะเข้ามาอยู่ในกระเป๋าประชาชนเพิ่มขึ้น 120,000 ล้านบาท แล้วไม่ต้องซื้อเรือดำน้ำ อาวุธ-โฆษณา กระทั่งมีข่าวการคอร์รัปชั่น

ผมแปลกใจว่าประเทศที่ยังด้อยพัฒนาอย่างเรา เวลามีปัญหาวิกฤต แทนที่จะตั้งใจแก้ไข แต่กลายเป็นว่ามีคนจ้องจะคอร์รัปชั่น-ทุจริตทั้งเรื่องหน้ากากอนามัย เจล-ชุดต่างๆ ทำไมถึงมีกรอบความคิดกันเช่นนั้น แทนที่จะใช้วิกฤตเป็นโอกาส กลับใช้โอกาสในการทำความไม่ดี

ผมจึงอยากใช้โอกาสนี้เสนอเลยว่า ลดภาษีไปเพื่อให้เงินอยู่ในมือประชาชนมากขึ้น แล้วทำให้เขาลดการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับโรคระบาด แต่เงินประชาชนจะมีใช้มากขึ้นโดยไม่ต้องไปเซ็นชื่ออะไร ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องบุกไปกระทรวงการคลัง

รัฐสวัสดิการ คือคำตอบหลังจากนี้

ผมมองว่าจากสถานการณ์ทั้งหมดนี้ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะพูดกันเรื่อง “รัฐสวัสดิการ” อย่างจริงจัง

คือเราต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศมากกว่านี้ ที่ผ่านมาเรื่องระบบ 30 บาทของเราถือว่าดี เพียงแต่ว่าเงินต่อหัวของประชากรให้น้อยไปหน่อย

แต่ระบบสาธารณสุขเราดี ดีกว่าหลายประเทศด้วยซ้ำ บางประเทศ (อย่างในสหรัฐ) ก็บังคับให้ไปซื้อประกันด้วยตัวเองด้วยซ้ำ

หลังจากนี้ถ้าเราทำระบบให้จ่ายให้ทั่วถึง ดูแลได้ทั่วถึง ดูอย่างมาตรการสิงคโปร์ มีการประกันสวัสดิการของแต่ละคน โดยให้ช่วงวัยตอนหนุ่ม-สาวเริ่มจ่าย พอแก่ตัวก็จะมีบำนาญใช้จนเสียชีวิต ไม่ว่าคุณจะเป็นข้าราชการหรือไม่ก็ตาม

อย่างไทยได้แค่ส่วนราชการ จริงๆ ควรจะได้อย่างเท่าๆ กัน ตามสัดส่วนที่คุณจ่าย มันสามารถทำได้ ปกติเรามีอัตรา 15-16 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ เราก็เก็บไปวันนี้ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นไป ถึงเวลาทุกคนพอมีอายุไม่ต้องมานั่งขายของ มาทำมาหากิน ก็รู้สึกสบายใจ เวลาไม่สบายมีระบบรักษาสุขภาพที่ดีแล้วก็มีเงินบำนาญไว้ใช้ หลายประเทศเขาทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้

ขณะเดียวกันในฐานะที่ผมเคยดูแลกระทรวงศึกษาธิการมา ผมมองว่ารัฐบาลก็ต้องปรับปรุงการศึกษาให้ดีไปด้วย

การศึกษาเราก็ใช้เงินต่อหัวเยอะมาก แต่ระบบเรายังเป็นระบบราชการแบบเดิมๆ การใส่เงินเข้าไปในระบบมากเท่าไหร่ มันก็ไปเกี่ยวข้องกับคนจัดหาการศึกษามากเท่านั้น มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนที่ต้องไปเรียนเลย ทำอย่างไรก็ไม่มีทางพัฒนาได้ มันมักจะมีคำสั่งแปลกๆ ออกมาตลอด ฉะนั้น เราต้องทำเรื่องนี้ควบคู่กันไปด้วย

ผมเชื่อว่าถ้ามีการจัดระบบการจ่ายเงินการศึกษา 6-7 แสนล้าน ซึ่งเป็นวงเงินสูงมาก ถ้าเรามาช่วยดูแลเรื่องการประกันระบบของคนในชาติได้มากขึ้นก็จะดีกว่านี้

หลายคนชอบเอาวิกฤต 2540 มาเทียบกับปี 2563

เศรษฐกิจไทยเมื่อปี 2540 เป็นการล้มละลายของคนมีเงิน คนตัวเล็กๆ ไม่เป็นอะไร ได้รับผลกระทบน้อย ยุคนั้นเงินบาทลดค่าเยอะคนก็แห่เที่ยว อย่างที่ภูเก็ตนี่มีคนรวยขึ้นเลยเพราะว่าเงินมันถูกลง เริ่มบูม แต่ว่าคนรวยอยู่เฉยๆ ก็เป็นหนี้ หนี้ดอลลาร์เท่าเก่าแต่เงินบาทต้องจ่ายในอัตรามากขึ้น เพราะเงินลดค่าลง

วิธีแก้ปัญหายุคนั้นก็เอาเงินของทั้งชาติไปอุ้มคนรวยๆ นั้นไว้ นั่นคือเรื่องปี 2540

แต่ปี 2563 วิกฤตทั้งหมดนี้มันมีผลต่อคนส่วนใหญ่ของชาติขนานแท้ ทุกคนกลัวโรคโควิด-19 นี้หมด คนมีตังค์ก็กลัว แต่เขามีจำนวนน้อยและเขามีวิธีการป้องกันได้ดีกว่าคนตัวเล็กๆ

แต่มาปีนี้ก็ยังดูเหมือนจะใช้วิธีคล้ายๆ กันคือการไปอุ้มคนที่มีสตางค์ไว้มากๆ ก่อนเช่นกัน โดยใช้งบประมาณราว 4 แสนล้านไปอุ้มไม่กี่ 10 ราย ไม่กี่บริษัทที่ต้องไปอุ้ม

แต่คนอีกหลายล้านคน เกือบ 30 ล้านที่ลงทะเบียน หลายสิบล้านชีวิตที่รัฐไม่ได้ดูแลเขาเท่าที่ควร เพราะสั่งให้เขาหยุดทำงาน แล้วถ้าได้เงินชดเชยมันน้อยกว่าที่เขาเคยหาได้ แล้วคนจำนวนมากไม่ได้รับการเยียวยา ตรงนี้อันเนื่องมาจากระบบของรัฐ ทำให้เขามองไม่เห็นอนาคต ส่งผลต่อสภาพจิตใจเขาก็แย่ คนจนเขาก็คิดหาหนทางออกไม่เจอ มองภาพกว้างไม่เห็นว่าจะเป็นยังไง ก็เลยเป็นข่าวที่มาของการพยายามฆ่าตัวตายของหลายคน

ถือว่าปีนี้น่าเป็นห่วงมากๆ เลยครับ

ชมคลิป

บทความก่อนหน้านี้เพื่อไทยห่วง พ.ร.ก.ฉุกเฉินพ่นพิษทำประชาชนยอมแพ้ฆ่าตัวตายรายวัน แนะรัฐผ่อนมาตรการธุรกิจ
บทความถัดไปเดินตามดาว / หมอทรัพย์ สวนพลู / ประจำวันที่ 24-30 เมษายน 2563