75 ปี “ศรีไศล สุชาตวุฒิ” กับหลากหลายมุมของชีวิต

ศรีไศล สุชาตวุฒิ” หรือหม่อมศรีไศล วรานนท์ เป็นนักร้องลูกกรุงอีกคนของบ้านเราที่มีเสียงร้องเป็นเอกลักษณ์ จนได้รับฉายา “เสียงแหบเสน่ห์” ซึ่งเพลงที่แฟนๆ ชื่นชอบและสร้างชื่อเสียงให้เจ้าตัวคือเพลง “รักข้ามขอบฟ้า”

ในช่วงหลายปีมานี้แฟนคลับมีโอกาสดูคอนเสิร์ตของเธออย่างจุใจ เพราะนักร้องรางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขาเพลงประกอบละครยอดเยี่ยม ปี 2555 ของกรมประชาสัมพันธ์คนนี้มีเวลาอยู่เมืองไทยมากขึ้น

เว้นเพียงบางช่วงเท่านั้นที่ต้องไปเยี่ยมลูกสาว 2 คนและลูกชาย 1 คนพร้อมหลานๆ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งลูกทั้ง 3 ตั้งรกรากและทำงานอยู่ที่นั่นถาวรแล้ว

ขณะที่ผู้เป็นแม่ตั้งใจจะใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองไทย

ในวัย 75 ปีนี้ ศรีไศลหรือพี่ตุ้มของน้องๆ ยังคงกระฉับกระเฉง รูปร่างดีไม่เหมือนผู้สูงอายุทั่วไป แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่สุขภาพ

อย่างที่เจ้าตัวบอกว่า

“สุขภาพกับเสียงมาด้วยกัน ดังนั้น เราต้องสุขภาพดี ต้องแข็งแรง ฉะนั้น จะพยายามมีวินัยกับเรื่องสุขภาพ เมื่อก่อนว่ายน้ำเป็นหลัก แต่พอมีปัญหาที่ไหล่ขวา เอ็นขาดกล้ามเนื้ออักเสบ หมอขอให้หยุดว่ายน้ำไว้ก่อน เลยใช้วิธีเดินลู่ และยกน้ำหนัก เรื่องโรคก็มีเพียงความดันที่ต้องระวัง และมีคอเลสเตอรอลนิดหน่อย”

ส่วนเรื่องเสียงนั้น เธอว่าขึ้นอยู่กับสุขภาพด้วย จึงต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ พร้อมกันนั้นได้ไปเรียนร้องเพลงกับครูกิตตินันท์ ชินสำราญ เป็นการออกกำลังหลอดเสียงและเส้นเสียงไปในตัว

ช่วงที่อยู่บ้านในเมืองเบอร์แบงก์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ศรีไศลเล่าว่า แม้ที่บ้านมีเนื้อที่ไม่เยอะ แต่ด้านหลังมีพื้นที่ปลูกผลไม้หลายอย่าง ทั้งแอปเปิล มะนาว และส้ม และมีสระว่ายน้ำด้วย

“เวลากลับไปอเมริกาชอบทำสวน จะไปซื้อต้นไม้ดอกไม้มาลง เป็นคนชอบสวนมาก บางวันตอนเช้าพอทานข้าวเสร็จก็ไปทำสวน ที่โน่นปลูกกุหลาบงาม ดิฉันชอบมาก เชื่อไหมจนถึงเย็น จนถึงมืด ไม่ได้ทานข้าว เพราะมันเพลินมาก”

ในอดีตเธอต้องเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างไทย สหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศส

“เมื่อก่อนไปทำเบรด แอนด์ เบรกฟัสต์ ที่นอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ไปทำอยู่พักหนึ่ง ซื้อชาโตว์เก่าแล้วมารีโนเวต เพราะตอนนั้นราคายังถูก ซึ่งตามกฎหมายฝรั่งเศส ถ้าเป็นเบรด แอนด์ เบรกฟัสต์ ไม่ต้องจดทะเบียนโรงแรม แต่ทำได้แค่ 6 ห้อง ส่วนใหญ่เราต้องอยู่บ้านและต้องรับแขกเอง จะไปจ้างให้คนมาช่วยก็ไม่คุ้ม ซึ่งเหนื่อยมาก เลยขายบ้านที่อังกฤษและขายชาโตว์ที่ฝรั่งเศส ไม่มีธุรกิจที่นั่นแล้ว อีกอย่างลูกๆ เขาจบที่อเมริกาหมด เขาก็มีครอบครัวมีลูก ตอนนี้มีหลาน 3 คนอยู่ที่อเมริกากันหมด หลานๆ ก็โตแล้ว คนเล็กอายุ 23 ปี”

“แต่ก่อนไปหาลูก 2 ครั้งคือ ช่วงหน้าร้อนกับช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่ ตอนนี้การเดินทางไกลมากและหลานๆ ก็ทำงานกันแล้ว เลยไปช่วงเดือนพฤศจิกายนแล้วกลับหลังปีใหม่ เพราะลูกๆ หลานๆ ได้หยุดยาว จะได้เจอหน้าและใช้เวลาไปเที่ยวด้วยกัน”

วางแผนในช่วงบั้นปลายของชีวิตไว้อย่างไร

“หลังกลับมาอยู่เมืองไทยได้ 10 ปีเต็ม ก็ได้ร้องเพลง มีงานเพลงตลอด เจอเพื่อนฝูงในวงการ เจอครูบาอาจารย์ ทำให้ได้ชีวิตเก่ากลับคืนมา ไม่เหงา และอีกอย่างพี่น้องส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ ถึงแม้ว่าลูกจะอยู่ที่โน่น แต่ว่าครอบครัวเราใหญ่ มีพี่น้อง 10 คน เสียไปแล้ว 4 คน แล้วก็ยังมีหลานที่ใกล้ชิดอีกหลายคน ทั้งมีพรรคพวกในวงการ ตั้งแต่รุ่นน้องรุ่นหลาน เลยมีความรู้สึกว่าเมืองไทยเหมาะกับเรามาก คือเราคนไทยก็คิดว่า ไม่มีที่ไหนดีกว่าบ้านเรา เลยมาซื้อคอนโดฯ ย่านฝั่งธนฯ อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา”

“ข้อสำคัญคือ ได้ไปทำบุญ ได้ไปปฏิบัติธรรม เพราะที่นี่มีเพื่อนหลายกรุ๊ป เพื่อนกลุ่มหนึ่งเป็นเพื่อนธรรม มีกลุ่มรับประทาน (หัวเราะ) และมีกลุ่มไปเที่ยวต่างจังหวัด ทำให้อบอุ่น”

นอกจากนี้ยังมีงานคอนเสิร์ตด้วย ส่วนใหญ่เป็นคอนเสิร์ตการกุศลเพื่อนำเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งแต่ละครั้งสปอนเซอร์ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ได้เงินหลักหลายล้านบาท

เธอเล่าด้วยว่า ช่วงอยู่อังกฤษถ้ามีโอกาสจะเข้าวัดไปปฏิบัติธรรมที่วัดจิตวิเวกที่หลวงพ่อชา สุภัทโทและหลวงพ่อสุเมโธไปสร้างไว้ ใกล้ๆ กรุงลอนดอน โดยปวารณาตัวไปทำกับข้าวกับเพื่อนชาวศรีลังกา อาทิตย์ละหนึ่งวัน พอเสร็จก็จะทำสมาธิ

ส่วนช่วงอยู่เมืองไทย วัดที่ไปเป็นประจำเป็นวัดสายหลวงพ่อชา ซึ่งมีหลายแห่ง อย่างที่เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ หรือที่วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งปีหนึ่งๆ จะไป 2 ครั้ง ครั้งละ 5-7 วัน สำหรับวัดใน กทม.ที่ไปเป็นประจำก็คือวัดราชบพิธ เนื่องจากพระอัฐิของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช อยู่ที่สุสานหลวง และยังไปวัดราชประดิษฐาราม วัดบวรนิเวศฯ และวัดชิโนรส

แม้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช จะสิ้นชีพิตักษัยมานานถึง 30 ปีแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำของหม่อมศรีไศลตลอดมา เพราะในช่วงที่ครองรักด้วยกันมายาวนานถึง 13 ปีนั้น เธอบอกว่า ท่านทรงเป็นเหมือนพ่อ เหมือนพี่ชายและเหมือนครู ท่านให้แนวคิดดีๆ เยอะมาก

“ท่านเป็นคนสนุกสนาน แต่ขณะเดียวกันท่านเป็นคนที่มีปรัชญาชีวิต มีคำพูด มีคำสอนดีๆ ลูกๆ พี่รักและเคารพท่านลุงมาก ท่านไม่โปรดแบบพูดมาก หรือร่ายยาว จะพูดคำสั้นๆ บอกให้รู้ ไม่ได้ดุ ไม่ได้สอน จะใช้วิธียกตัวอย่าง สั้นๆ ง่ายๆ อย่างบางทีเราบ่น รู้งี้อย่างโน้น รู้งี้อย่างนี้ ท่านก็ชี้ให้ดูน้ำในแก้ว พอตอบว่าน้ำหมดไปครึ่งถ้วย ท่านก็บอกว่าน้ำมันเหลืออยู่ครึ่งถ้วย ท่านบอกว่า นี่ไง คิดผิด ทำไมเราไม่มองว่ายังมีน้ำเหลือตั้งครึ่งถ้วย เหมือนกับจุดประกาย แค่เรามองก็ผิดแล้ว เราเสียดายของที่เสียไป แต่ทำไมไม่ดูน้ำที่ยังเหลืออยู่”

“เดี๋ยวนี้พอมาเข้าวัด ทำให้เห็นว่าปรัชญาของท่านทั้งหลายคือหลักธรรมะที่พระอาจารย์ทั้งหลายเทศน์แล้วก็สอนเรา คือ จริงๆ อยู่ที่แค่เราดู เท่านั้นเอง”

หลังพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชจากโลกนี้ไป นักร้องเสียงแหบเสน่ห์คนนี้ก็ไม่ได้แต่งงานอีกเลย แม้จะมีเพื่อนชายรู้ใจก็ตาม แต่สุดท้ายก็เป็นแค่เพื่อนกัน

“หลังจากท่านสิ้นไปหลายปี ช่วงนั้นอายุเกือบ 50 แล้ว ก็มีแฟนที่เป็นพาร์ตเนอร์ร่วมทำธุรกิจเบรด แอนด์ เบรกฟัสต์กัน คือดิฉันจะไม่มีวันแต่งงาน พูดกับตัวเองไว้เลย เขาสนิทสนมกับครอบครัวเรา แล้วลูกๆ ก็เชียร์เล็กน้อย ไม่อยากให้แม่เหงา แต่เราเป็นเพื่อนกันมากกว่า พอไม่ได้เป็นพาร์ตเนอร์ ขายชาโตว์ไปแล้วก็เริ่มห่างกัน พักหลังอายุเยอะ ตอนนั้นเกือบ 60 แล้ว ก็คุยกันต่างคนต่างอยู่ เป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้นเอง เราอยากอยู่นี่ แต่เขาอยากอยู่โน่น ฉะนั้น ต่างคนต่างเลือก”

“ความรักมันมีหลายแบบ พอเราโตขึ้นแล้ว มันมีเหตุผลเยอะ ไม่ได้เหมือนตอนที่เราอินเลิฟช่วงเป็นสาวๆ มันเป็นความรัก แต่พอมาเป็นเพื่อน นี่เหมือนกับมีที่ปรึกษา มีความห่วงใยกัน”

ในฐานะนักร้องรุ่นพี่ เธอฝากหลักการทำงานถึงนักร้องรุ่นน้องและคนรุ่นใหม่ว่า แม้ทำอาชีพอะไรก็ตามต้องมีความจริงใจกับสิ่งสิ่งนั้น หมายถึงความซื่อสัตย์ด้วย ซึ่งคุณพ่อ (ถึงแก่กรรมไปแล้ว) ที่เคยเป็นผู้พิพากษามาก่อนเน้นย้ำเรื่องนี้ให้ลูกๆ ทุกคนรักษาเกียรติยศ และรู้คุณค่าของตัวเอง อย่าทำให้เสื่อมเสีย

“อีกเรื่องหนึ่งคือ วินัยของการทำงาน โดยเฉพาะในเรื่องเวลา ไม่ให้ใครมาคอยเรา นอกจากนี้ ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน และพอดิฉันมาเรียนธรรมะ มาปฏิบัติธรรม มองว่าในการทำงานนั้นต้องมีเมตตาด้วย”

เป็นนักร้องรุ่นใหญ่อีกคนที่นอกจากจะร้องเพลงได้ไพเราะกินใจคนฟังแล้ว ยังเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี โดยนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติในชีวิตประจำวันด้วย

บทความก่อนหน้านี้เรื่องสั้น | ไอ้กาก
บทความถัดไปจาก “หญิงหน่อย” ถึง “พล.อ.ประยุทธ์” ท่านและดิฉันไม่ใช่คนใช้หนี้ก้อนนี้ ช่วยเฉือนเนื้อตัวเองก่อนได้ไหม