การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ เหมือนภาพซ้ำๆ ในสายตา

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

โต๊ะเขียนหนังสือยังตั้งอยู่ที่เก่า…ข้างหน้าต่าง ที่หากผลักบานออก จะชะโงกมองลงไปเห็นต้นดอกเทียนหยดสีม่วงพุ่มใหญ่ มองไปอีก จะเห็นมะม่วง กล้วยใต้ และรั้วไม้ไผ่โย้เย้ที่มีใบเฟิร์นโปร่งฟ้าเลื้อยพัน ถัดจากนั้นเป็นกอก้ามกุ้งสร้อยกัทลีอันมีดอกสีส้มห้อยระย้า

แม่ยังคงดูแลรักษาต้นไม้ดอกไม้รอบบ้าน แม้จากไปนานเพียงใด กลับมาก็เหมือนไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง

แต่ฉันรู้ว่า ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง ด้วยเมื่อมองผ่านผงฝุ่นที่โรยตัวคละคลุ้งยามลมพัดมา ฉันรู้แก่ใจดีว่า ใครบ้างยังอยู่ ใครบ้างจากไป

 

มีจดหมายที่ยังไม่ได้เปิดซองกองทับถมกันอยู่บนโต๊ะ ทับด้วยกระดาษสมุดของพ่อ ไม้บรรทัดพลาสติก ปากกาอีกสองด้ามเสียบคาอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ หยิบมาขีดดู ไม่มีหมึกเหลือแล้ว

“มีจดหมายมาถึงลูก แม่ไม่ได้เปิดหรอก เอาไว้ให้บนโต๊ะ”

แม่บอกเอาไว้

เลื่อนเก้าอี้ออก นั่งลง กลั้นหายใจไม่รู้ตัวเมื่อหยิบซองสีขาวขึ้นดู

จดหมายหลายฉบับจ่าหน้ามาด้วยลายมือเดียว

…จากเพียงบัว

 

[คนเดินทางคะ

…ฉันไม่รู้จริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา ระหว่างเธอ ระหว่างฉัน สิ่งที่เธอทำกับฉันมันคืออะไร

อยู่ดีๆ เธอก็กลายเป็นวิญญาณไปแล้ว ล่องหนหายตัวไป ฉันตามหาเธอไม่เจอเลยไม่ว่าที่ไหน

ฉันถามพี่ทยานิจที่วัยหวาน เขาก็บอกว่าไม่ได้รับจดหมายจากเธออีกเลย

…เธอเป็นตายร้ายดีอย่างไร มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ…ทำไมเธอถึงตัดขาดฉันเสียง่ายๆ หยั่งนี้…]

[คนเดินทาง

ฉันตั้งใจว่า จะไม่เขียนถึงเธออีกแล้ว แต่ในที่สุดฉันก็ลุกมาเขียนจดหมายถึงเธอ

ฉันอยากให้ลพบุรีกับเชียงใหม่ใกล้กันกว่านี้จังเลย ถ้าฉันกระโดดขึ้นรถแล้วไปพบเธอได้ในชั่ววัน ฉันจะไปทันที

เธอจะว่ายังไงนะ…ถ้าตื่นเช้ามา แล้วเจอฉันยืนหน้าบ้านของเธอ

…เธอจะดีใจได้เจอฉัน รึว่าเธอจะรีบหันหลังให้

ฉันจินตนาการไม่ถูกเลย แต่ที่แน่ๆ ฉันแค่อยากพบเธอ อยากพบสักครั้ง…]

[คนเดินทางที่แสนใจร้าย

เธอยังไม่ตอบจดหมายฉันเลยแม้แต่ฉบับเดียว ทั้งๆ ที่เรามีความฝันร่วมกันตั้งมากมาย ไม่มีแล้วสินะบ้านดอกไม้ของเรา ร้านกาแฟเล็กๆ ของฉัน ไหนเธอว่าจะทำชั้นวางหนังสือสวยๆ ด้วยไม้ไผ่…เอ ฉันเขียนประโยคถูกมั้ย ฉันชอบเรียงคำผิดบ่อยๆ ด้วยซี หึหึ หรือว่ามันจะเป็นเพียงบัวสไตล์

คนเดินทางๆๆๆๆๆ เธอตอบจดหมายฉันมาหน่อยสิ ฉันยกโทษให้เธอหมดแล้วละ ที่เธอทำอะไรๆ ไป ฉันไม่โกรธเธอแล้ว นะ นะ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ ฉันไม่เคยง้อใครแบบนี้มาก่อนเลยนะเว้ย

โว้ย! อะไรวะ! เธอหายหัวไปไหนรึเพื่อน! เธอตายไปแล้วหรือยังไง!]

 

[คนเดินทาง

ฉันเหนื่อยกับการรอคอยแล้วละ…แต่ว่า ฉันกลับคิดถึงเธออยู่ทุกวันนี่สิ

เธอคิดถึงฉันบ้างไหม…หรือว่าตอนนี้เธอกลายเป็นศพไปแล้ว

พ่อคะ แม่คะ ถ้าพ่อ-แม่ได้เปิดอ่านจดหมายฉบับนี้ ช่วยเขียนกลับมาหาหนูที ส่งมาที่นี่นะคะ บ้านเลขที่…ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ช่วยบอกหนูทีว่าคนเดินทางเป็นอะไรไป เขาตายไปแล้ว หรือว่าเขาไปอยู่ที่ไหน พ่อกับแม่จำหนูได้ใช่ไหมคะ หนูที่ส่งข้าวของมาล่วงหน้าตั้งเยอะแล้ว ที่จะมาอยู่กับคนเดินทางเขา…

พ่อคะ แม่คะ ถ้าคนเดินทางยังมีชีวิตอยู่ แต่เขาไม่อยากจะคบหนูอีก พ่อ-แม่ช่วยเขียนมาบอกหนูหน่อยนะคะ หนูจะได้ยอมรับกับความเป็นไป…]

 

[คนเดินทาง…

วันแล้ววันเล่า ทุกอย่างผ่านไป แต่เธอยังอยู่ในความรู้สึกของฉัน โปรดจงจำมันไว้ ฉันจะเขียนข้อความนี้ไว้ให้เธอชั่วนิจนิรันดร์

แต่วันนี้ฉันมีอะไรจะเล่าให้เธอฟังนะ…ตอนนี้ ฉันมีเพื่อนใหม่เพิ่มมาอีกคนหนึ่งละ เป็นคนที่แปลกดีไม่น้อย…ยังไงดีละ เขามีอะไรคล้ายๆ เธอนะ ดูเป็นคนอ่อนไหวอย่างบอกไม่ถูก แต่บางครั้งฉันก็รู้สึกว่าเขาเป็นผู้ใหญ่กว่าเราตั้งมากมาย…]

 

ฉันได้แต่เพ่งจ้องกองจดหมายบนโต๊ะด้วยความรู้สึกมากมายสารพัน

ไม่มีฉบับไหนเลย…ในแผ่นกระดาษเหล่านั้น จะไม่มีคำว่า คิดถึง เป็นห่วง และรอคอย

เพียงบัวยังคงส่งจดหมายมาอย่างสม่ำเสมอ แม้ช่วงหนึ่งจะเงียบหายไป จนกระทั่งฉันเองตัดสินใจก้าวออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ เพื่อที่…จะได้ยุติความสัมพันธ์ระหว่างเราเสียที

ความสัมพันธ์ที่ไม่มีอยู่จริง

เป็นเพียงสิ่งล่องหน

เหมือนหมอกควันที่ลอยละล่องอยู่บนอากาศ

ฉันแค่วาดมันจากจินตนาการ

ฉันตัดสินใจ

จะก้าวไปห่างบ้าน

หยุดโลกฝันที่มันเป็นแค่นิยายนิทาน

หวังว่าสักวันทุกสิ่งนั้นจะพ้นผ่าน

จนสาบสูญสิ้นไป…

แต่ช่างกระไรเลย

ฉันกลับไม่เคยลืมได้

หวนระลึกถึงเธอครั้งใด

ก็ตระหนักแก่ใจ…ฉันแค่กลัว

 

ฉันกลัวใช่ไหม หัวใจเต้นตึกตึกอยู่ในอก ฉันกลัว…ฉันกลัวที่จะถูกตราหน้าว่าเป็นแค่คนช่างฝัน ฉันทำมันไม่ได้ ฉันทำมันไม่สำเร็จ ฉันก็ดีแต่คิดแต่จินตนาการไป แม้แต่โฉนดของยายยังรักษาไว้ไม่ได้

ที่ดินที่ยายมอบฝากไว้ ป่านนี้จะเป็นสตางค์สักกี่ร้อยพัน ขี้ดอกของมันจะเพิ่มอีกเท่าไหร่ ชาตินี้ทั้งชาติ คงไม่มีปัญญาไปไถ่

…แล้วจะเอาอะไรมาคิดมาฝัน

จะทำบ้านอย่างนี้ จะปลูกผักอย่างนั้น จะก่อกองไฟต้มน้ำชายามราตรี จะชวนเพียงบัวมาชมดาว…เราจะอ่านเขียนบทกวี

ไม่มีอะไรจะเป็นไปได้สักอย่าง

ผ่านวันเวลามาสักเท่าไหร่ ตอนนี้ก็มีใบแดงแค่ไม่กี่ใบซุกอยู่ในกระเป๋า

พ่อ-แม่และพี่โฟด้วย ถึงจะปั้นหน้าว่าอยู่ดีมีสุข แท้จริงก็ทุกข์ยากขัดสน

ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ สิ่งแรกที่ปะทะสายตาฉัน คือใบหน้าอันกร้านเกรียมของแม่

พวกเราเป็นแค่คนจน…

 

[คนเดินทางคะ

เธอหายไปจากโลกนี้แล้วจริงๆ รึ ฉันอยากจะเขียนประกาศถึงเธอลงหนังสือพิมพ์เสียจริงๆ

วันนี้ ฉันเล่าเรื่องของเธอให้ “พี่โย” ฟังด้วยนะ เขาบอกว่า เธออาจจะมีโลกส่วนตัวที่ฉันเข้าไม่ถึงก็ได้

…มันเป็นเรื่องเจ็บปวดสิ้นดี เมื่อเราเป็นฝ่ายถูกใครสักคนลืมก่อน

เธอไม่ใช่จิ้งจอกของฉัน และฉันไม่ใช่ดอกกุหลาบของเธอ “พี่โย” บอกกับฉัน

ก็น่าดีใจนะ ที่ได้เจอคนชอบหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อยเหมือนกัน แต่มันเศร้าจังเลย ที่คนซึ่งไม่เคยพบหน้า กลับมีคำพูดแทงเข้ามาในใจได้

ฉันอยากให้เธอรู้จักเขาเหมือนกันละ ถ้าเธอได้คุยกับเขา คงจะชอบเขาเหมือนฉัน…]

 

ฉันแกะจดหมายอ่านจนครบทุกฉบับ พร้อมกับรู้สึกแปร่งๆ อย่างบอกไม่ถูก อะไรสักอย่างผุดขึ้นมารบกวนจิตใจ

จดหมายทุกซองจ่าหน้าด้วยลายมือคุ้นตา กระดาษทุกแผ่นบอกให้รู้ว่าคนเขียนตั้งใจเพียงไร ตราประทับบนแสตมป์บอกให้รู้ว่ามันมาไกล แต่ในฉบับท้ายๆ…ชื่อใครที่ฉันไม่รู้จัก กินเนื้อที่บนกระดาษมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่แปลกเลยที่เพียงบัวจะมีเพื่อนอีกมากมาย เธอเป็นคนที่ใครๆ ก็ชื่นชมอยู่แล้ว และอีกหน่อยเธอก็คงจะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย หากไม่ต้องมาทำสวนทำนาโง่ๆ ทางนี้

ฉันควรจะยินดีกับเธอได้แล้วสินะ ถ้า…ถ้าเราสองคนจะหยุดฝันถึงโลกในความฝัน กลับมาสู่ชีวิตจริงอันชัดเจนอยู่เต็มหน้าเต็มตา

ฉันก็แค่คนไร้ค่า เป็นนักฝันบ้านนอก ผู้ที่แม้จะฆ่าตัวตายยังไม่เคยสำเร็จสักครั้ง

หรือว่า…ฉันควรจะเขียนจดหมายกลับไปอีกสักครั้ง บอกให้เธอรู้ว่า ลืมฉันเสียเถอะนะ คนอย่างฉันน่ะ ไม่ควรต้องเปลืองแสตมป์เขียนมาหาอีกแล้ว

นอกหน้าต่าง สายลมพัดมาพาใบกล้วยฉีกแล่งเป็นริ้วๆ ขี้ฝุ่นปลิวขึ้นตามลม มันเป็นภาพซ้ำๆ อยู่ในสายตา ขณะที่ฉันนั่งนิ่งกับกองจดหมายเบื้องหน้า และหูได้ยินเสียงพี่โฟแว่วๆ

 

“ก่นั่นน่ะ จะไม่ให้ห่วงมันหยั่งใด ลืมตาลุกมาก็เอาแต่ดูหน้ากระดาษ…”

“จดหมายเพื่อนเขาส่งมา แม่เก็บไว้ให้เอง” เสียงแม่

“ก็นั่นแล” พี่โฟลากเสียงยาว “เป๋นเจ้าจะเอาเผาทิ้งให้เสี้ยงๆ เสีย อีพี่มันจะเป๋นบ้าเป๋นว้อก่เพราะอ่านหนังสือมากเกินไปนี่แหละ เจ้าว่านะอี่แม่ ถ้าบ่ช่วยกันจริงๆ มันคงจะสิ้นอนาคตไปเรื่อยๆ เจ้าก็ยังเหนื่อยกับการเซาะสตางค์อยู่ทุกวันทุกวี่…เอาอย่างนี้มั้ย ให้มันเอาผัวไปเสีย”

เนิ่นนาน กว่าจะได้ยินเสียงแม่อีกครั้ง

“จะให้ไปเอากับใครรึโฟ”

พี่โฟกลับมีน้ำเสียงกระตือรือร้นขึ้นมา

“ถ้าจะเอาจริงๆ มีก่แล้วกันแม่ เอาเทอะ เห็นว่ามันเป็นน้อง เจ้าจะช่วยเป็นธุระให้”

“ใครหรือโฟ จะเป็นแม่สื่อให้ใครทางใด?”

“จะเอาญี่ปุ่นหรือไต้หวันดีล่ะแม่ ไม่แน่นะ ดีไม่ดี อีพี่จะได้ไปอยู่เมืองนอกสบายๆ ส่งสตางค์มาให้พ่อ-แม่ใช้ ตั๋วเจ้ากับน้องก็จะได้พึ่งพามันด้วย”

ขี้ฝุ่นยังปลิวฟุ้งคลุ้งขึ้น ก่อนจะกลับตกลงมา เหมือนภาพซ้ำๆ ในสายตาตั้งแต่เล็กจนใหญ่ เป็นอีกครั้งที่ฉันนึกชังชีวิตเต็มที และยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่า คนเราเกิดมาทำไม