ยานยนต์ สุดสัปดาห์ / สันติ จิรพรพนิต/’AMG CLS 53 4MATIC+’ อยากแรงกว่านี้ก็ขี่ ‘จรวด’ เถอะ

สันติ จิรพรพนิต

ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต cars@khaosod.co.th

‘AMG CLS 53 4MATIC+’

อยากแรงกว่านี้ก็ขี่ ‘จรวด’ เถอะ

สร้างความฮือฮาอย่างมากหลัง “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ประกาศราคาสปอร์ตซีดานตัวแรง “Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+” รุ่นประกอบในประเทศ

เพราะราคาถูกกว่ารุ่นนำเข้าที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้เฉียดๆ 2 ล้านบาท

“Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+” เป็นตระกูล “CLS” เจเนอเรชั่นที่ 3 ถือเป็นรุ่นแรงสุดของตระกูลก็ว่าได้

ผมได้รถรุ่นนี้มาทดสอบแบบไม่ตั้งเนื้อตั้งตัวมาก่อน ทำให้ต้องปรับแผนเดินทางกันชุลมุน เพราะต้องการลองสมรรถนะแบบจริงๆ จังๆ

ด้วยเห็นสเป๊กอัตราเร่งระดับน้องๆ “จรวด” ก็ว่าได้

ก่อนเข้าสู่การทดสอบ มาดูรูปร่างหน้าตากันก่อน ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบแผงบังคับลมคู่สีเงินชุบโครเมียม วัสดุเก็บขอบด้านข้างแบบพิเศษ เพิ่มคิ้วสีดำที่ช่องลมด้านข้างของตัวกันชนหน้า

โลโก้ดาวสามแฉก พร้อมสัญลักษณ์ AMG เพื่อแจ้งให้เพื่อนร่วมทางทราบว่า “พี่แรงนะน้อง”

ไฟหน้าทรงสวยแบบ MULTIBEAM LED ใช้หลอด LED ถึง 84 หลอด สว่างสะใจ พร้อมระบบ Adaptive Highbeam Assist Plus ปรับไฟสูงอัตโนมัติ

มีระบบ Intelligent Light System และ Active Light System โคมไฟหน้าส่องสว่างตามองศาการเลี้ยวของพวงมาลัย และระบบ Cornering Light เพิ่มความสว่างขณะเลี้ยวโค้ง

ระบบนี้ช่วยได้เยอะหากต้องเข้าไปในถนนที่มืดและแคบ

แน่นอนว่าไม่พลาดกับชุดแต่ง AMG ทั้งด้านหน้า ข้าง และหลัง

 

เส้นขอบประตูสีดำดูเข้มขรึม พร้อมด้วยกระจกมองข้างสีดำ

ปรับโฉมไฟท้ายใหม่แบบแอลอีดี ไฟเบอร์ออพติก

ต่ำลงมาเป็นดิฟฟิวเซอร์ช่วยรีดอากาศ ดูเข้ากันกับชุดท่อไอเสียกลมคู่ แยกซ้าย-ขวา ฝั่งละ 2 ช่อง

หลังคาด้านหลังที่ลาดลงทำให้นอกจากดูดีแล้ว ยังช่วยลดแรงเสียดทาน ทำให้อากาศไหลผ่านสะดวกขึ้นด้วย

กระโปรงหลังเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรี เปิดออกมาดูแล้วต้องตกใจเพราะมีขนาดใหญ่ถึง 520 ลิตร อีกทั้งยังพับเบาะหลังเพิ่มพื้นที่บรรทุก หรือใส่ของยาวๆ ได้ด้วย

อีกจุดที่น่าสนใจคือการย้ายแบตเตอรี่มาไว้กระโปรงหลัง เพราะฉะนั้น อย่าตกใจหากเปิดห้องเครื่องแล้วมองหาแบตเตอรี่ไม่เจอ

รุ่นนี้ใช้แบตเตอรี่ขนาด 70 แอมป์ ถือว่าค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งเพราะใช้ระบบไฟมากนั่นเอง

ล้อแมกซ์ขนาด 20 นิ้ว ลาย 5 ก้านคู่ ยิ่งดูสปอร์ตมากขึ้นกับยางที่แก้มบางมากๆ คู่หน้าแบบ 245/35 และด้านหลังหน้ากว้างขึ้นมาหน่อยแก้มบางลงอีกนิดด้วยขนาด 275/30

ภาพรวมภายนอกต้องบอกว่าดุดัน และสวยสง่าเหลือเกิน

 

ส่วนภายในไม่ธรรมดาเหมือนกัน สปอร์ตจ๋าด้วยสีดำตัดโครเมียม

พวงมาลัย 3 ก้านท้ายตัดของ AMG หุ้มหนังเดินด้ายแดงเนียนมือมาก พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น

จอแสดงผลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้วแบบดิจิตอล ปรับเปลี่ยนการทำงานได้ 3 รูปแบบ ทั้ง Classic, Sport และ Progressive

สามารถเลือกแสดงข้อมูลต่างๆ ได้เพิ่มเติม เช่น ดูแรงบูสต์ของเทอร์โบ อุณหภูมิน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ เลือกเป็นระบบจับเวลาต่อรอบ

และยังแสดงผลที่กระจกหน้าด้วย

ติดกันเป็นจอความบันเทิงขนาดใหญ่ที่เชื่อมกัน ทำงานร่วมกับ MB Audio 20 พร้อม Touchpad และ Controller

คอนโซลหน้าเป็นหนังเดินด้ายแดงเช่นกัน

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกโซน ช่องปรับอากาศดีไซน์ทรงกลมสวยเก๋ ตรงกลางมี 4 ช่อง ซ้าย-ขวาอีกอย่างละช่อง เย็นฉ่ำสุดๆ

ต่ำลงมาในโซนปุ่มควบคุมต่างๆ และนาฬิกาแบบเข็ม ตกแต่งคาร์บอนไฟเบอร์

ข้างๆ Touchpad และ Controller มีปุ่มปรับโหมดเครื่องยนต์-ช่วงล่าง และอื่นๆ

ส่วนเกียร์เป็นก้านด้านขวาของคอพวงมาลัย

แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะขับไม่สนุกเพราะมีปุ่มเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยให้ด้วย

เบาะนั่งหนังเดินด้ายแดง เข็มขัดนิรภัยสีแดงเช่นกัน

ระบบไฟในห้องโดยสารปรับได้ถึง 64 สี และระบบเสียงรอบทิศทาง “Burmester surround sound system”

 

กดปุ่มสตาร์ต เสียงเครื่องยนต์เร้าใจดีเหลือเกิน

ขุมพลังรุ่นนี้ เบนซิน แถวเรียง 6 สูบ ความจุ 2,999 ซีซี กำลังจัดเต็มถึง 435 แรงม้า แรงบิด 520 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-5,800 รอบต่อนาที มีระบบอีคิวบูสต์ไฟฟ้าช่วยเสริมแรงบิดมากขึ้นด้วย

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อรุ่นพิเศษ 4MATIC+ ชุดเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G แบบ 9 จังหวะ

ออกตัวแบบเนียนๆ ด้วยโหมดคอมฟอร์ต กดเป็นพุ่ง และลากยาวต่อเนื่องไม่มีสลด

จากนั้นปรับมาเป็นสปอร์ต และสปอร์ตพลัส ยิ่งสนุกมากขึ้นกับเสียงเครื่องยนต์ที่คำราม

พวงมาลัยจับกระชับมือ ปุ่มปรับระบบต่างๆ อยู่ใกล้แค่มือเอื้อม

เบาะ-พนักรับกับสรีระได้ดี ปีกเบาะที่กระชับกับลำตัวมากๆ ซึ่งมีผลอย่างยิ่งเมื่อกดคันเร่งหนักๆ หรือเข้าโค้งแบบแรงๆ เพราะล็อกตัวได้แนบแน่นดีเหลือเกิน

ช่วงล่างถุงลมปรับได้ 3 รูปแบบ โหมด Comfort, Sport และ Sport+

เอาจริงๆ ช่วงล่างโหมด Comfort ผมว่าเพียงพอแล้วครับ หากไม่ได้ซิ่งสายฟ้าเกินไป แถมได้ความนุ่มนวลมาในระดับหนึ่ง

แต่หากเป็นวัยรุ่นอาจจะชอบ Sport หรือ Sport+ เพราะมีความกระด้างขึ้นมาหน่อย แถมยังเกาะถนนดีขึ้นด้วย

แม้รถจะดูเตี้ยโดยเฉพาะชุดแต่ง ทำให้เวลาจอดหรือขับขึ้นเนินอาจต้องระวังหน่อย หากไม่แน่ใจจริงๆ ว่าจะครูดหรือไม่ สามารถปรับเพิ่มความสูงของรถขึ้นได้อีก 2 ซ.ม.

โดยการทดสอบส่วนใหญ่ผมใช้โหมดขับขี่แบบ Sport สนุกเกินพอแล้วครับ

อัตราเร่งตีนต้นค่อนข้างโหดทีเดียว จากสเป๊กความเร็ว 0-100 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 4.5 วินาที

เรียกว่าหากพุ่งออกจากไฟแดง หารถที่แรงกว่าคันนี้ค่อนข้างยาก ถ้าจะมีคงต้องเป็นระดับไป “ซูเปอร์คาร์”

 

รถรุ่นนี้มีซันรูฟไฟฟ้าแบบวันทัช กล้องมองรอบคัน พร้อมระบบช่วยจอด

นอกจากนี้มีระบบ Active Distance Assist DISTRONIC ควบคุมความเร็วผันแปรตามรถคันหน้า ใช้เรดาร์ที่หน้ารถจับระยะห่างจากรถคันหน้า ตามที่ผู้ขับขี่กำหนด จากนั้นรถจะเร่งเครื่อง-ชะลอแบบอัตโนมัติตามระยะที่ตั้งไว้ เพิ่มความสบายและปลอดภัยมากขึ้น

ระบบ PRE-SAFE Plus หรือป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

ส่วนระบบตัวช่วยอื่นๆ ผมขอละไว้แล้วกันนะครับ เพราะรถระดับนี้จัดแน่นจัดเต็มอยู่แล้ว แทบนึกไม่ออกว่าขาดอะไรไปบ้าง

แม้จะเป็นรุ่นประกอบในประเทศ แต่สเป๊กต่างๆ แทบไม่ต่างจากรุ่นนำเข้า อีกทั้งฝีไม้ลายมือของช่างไทยถือว่าระดับท็อปของโลกเช่นกัน ดูความเนี้ยบในแต่ละจุดแล้วหาข้อติยากเหลือเกิน

โดยรุ่นนำเข้านั้นราคาอยู่ที่ 7,090,000 บาท

Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 5,350,000 บาท

บทความก่อนหน้านี้สภาหอการค้าฯเผย จดหมายจาก “ประยุทธ์” เพิ่มเศรษฐีไทยเป็น 21 ราย ไม่มีชื่อ “ทักษิณ”
บทความถัดไปบทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ / ‘สุดารัตน์’ ควรเป็นที่ปรึกษา WHO ช่วยโลก ‘สยบโควิด-19’ ใน 21 วัน