วิกฤติศตวรรษที่ 21 | โควิด-19 กับการทวีความรุนแรงของสงครามการค้า

อนุช อาภาภิรม

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน : สู่ขั้นใช้ยาแรง (44)

ไข้โควิด-19

การระบาดของไข้โควิด-19 (ต่อไปจะเรียกว่าโควิดเพื่อให้สั้น) เป็นเหตุการณ์ไม่คาดคิด มีโอกาสเกิดขึ้นไม่มาก (บางคนกล่าวว่าเป็นครั้งเดียวในรอบร้อยปี)

แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบรุนแรง นิยมเรียกเป็นคำเปรียบว่า “หงส์ดำ” ก็มี

ขณะนี้การระบาดของโควิดในทั่วโลกยังไม่ถึงจุดสูงสุด ยกเว้นจีนที่เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาด ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

และพยายามที่จะฟื้นสภาพให้คืนสู่ภาวะปกติอย่างระมัดระวังให้เร็วที่สุด

แต่คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เนื่องจากจีนไม่ใช่เกาะ ต้องติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ

ถ้าชาติใหญ่ทั้งหลายยังต้องปิดประเทศ ห่วงโซ่อุปทานของโลกก็ไม่อาจฟื้นกลับได้ ความต้องการสินค้าก็ลดลง

และยังมีประเด็นที่ว่าเดินทางเข้าประเทศจีนนำผู้ป่วยรายใหม่มาสู่จีนอย่างต่อเนื่อง

มีการเตือนถึงการระบาดไข้โควิดระลอกสองกันหนาหู โดยชี้ว่า เนื่องจากความอ่อนล้าของระบบสาธารณสุขและผู้คน พลเมืองทั้งหลายที่สู้กับไข้โควิดเป็นเวลานานอีกหลายเดือน อาจทำให้เกิดช่องโหว่ในการระมัดระวังป้องกัน เกิดการระบาดใหม่ขึ้นอีกได้

ไข้โควิดมีความเป็นตัวเองของมัน นั่นคือมีวิวัฒนาการและกลายพันธุ์ได้ตามสภาพสิ่งแวดล้อม

กล่าวกันว่า เชื้อโควิดมีการกลายพันธุ์เป็นอย่างน้อย 2 ชนิด จากสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงน้อยสู่สายพันธุ์ที่มีความรุนแรงมาก

และก่อความยากลำบากแก่แพทย์ในการตรวจว่าเป็นโรคนี้หรือไม่

ก่อนหน้านี้มีการเตือนถึงการระบาดใหญ่ของไวรัสที่ทำให้ผู้คนนับ 10 ล้านคนต้องล้มตาย

ผู้เตือนคนสำคัญเป็นเศรษฐีอันดับต้นของโลกชาวสหรัฐคือบิล เกตส์ เขาได้กล่าวเตือนถึงอันตรายนี้ตั้งแต่เกิดระบาดของไวรัสอีโบลาในปี 2015 ในสามประเทศของแอฟริกาตะวันตกทำให้คนตายไปราว 10,000 คน

การระบาดอันน่ากลัวครั้งนั้นได้ค่อยสงบไป เนื่องจากเหตุปัจจัยสามประการคือ

ก) มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ผู้อุทิศตัวปฏิบัติงานอย่างกล้าหาญ

ข) โรคไวรัสอีโบลา ไม่แพร่กระจายผ่านอากาศ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะป่วยมากจนลุกจากเตียงไม่ได้

ค) มันไม่ได้แพร่เข้าไปในเขตเมืองที่มีผู้อาศัยอย่างแออัด บิล เกตส์ กล่าวเตือนว่า “ครั้งหน้าเราอาจไม่โชคดีอย่างนี้ อาจมีไวรัสที่สามารถแพร่กระจายได้ แม้ว่าผู้ติดเชื้อยังรู้สึกสบายดี ไปขึ้นเครื่องบิน หรือไปตลาด แหล่งไวรัสอาจมาจากธรรมชาติเหมือนการระบาดของอีโบลา หรือมาจากการก่อการร้ายทางชีวภาพ (ซึ่งจะ) ทำให้สถานการณ์แย่กว่านี้เป็นพันๆ เท่า”

ทางแก้ไขในทัศนะของบิล เกตส์ ก็คือ

“เราต้องการระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ในประเทศที่ยากจนนั่นหมายถึงสถานที่ซึ่งแม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้อย่างปลอดภัย เด็กๆ สามารถที่จะได้รับวัคซีนได้ทั้งหมด…เราต้องการกองหนุนทางการแพทย์ คนมากมายที่ได้รับการฝึกฝนและมีพื้นฐานพร้อมจะเข้าไปปฏิบัติงาน…เราต้องการจับคู่บุคคลสายการแพทย์กับการทหาร ใช้ความสามารถทางทหารที่มีข้อได้เปรียบในเรื่องการเคลื่อนตัวที่รวดเร็ว การทำการขนส่ง การให้ความปลอดภัยกับพื้นที่ เราต้องทำการจำลองที่สมจริง เกมเชื้อโรคไม่ใช่เกมสงคราม (มันสามารถกลับมาเกิดใหม่ได้เสมอ)…เราต้องการการวิจัยและพัฒนาที่ก้าวหน้าสำหรับวัคซีนและการวินิจฉัย”

(ดูปาฐกถาของบิล เกตส์ ชื่อ “การระบาดครั้งถัดไปน่ะหรือ เรายังไม่พร้อม” ใน ted.com เมษายน 2015)

บิล เกตส์ กล่าวเหมือนห่วงใยทั้งโลก แต่ที่เขากังวลจริงๆ ได้แก่สหรัฐ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคง เขาประกาศให้ทุนจำนวนหนึ่งเพื่อการนี้ แต่เมื่อไข้โควิดเกิดขึ้นจริงๆ ดูเหมือนว่าสหรัฐจะมีการเตรียมพร้อมตามที่เขาบรรยายไว้น้อยกว่าจีนเสียอีก

และนี่น่าจะเป็นผลกระทบสำคัญที่สุดจากไข้โควิดในด้านภูมิรัฐศาสตร์และการจัดระเบียบโลกใหม่

ท่ามกลางการระบาดอย่างรวดเร็ว ผู้คนล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง (โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุ) มีการใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อลดการเคลื่อนย้ายและสร้างระยะห่างทางสังคม (ผู้คนควรอยู่ห่างกันระหว่าง 1-2 เมตร คติพุทธใช้ศัพท์ว่า การไม่คลุกคลีด้วยหมู่ คือ อยู่กันเป็นหมู่แต่ไม่คลุกคลีกัน เป้าหมายเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของกิเลส) มีการปิดสถานประกอบการร้านค้า ไปจนถึงปิดเมืองและปิดประเทศ เพิ่มความแตกตื่นและความตระหนกขึ้นอีก

มีการกล่าวกันว่า หลังการระบาดครั้งนี้ โลกจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ซึ่งมีด้านที่เป็นจริงตามนั้น

แต่ก็ไม่ควรคิดว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เพราะว่ามนุษย์ได้ผ่านโรคระบาดใหญ่มาหลายครั้ง แต่ก็มีหลายอย่างที่ไม่ได้เปลี่ยนไป

เช่น การใฝ่สงคราม หรือการมีความเห็นครอบงำว่า ประชาชนพลเมืองชาวรากหญ้าไม่รู้อะไร อ่อนแอต้องการความช่วยเหลือไม่รู้จบ ไม่รู้วิธีการบริหารจัดการ ควรอยู่อย่างไร้ปากเสียงต่อไป

ความเป็นจริงก็คือ ผู้คนจำนวนมากที่ยอมปฏิบัติตามคำแนะนำและข้อบังคับต่างๆ ด้วยความหวังว่า หลังจากเรื่องร้ายสงบลงแล้ว จะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม

บางประเด็นเกี่ยวกับไข้โควิด-19

ไข้โควิดส่งผลกระทบรุนแรงระดับโลกอย่างทั่วด้าน

ในที่นี้จะกล่าวในด้านที่เกี่ยวกับสงครามการค้า การชิงอำนาจระหว่างสหรัฐ-จีนบนเวทีโลก

ดังนี้

1.ไข้โควิด-19 กับการทวีความรุนแรงของสงครามการค้า

สงครามการค้าก่อผลสามด้าน

ก) ลดการผลิต การบริโภค การลงทุน ทำให้เศรษฐกิจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าสู่ภาวะถดถอย

ข) การสับโลกาภิวัตน์เป็นท่อนๆ การทำให้ห่วงโซ่อุปทานสะดุดหรือขาดตอน เกิดการแตกตัว การหย่ากันทางเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องในระดับต่างๆ

ค) ประเทศต่างๆ ดิ้นรนเอาตัวรอด เกิดลัทธิชาตินิยม เชื้อชาตินิยม ท้องถิ่นนิยม ไปจนถึงการใช้การรวบอำนาจเป็นเครื่องมือในการบริหารปกครอง เช่น การประกาศภาวะฉุกเฉินและกฎอัยการศึก นอกจากนี้ ยังมีการดิ้นรนเอาตัวรอดของประชาชนพลเมืองชาวรากหญ้าทั้งหลายที่จะก่อความเป็นไปได้หลากหลายกว่าการดิ้นรนของชนชั้นผู้ปกครองเป็นอันมาก

ไข้โควิด-19 ทำทุกสิ่งเหมือนกับสงครามการค้า แต่แตกต่างกับสงครามการค้าบางประการ นั่นคือ ความรุนแรง ฉับพลัน สงครามการค้าสหรัฐ-จีนทำมาย่างเข้าสองปีแล้วยังไม่รู้แพ้-ชนะ ตอนนี้ทำข้อตกลงสงบศึกชั่วคราวอยู่

ส่วนไข้โควิด-19 ระบาดไม่กี่เดือนได้ส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก มันได้ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกสาขาโดยเฉพาะด้านบริการ หยุดชะงัก ความต้องการทรุดฮวบ การขนส่งถูกกระทบอย่างหนัก

ผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง

2.ไข้โควิดกับความไม่เปลี่ยนแปลง ไข้โควิดไม่ได้เปลี่ยนแปลงความมุ่งมั่นในการทำสงครามการค้าและการแซงก์ชั่นของสหรัฐ ในบางด้านทำให้ประเทศมหาอำนาจอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมในการทำสงครามมากขึ้น

ก) ต่อจีน สหรัฐได้พยายามวาดภาพว่าไข้โควิดนี้ทำในประเทศจีน กล่าวตั้งแต่ระดับประธานาธิบดี รัฐมนตรีต่างประเทศ ไมก์ ปอมเปโอ เรียกเชื้อโควิดว่า “ไวรัสอู่ฮั่น” ไปจนถึงการเผยแพร่บทความในสื่อกระแสหลักอย่างเช่น นิวยอร์กไทม์ส วอลสตรีตเจอนัล และวอชิงตันโพสต์

เกิดศึกสื่อมวลชนระหว่างสหรัฐ-จีนปะทุรุนแรงขึ้น โดยต่างฝ่ายจำกัดจำนวนผู้ทำงานในสื่อของฝ่ายตรงข้ามในประเทศของตน

ล่าสุดจีนได้ยกเลิกใบอนุญาตผู้สื่อข่าวสัญชาติอเมริกันในสำนักสื่อใหญ่ทั้งสามของสหรัฐ

ที่รุนแรงกว่าคือการลามสู่ขั้นการเรียกร้องให้มีการไต่สวนว่าเชื้อโควิดมาจากไหน จีนหรือสหรัฐ

เรื่องจากสำนักข่าวซินหัวของจีนเป็นทำนองนี้ว่า เริ่มต้นจากการที่คณะนักวิจัยจีนได้รวบรวมวิเคราะห์พันธุกรรมของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในจีน และลงความเห็นว่าไวรัสสายพันธุ์นี้ไม่ได้มีต้นกำเนิดในตลาดอาหารทะเล หัวหนาน แต่มีแหล่งที่มีหลากหลายอันมิอาจระบุได้

จากนี้คณะนักวิจัยทางการแพทย์ของจีนจึงได้ค้นหาต้นกำเนิดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

โดยเก็บตัวอย่างพันธุกรรมจาก 12 ประเทศใน 4 ทวีป จึงได้ข้อสรุปเหมือนคณะนักวิจัยของญี่ปุ่น ว่า “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้มีต้นกำเนิดในจีน แต่ถูกนำพาเข้าสู่จีนจากนอกประเทศ”

สถานีโทรทัศน์อาซาฮีสัญชาติญี่ปุ่นเป็นผู้จุดพลุว่า ไวรัสโคโรนาอาจมีต้นกำเนิดในสหรัฐ โดย “ชาวอเมริกันบางส่วนอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาโดยไม่รู้ตัว” (คิดว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลของมัน)

และว่า “รัฐบาลสหรัฐอาจไม่ได้ระแวดระวังและจัดการกับไวรัสโคโรนาในประเทศได้ทันท่วงที”

ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นมาจากคณะนักวิจัยทางการแพทย์ชาวไต้หวัน ที่ออกรายการโทรทัศน์ชี้ว่า ต้นกำเนิดมาจากสหรัฐ โดยอ้างหลักฐานจำนวนหนึ่ง (ดูรายงานข่าว “สื่อจีน-ญี่ปุ่น ชี้ “สหรัฐอเมริกา” ต้นกำเนิด “ไวรัสโคโรนา” ตัวจริง” ตอน 1-3 ใน xinhuathai.com 17/03/2020)

ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่จบง่าย และไวรัสนี้ก็ยังคงระบาดหรือคุกคามชาวโลกต่อไปอีกนานหลายเดือน หรือเป็นปี

บางชาติเช่นอิหร่านปักใจเชื่อว่าการระบาดของไข้โควิดนี้เกิดจากการสมคบคิดระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล ในการบ่อนทำลายอิหร่าน

ข) ต่อยุโรป ที่สหรัฐเห็นว่าเกิดกระด้างกระเดื่อง ไม่ยอมปฏิบัติตามนโยบายสหรัฐแต่โดยดีเหมือนเดิม และต้องการจะสั่งสอนด้วยสงครามการค้าและการแซงก์ชั่นแบบที่กระทำต่อจีน

เมื่อไข้โควิดระบาดหนักในหลายประเทศยุโรป ทรัมป์ได้ใช้โอกาสนี้ประกาศห้ามชาวยุโรปเดินทางเข้าสหรัฐ ยกเว้นอังกฤษและไอร์แลนด์ ตามแนวการทำ สงครามการค้ากับอียู ทั้งที่การระบาดที่อังกฤษก็รุนแรงไม่แพ้กัน (ต่อมาสหรัฐประกาศรวมสองประเทศนี้เข้าไปด้วย)

ทางด้านกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปต่างแสดงความไม่พอใจว่า สหรัฐประกาศเช่นนี้โดยไม่ปรึกษาหารือด้วยเลย ว่าจะทำประการใดเพื่อลดผลกระทบให้น้อยลง

ค) ต่อบางประเทศที่สหรัฐถือว่าเป็นอริ เช่น อิหร่านและเวเนซุเอลา สหรัฐได้เพิ่มการแซงก์ชั่นต่ออิหร่าน ทำให้ความสามารถในการรับมือกับไข้โควิดยากขึ้นอีก และเมื่อเวเนซุเอลาขอความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟเพื่อสู้ไวรัส ก็ถูกปฏิเสธ

สำหรับอิรักที่ฝ่ายการเมืองมีการเคลื่อนไหวเพื่อให้สหรัฐถอนฐานทัพออกไปก็ถูกสหรัฐทิ้งระเบิดใส่

3.ความทุกข์ระทมจากการระบาดของโควิด-19 โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังการระบาดของไข้โควิด ก็ขึ้นอยู่กับว่า พลเมืองชาวรากหญ้ามองเห็นและปฏิบัติต่อความทุกข์ระทมนี้เป็นประการใด ความทุกข์ระทมดังกล่าวประมวลได้ดังนี้คือ

1) การมีรายได้ลดลง การตกงาน ถูกเลิกจ้างชั่วคราว หรือทำงานน้อยลง การต้องปิดกิจการส่วนตัวของตน และครอบครัว เกิดการล้มละลาย เข้าสู่ภาวะยากจนฉับพลัน

2) การต้องจำกัดการเคลื่อนย้าย อยู่แต่ในบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

3) ความกังวลที่จะเกิดการป่วยไข้ เนื่องจากการระบาดยังขยายตัวอย่างน่ากลัว ถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการรักษาเท่าที่ควร และถูกปล่อยให้ตายไปอย่างเดียวดาย

4) คนที่ตนรักและห่วงใยก็อาจป่วยและเสียชีวิตได้

5) การขาดชีวิตทางสังคม และวัฒนธรรม สถานบันเทิงถูกปิด โปรแกรมการประชุม มหกรรมและการกีฬาถูกยกเลิก

6) ผู้คนประพฤติตัวแย่ เช่น กักตุนสิ่งของ อาทิ กระดาษชำระถึงกับทะเลาะวิวาท ไปจนถึงการกักตุนเก็งกำไร เกิดการระแวงเกลียดชังกัน เช่น ขับไล่ผู้ป่วยไม่ให้เข้ารักษาในโรงพยาบาลท้องถิ่นของตน ไปจนถึงการก่อจลาจลปล้นชิงสิ่งของ

7) เกิดการขาดแคลนอาหาร ของใช้และยาเวชภัณฑ์ เนื่องจากการสะดุดของห่วงโซ่อุปทานโลก มีการปิดประเทศตั้งด่านเพื่อตรวจสอบไข้โควิด เป็นต้น ในเมืองไทย ถ้าแต่ละจังหวัดชัตดาวน์ การขนส่งก็มีอุปสรรคมาก

8) เศรษฐกิจของชาติและของโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของส่วนบุคคลยิ่งยากขึ้นไปอีก

9) การไปมาหาสู่กันระหว่างชาติ ยากลำบาก แม้การกลับสู่ภูมิลำเนาเดิมก็ต้องเตรียมเอกสารจำนวนมาก ในเมืองไทย การปิดด่านทั้งหลายก่อความยากลำบากแก่ประชาชนสองฝั่งเป็นอันมาก

10) ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างประชาชนกับประชาชนลดลง อาจเกิดความตึงเครียดได้ง่ายจากความกังวลและหวาดระแวง

ความทุกข์ระทมของประชาชนพลเมืองที่เป็นฐานของระบบสังคมนั้น บีบให้ภาคประชาชนต้องหามาตรการทางออกตามกำลังสติปัญญาของตน ภาครัฐบาลเองมักปฏิบัติได้อย่างจำกัด ในเมื่อกลไกรัฐเอง ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ อัยการ ตุลาการก็ล้วนแต่ติดเชื้อเป็นจำนวนมากได้ทั้งนั้น เว้นแต่จะมีการป้องกันที่ดี

ฉบับต่อไปเป็นตอนจบ สงครามการค้าสหรัฐ-จีน สงครามระหว่างอดีตกับความฝัน