ทราย เจริญปุระ | ไม่อยากแพ้ ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ไม่อยากฟังความจริง

ทราย เจริญปุระ

ไม่น่าเชื่อว่านี่เพิ่งจะผ่านปีนี้ไปได้เพียงสามเดือน

และมีอีกเก้าเดือนยิ้มรอเราอยู่ไม่ไกล

1.ในช่วงแค่สามเดือนนี้ฉันต้องหาเงินเพิ่มแล้วเพิ่มอีก และใช้แล้วใช้อีก ทั้งที่อยู่ในห้วงเวลาที่ควรประหยัดอดออม

นอกเหนือจากรายจ่ายว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินต่างๆ ของแม่ที่จำเป็นจะต้องทำมากมายแล้วนั้น ก็ยังมีค่าใช้จ่ายในการขึ้นโรงขึ้นศาล

ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเป็นโจทก์ เป็นจำเลย กระทั่งต้องไปเป็นพยานในเรื่องใดๆ

กระทั่งข้อหาเมาแล้วขับที่คนกะเก็งว่าคนอย่างฉันต้องโดนแน่ ต้องได้ขึ้นศาลแน่ ต้องบำเพ็ญประโยชน์แน่ ฉันก็ไม่เคยโดน

ไม่ใช่โชค ไม่ใช่ดวง ไม่ได้มีเส้นสายติดสินบนใคร แต่เพราะพอเมา ฉันก็ไม่ขับ แค่นั้นเอง

คืออะไรที่ควบคุมได้ด้วยตัวเองนี่มันง่ายมากที่จะทำ ถ้าเมาก็ไม่ขับ ถ้าง่วงก็ไม่ขับ ไม่จำเป็นจะต้องฝืนทนทำไปทั้งที่มีความเสี่ยงมากมายรออยู่เบื้องหน้า

แต่มนุษย์เราก็เท่านี้ เราไม่ได้รับมือแค่กับปัญหาของตัวเอง หรือการกระทำของตัวเองเท่านั้น

กลายเป็นว่าฉันต้องมาเจอทนาย ฟ้องร้องค่าเสียหายในตอนนี้ เพราะถ้อยคำหยาบคายที่มีคนแสดงความคิดเห็น ต่อความคิดเห็นของฉันอีกที

2.ฉันนั่งคุยกับเพื่อนว่าเรารอดมาได้ยังไง?

รอดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรอดตายหรือรอดอะไร แต่ว่ารอดในกระบวนการซักล้างและตอกพิมพ์ความคิดให้ออกมาเป็นชุดตามระเบียบมาได้ยังไง

ถ้าเป็นโรงงาน, ฉันกับเพื่อนก็คือผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน มีตำหนิ ตกสายพานการผลิตไปกองรวมๆ กันในลังซักลังหนึ่ง

หัวข้อในการพูดคุยมาถึงเรื่องนี้ได้เพราะเรากำลังถกกันในประเด็นที่ว่า ทำไมสลิ่มไม่อยากให้เรียกตัวเองว่าสลิ่ม, คนที่ยังรักยังชอบรัฐบาลยุคปัจจุบันนี้จากใจจริง รักอย่างสุดหัวใจนั้นเขาใช้เหตุผลอะไรมารองรับความรักของตัวเอง และอธิบายหลายพฤติกรรมชวนส่ายหน้าของภาครัฐและราชการ

กับประเด็นที่ว่าจุดตัดไหนกัน ที่ทำให้เราผิดเพี้ยนจากภาพรวม

ของเพื่อนก็จุดหนึ่ง

ของฉันคือเรื่องน้องก้านธูปและมรณกรรมของเสธ.แดง

มันก็ไม่ได้ต้องใช้หลักการอะไร นอกจากเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือเมตตาธรรม ระดับ 101

ทันทีที่ฉันรู้สึกว่าความสนุกสนานเพลิดเพลินที่ผู้คนได้รับจากการไล่ การล่า การดูมรณกรรมซ้ำๆ เหยียดหยามถ่มถุยนั้นเป็นเรื่องเกินจะรับไหวในความรู้สึกของฉัน

ฉันก็ตกสายพานการผลิตทันที

และก็ยังคงมองเพื่อนร่วมชนชั้นที่ยังมีความสุขกับการออกมาปกป้องคนที่กดหัวพวกเขาอยู่ด้วยความประหลาดใจ

หากเป็นกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ได้ประโยชน์จากความล้มเหลวของสังคมนี้ ฉันก็พอเข้าใจได้ ว่าความล้มเหลวของคนอื่นนั้นเป็นเงินทองของเขา

แต่กับคนที่ก็ยังว่ายวนในหม้อต้มใบเดียวกับฉันโดยยังไม่รู้สึกร้อนนี่ต่างหาก ที่ฉันไม่เข้าใจ

3.ฉันกับคู่รักคนนี้เกิดปีเดียวกัน ห่างแต่เดือนเท่านั้น และถ้าจะนับกันจริงๆ เขาก็แก่กว่าฉันหลายเดือน จึงสรุปได้ว่าอะไรที่ฉันเห็น อะไรที่ฉันผ่าน เขาก็ผ่านมาเหมือนกัน

แรกๆ เราถกเถียงกันเยอะ แต่เป็นการเถียงแบบแลกเปลี่ยน ว่าชุดความคิดของเราวางอยู่บนฐานแบบไหน

หลายครั้งที่การพูดคุยลามไปถึงการท้าทาย ทำนายอนาคต ว่าคอยดูสิเธอ, เดี๋ยวสิ่งนั้นสิ่งนี้มันจะต้องเกิดขึ้น

เขาแปลกใจทุกครั้งที่คำทำนายของฉันมักจะถูก อาจจะไม่แม่นยำไปถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็นับว่าถูกต้องและเกิดขึ้นจริง

ประวัติศาสตร์นั้นซ้ำรอยเดิมเสมอ และผู้คนก็ยังเป็นผู้คน ตราบใดที่อำนาจและเงินจับมือกัน ประชาชนก็ไม่มีวันได้ภาคภูมิกับความเป็นพลเมือง แต่เป็นเครื่องหาภาษีมาจ่าย โดยไม่มีสิทธิ์มีเสียง

มนุษย์เราควรได้มีความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตัวเอง มนุษย์เราควรช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเพราะน้ำใจ ไม่ใช่เพราะไม่มีสวัสดิการมารองรับ มนุษย์ควรตั้งคำถาม และได้รับคำตอบ

ข้อดีของคู่รักฉันอย่างหนึ่งคือเขาใจกว้างกับฉันมากพอ และไม่รู้สึกเสียหน้าหรือเสียเกียรติ ว่าครั้งหนึ่งเคยเข้าใจผิด พอฐานคิดเขาเปลี่ยน เขาก็ยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้นแต่โดยดี

มันเลยกลายไปเป็นคำตอบเรื่องที่ฉันคุยกับเพื่อน ว่าทำไมสลิ่มถึงไม่ชอบถูกเรียกว่าสลิ่ม

เพราะที่จริงแล้วฐานคิดเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลง เขาแค่รู้สึกว่า ข้างที่เขาเลือกเป็นฝ่ายแพ้ เขาอยู่ผิดฝั่งในบางช่วงของประวัติศาสตร์ และเขาไม่ชอบที่ทุกคนรู้ว่าเขามีความคิดแบบนี้

เขาแค่ไม่อยากแพ้

เขาไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลงอะไร

เขาไม่อยากฟังความจริงด้วยซ้ำ

“ทันทีที่ตาสว่าง เขากลับมองเห็นประเทศที่ตนอยู่อาศัยช่างมืดมน ไม่มีทางออก ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีสิ่งซึ่งสามารถไว้วางใจ ทุกสิ่งที่เคยมองเห็นล้วนแต่เป็นเพียง-ภาพลวงตา-“*

4.ในบรรดาคนที่ฉันฟ้อง มีทั้งเป็นครู เป็นข้าราชการ คนทำงานบริการสังคม เป็นพยาบาล เป็นคนที่ใช้ถ้อยคำได้แย่มากจนฉันอยากรู้ว่าเขาเติบโตมาด้วยวิธีคิดแบบไหน และคนแบบไหนที่เขาผลิตส่งต่อมาสู่สังคม

หลายครั้งที่พอเห็นทะเบียนราษฎรหรือรายละเอียดชีวิตอันเป็นส่วนตัวของคนเหล่านั้นแล้ว ฉันก็อยากจะเดินหนีไปไกลๆ ซ่อนตัวอยู่ในห้อง ปล่อยให้เขาด่าไปตามสบายปาก เพราะมันน่าเศร้าเกินไป ที่เราจะไปเอาความรู้ความคิด หรือเอาราคาอะไรจากพวกเขา

แต่ก็ไม่ได้จริงๆ

ต่อให้มีการขอโทษ และฉันยกโทษพร้อมให้อภัย คุณคิดว่าเขาจะเข้าใจหรือยอมรับฉันเหรอ? ไม่มีทาง อย่างดีที่สุดก็คงเป็นการปรับตัว ให้ไปด่ากันเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เจ็บแสบขึ้น โดยไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร

ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร

และฉันก็ไม่ได้เป็นคนมองโลกในแง่ดีขนาดจะคิดไปว่า สิ่งที่ฉันกำลังจะทำกับเขา จะสามารถให้เขาเปลี่ยนความคิดได้ ถ้าจะเปลี่ยน ก็คงเปลี่ยนระดับความเกลียดฉันจาก 50 ไปเต็มร้อยอะไรอย่างนั้นมากกว่า

แต่ฉันอยากให้เขารู้ ว่าทุกคำพูดมีราคาของมัน

เขาอาจจะลืมเรื่องนี้ไป เพราะต้นแบบที่เขารักในตอนนี้ ทำอะไรไม่ได้อย่างปากพูดสักนิด

การขายฝัน โฆษณาเกินจริงของพรรคการเมือง

การเตะถ่วง อ้างอะไรไปแกนๆ พอพ้นตัวว่าเกรงใจพรรคร่วม เลยทำตามนโยบายไม่ได้ ทั้งที่ไม่ได้มีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลแต่แรก แต่ใช้วิธีเพิ่มคะแนนเพื่อดึงพรรคเล็กๆ เข้ามาเติมเต็ม

และสิ่งที่ได้คือรัฐบาลที่เต็มไปด้วยคนค้ายา มีคดี และเหยียดด่าประชาชน

ถ้าจะแก้ตัวว่า เป็นเวรเป็นกรรมที่ทำให้คนแวดล้อมมีแต่คนโง่คนเลว ก็ลองคิดดูเถอะ ว่าคนแบบไหนที่เรียกได้แต่คนแบบนี้เข้ามาหา

คบคนพาล พาลพาไปหาผิด

ถ้าจะมีภาษิตอะไรน่าฟังและคิดตามในตอนนี้

ก็คงจะเป็นอันนี้นี่เอง

“ตาสว่าง” เขียนโดย Claudio Sopranzetti, Sara Fabbri, Chiara Natalucci แปลโดย นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ ฉบับพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์อ่านอิตาลี กุมภาพันธ์, 2563

*ข้อความจากในหนังสือ

บทความก่อนหน้านี้ทนายดัง ข้องใจ แหม่มโพธิ์ดำ ผิดตรงไหน ? เตือน ตร.ระวังโดนฟ้องกลับ
บทความถัดไป“จาตุรนต์” ซัดมาตรการเยียวยา 5 พัน ล่าช้า-ไม่สอดคล้อง-ทั่วถึงกับประชาชน จี้รัฐบาลรีบแก้