คนมองหนัง | พิเคราะห์สถานการณ์ “โควิด-19” ในมุมมอง “ผู้กำกับฯ อิตาลี”

คนมองหนัง
Italian director Luca Guadagnino, nominated for the Golden Globe award for Best Foreign Language Film for "I Am Love," poses before speaking at a seminar at the Egyptian Theater in Hollywood on January 15, 2011. The 68th annual Golden Globe Awards take place in Beverly Hills on January 16. AFP PHOTO / Robyn Beck (Photo by ROBYN BECK / AFP)

หมายเหตุ – “ลูกา กัวดาญีโน” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาลี เจ้าของผลงาน อาทิ “Call Me by Your Name” ได้บอกเล่าสถานการณ์การกักตัวเองอยู่ในบ้านพักที่เมืองมิลาน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แก่เว็บไซต์ https://www.vulture.com เนื้อหาดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มีนาคม

ดังรายละเอียดต่อไปนี้

พวกเรากำลังร่วมกันคลี่คลายปริศนาที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน และยังคาดการณ์ถึงอนาคตได้ไม่แจ่มชัด

ผมอยู่ในเมืองมิลาน ณ จุดศูนย์กลางของมิลาน ที่นี่กำลังตกอยู่ในห้วงยามของความเชื่องช้าเอื่อยเนือย เช่นเดียวกับทุกแห่งทั่วโลก

เพื่อนพี่น้องของเราที่อเมริกากำลังอยู่ในจุดเริ่มต้น เหมือนที่พวกเราเคยประสบเมื่อสองสัปดาห์ก่อน กล่าวคือ พวกคุณเริ่มรู้สึกวิตกกังวลแทนผู้คนร่วมประเทศ แต่คุณยังเชื่อว่าเชื้อโรคนี้จะไม่สามารถกล้ำกรายเข้าสู่ร่างกายของคุณได้ แล้วต่อมา สถานการณ์การแพร่ระบาดก็จะแผ่ขยายวงออกไปเรื่อยๆ

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ผมมีเพื่อนๆ ชาวอเมริกันมาอยู่ที่บ้าน ขณะนั้นมีพื้นที่สองแห่งในแคว้นลอมบาร์ดีซึ่งถูกประกาศเป็น “พื้นที่สีแดง” เช้าวันต่อมา มิตรสหายเหล่านั้นก็เดินทางออกจากอิตาลี เวลานั้น ผมรู้สึกว่า “อือ มันมีอะไรแปลกๆ นะ” แล้วอีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา การแพร่ระบาดของโรคก็หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น

เมื่อเวลาผ่านไปอีกเจ็ดวัน คำสั่งปิดเมืองจึงถูกประกาศออกมา

ณเวลานี้ ผมยังคงเดินหน้าทำงาน เนื่องจากมีงาน 3 โครงการภายใต้การดูแลของผมที่อยู่ในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่น

ได้แก่ การกำกับฯ มินิซีรี่ส์เรื่อง We Are Who We Are ให้ช่อง HBO, การโปรดิวซ์ภาพยนตร์เรื่อง Born to Be Murdered ซึ่งกำกับฯ โดยเฟอร์ดินานด์ ซิโต ฟิโลมาริโน และนำแสดงโดยจอห์น เดวิด วอชิงตัน และกระบวนการทำหนังสารคดีเรื่อง Salvatore : the Shoemaker of Dreams ของผมก็กำลังใกล้จะแล้วเสร็จ นี่คือเรื่องราวชีวิตของซัลวาตอเร แฟร์รากาโม ช่างทำรองเท้าผู้ยิ่งใหญ่

การทำงานเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีอันก้าวหน้า เพราะคุณสามารถทำงานร่วมและแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ซึ่งกำลังกักตัวเองอยู่เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ ผมมีงานต้องทำมากมายที่สวีเดนและฝรั่งเศส เนื่องจากเพื่อนร่วมงานจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ที่นั่น ก่อนจะเกิดการปิดเมือง ผมเคยมีความรู้สึกต่อพวกเขาว่า “เฮ่อ พวกนาย พวกเราต้องขอโทษพวกนายด้วยนะ” แต่พอมาถึงทุกวันนี้ ที่ฝรั่งเศสก็เกิดการปิดเมือง ที่สเปนก็ปิดเมือง ออสเตรียก็ปิดเมือง เยอรมนีก็ปิดเมืองเหมือนกัน

การต้องเริ่มกักตัวเป็นกลุ่มแรกๆ ก่อนหน้าคนอื่นๆ ถือเป็นประสบการณ์แปลกประหลาด

คุณจะมองไม่เห็นตัวตนแบบเดิมของตนเองอีกต่อไป

แต่ขณะเดียวกัน สำนึกความรับผิดชอบในเชิงจริยธรรม และสำนึกว่าด้วยชุมชนและส่วนรวมก็จะกระตุ้นให้คุณเข้าใจว่าคุณจำเป็นต้องแยกตัวจากคนอื่น

ฤดูใบไม้ผลิกำลังเบ่งบาน ผมใช้ชีวิตอยู่ในห้องรับแขกและเฝ้ามองโลกภายนอกผ่านหน้าต่างบานใหญ่

ผมโชคดีที่ตัวเองมีบ้านและห้องขนาดใหญ่โต ผมมองเห็นแสงสว่างสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่าง ผมมองเห็นดอกไม้ใบหญ้ากำลังผลิบาน โดยปกติในฤดูกาลเช่นนี้ คุณต้องเริ่มออกไปเดินเหินข้างนอก ไปสัมผัสกับธรรมชาติ และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมสังคม

แต่เวลานี้ ทั้งเมืองกลับรกร้างว่างเปล่า ผมมองเห็นสถานการณ์เช่นนั้นจากหน้าต่างในห้องรับแขก

พวกคุณต่างเข้าใจตรงกันว่าจะต้องมีความพยายามอย่างยิ่งยวด เพื่อรับประกันว่ามาตรการป้องกันการแพร่ระบาดที่เข้มข้นทั้งหลายจะไม่ข่มขู่คุกคามเราจนสติกระเจิดกระเจิง

พวกเราทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อรับประกันว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรื่น ปราศจากความยุ่งเหยิงปั่นป่วนวุ่นวาย

นี่คือสิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง เพราะมันอาจช่วยให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง ผ่านการมีประสบการณ์ร่วมกันกับคนอื่นๆ ในอิตาลี ซึ่งล้วนดำรงชีวิตอยู่ในเมืองที่ถูกปิดเช่นกัน

และทุกคนทั่วโลกก็กำลังจะก้าวเดินตามรอยเรา ผมเพิ่งได้รับอีเมลจากเพื่อนๆ ที่นิวยอร์กว่าร้านรวงที่นั่นได้ยุติการให้บริการ โรงภาพยนตร์ก็ถูกปิด เช่นเดียวกับพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ผมได้เห็นภาพถ่ายของเมืองต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมีลักษณะไม่ต่างจากเมืองในอิตาลี

ตามมุมมองส่วนตัวของผม พวกเราราวกับกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกดิสโทเปียแห่งอนาคต เหมือนในหนังเรื่อง The Man Who Fell to Earth (กำกับฯ โดยนิโคลัส โร้ก), คล้ายกับหนังเรื่อง The Omega Man (กำกับฯ โดยบอริส ซากาล) หรือในตอนจบของภาพยนตร์ยิ่งใหญ่เรื่อง In the Mouth of Madness โดยจอห์น คาร์เพนเตอร์

ในแต่ละวัน ผมจะออกนอกบ้านแค่ครั้งเดียวเพื่อไปซื้อหนังสือพิมพ์ ผมไปชมภาพยนตร์เรื่อง The Invisible Man ที่ปารีส เมื่อ 10 หรือ 12 วันก่อน ดังนั้น นั่นจึงเป็นภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ผมตีตั๋วเข้าไปดูในโรงหนัง ผมไปใช้บริการร้านอาหาร ไม่ในวันที่ 3 ก็ 5 มีนาคม นั่นคือการรับประทานอาหารค่ำในภัตตาคารมื้อล่าสุดของผม

ผมได้อ่านหนังสือที่งดงามของศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศผู้ปราดเปรื่องชื่อโมฮาเหม็ด มาห์มูด อูลด์ โมฮาเมดู หนังสือที่ยิ่งใหญ่มากๆ เล่มนั้นคือ A Theory of ISIS : Political Violence and the Transformation of the Global Order (ทฤษฎีว่าด้วยกลุ่มไอซิส : ความรุนแรงทางการเมืองและการเปลี่ยนรูปของระเบียบโลก)

ผมยังได้ดูภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง ในที่สุดผมก็ได้ชมหนังเรื่อง Waves ที่นำแสดงโดยเคลวิน แฮร์ริสัน จูเนียร์ สำหรับผม เขาคือหนึ่งในนักแสดงที่เฉลียวฉลาดที่สุดของวงการภาพยนตร์ยุคปัจจุบัน ผมชอบเขามากๆ และมันก็เป็นช่วงเวลาน่ามหัศจรรย์ ที่ได้พบเห็นอีกหนึ่งบทบาทใหม่ของเขา

นอกจากนี้ ผมยังวางแผนที่จะนั่งดูภาพยนตร์ทุกเรื่องของสุดยอดผู้กำกับฯ ชาวไต้หวัน เอ็ดเวิร์ด หยาง

มันเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งประชาชนและบรรดาผู้นำต้องทำความเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของคนอิตาเลียนหรือคนจีน สิ่งที่เราเผชิญหน้าคือภาวะการระบาดใหญ่ ซึ่งจะมีความหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นทั่วโลก

มณฑลหูเป่ยของจีนประสบปัญหานี้สองเดือนก่อนหน้าเรา ต่อด้วยเกาหลี, ญี่ปุ่น, อิหร่าน, อิตาลี แล้วเชื้อโรคก็แพร่กระจายไปทั่วทุกหนแห่ง สภาวะเลวร้ายที่สุดที่สามารถจะเกิดขึ้นได้คือ การบอกปัดปฏิเสธ, การตัดสินใจผิดพลาด หรือความใจเย็นเกินไป

พวกเราต้องทำความเข้าใจว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกๆ แห่ง และทุกๆ คนล้วนต้องการความเอาใจใส่ ผมทราบดีว่าพวกเราทั้งหมดทุกคนต่างมีความเสี่ยงดุจเดียวกัน อย่างปราศจากข้อยกเว้น

เมื่อวานนี้ โจ ไบเดน ได้กล่าวขึ้นระหว่างที่เขากำลังดีเบตกับเบอร์นี แซนเดอร์ส ว่าโดยพื้นฐานแล้ว ระบบสาธารณสุขแห่งชาตินั้นไม่เหมาะสมกับสหรัฐอเมริกา โดยเขาได้อ้างอิงถึงความล้มเหลวของระบบแบบเดียวกันในอิตาลี

แต่แซนเดอร์สโต้แย้งว่าสหรัฐจำเป็นต้องมีระบบหลักประกันสุขภาพสาธารณะ เพราะระบบสาธารณสุขของประเทศในปัจจุบันนั้นกลายเป็นเพียงเรื่องผลกำไรของกิจการเอกชน

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเลวร้ายมาก ที่คนซึ่งประกาศตัวลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงอันผิดพลาดอย่างรุนแรง

ตรงกันข้าม เราต้องขอบคุณต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของอิตาลี ซึ่งช่วยรักษาชีวิตผู้คนและพยายามจัดการกับสถานการณ์แพร่ระบาดที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสแทนที่จะถูกเพิกเฉย

ส่วนประชาชนที่ไม่มีเงินซื้อประกันสุขภาพของเอกชนก็สามารถเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการใดๆ

ตลอด 25 ปีหลัง ปัญหาร้ายแรงที่ลัทธิเสรีนิยมก่อขึ้นทั่วโลกก็คือการปล่อยให้บริการสาธารณะที่สำคัญมากๆ เช่น ระบบสาธารณสุขแห่งชาติ ตกไปอยู่ภายใต้เงื้อมมือการบริหารแบบเอกชน

ผมไม่อยากทำนายถึงปัญหาลักษณะเดียวกันที่จะเกิดขึ้นในอเมริกา แต่ผมก็มองเห็นภาพรางๆ ของความอ่อนแอเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้คนที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ซึ่งจะต้องเผชิญหน้ากับช่วงเวลาอันยากลำบาก และหากพูดให้เบาที่สุด การตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลก็ดำเนินไปอย่างกะปริบกะปรอยสิ้นดี

บางทีสถานการณ์การแพร่ระบาดอาจปลุกให้พวกเขาตื่นขึ้น ผมหวังว่าผู้คนทั้งหลายจะเริ่มตระหนักว่าวิถีการกระจายตัวของเชื้อไวรัสนั้นช่วยกระตุ้นเร้าให้เราทุกคนได้ทำหน้าที่ของตนเองและครุ่นคิด

นี่คือศักยภาพของศัตรูที่พวกเรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

สุดท้าย ถ้ามีใครถามว่าผมกลัวไหม? ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะให้คำตอบอย่างไรดี ขอสารภาพด้วยความสัตย์จริงว่าผมคงจะรู้สึกกลัวมากขึ้นถ้าตนเองแก่ตัวมากกว่านี้

อย่างไรก็ดี ผมกลับรู้สึกหวาดวิตกแทนผู้คนที่ผมรักมากกว่า

ที่มาเนื้อหา https://www.vulture.com/2020/03/what-luca-guadagnino-is-reading-thinking-about-in-lockdown.html

บทความก่อนหน้านี้จิตรกรโพสต์โมเดิร์น กับภาพวาดอันน่าพิศวงในโลกภาพยนตร์
บทความถัดไปสว.เสียงแตก ปมสละเงินเดือนช่วยโควิด บางคนบอกเงินไม่เยอะ แถมยังมีภาระมาก