อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : “โควิด-19” ฝันร้ายกลืนกิน

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์

ฝันร้าย

สื่อมวลชนจำนวนมากเผยแพร่ข่าวออกมาว่า โรคแพร่ระบาดใหม่โคโรนาไวรัส (Coronavirus) กำลังเป็นเหตุทางการเมือง

กระทบต่อผู้มีอำนาจทางการเมืองบางคน

 

อัสดงประเทศ

ตอนนี้นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายบอริส จอห์นสัน (Boris Johnson) ได้ “ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน” ด้านการสาธารณสุขของประเทศ ในเวลาเดียวกัน เวลาของดำเนินการเรื่อง Brexit ครั้งใหม่ก็มาจดจ่ออยู่ที่วันที่ 1 กรกฎาคม 2020 ซึ่งมีความสำคัญต่ออังกฤษอย่างมาก ทั้งนี้ ข้อตกลงเบร็กซิทจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรป (EU) กับอังกฤษที่จะเลี่ยงจุดหักเหทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายได้

ถ้าไม่มีการเจรจาสำเร็จอะไรเลยหรือไม่มีข้อตกลงทางการด้านการค้าหรือภาคเศรษฐกิจสำคัญอะไรเลย อังกฤษจะยังคงอยู่ภายใต้กติกาของอียูและต้องจ่ายเงินเพื่อสิทธิประโยชน์อันนี้ แต่อังกฤษจะไม่มีที่นั่งสำคัญในการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ อันเป็นที่ประชุมสำคัญของอียู

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง การเป็นสมาชิกอียูยังมีความสำคัญต่ออังกฤษอยู่ แต่อังกฤษไม่มีอิทธิพลอะไรเลยต่อนโยบายอียู

 

แล้วโคโรนาไวรัสมาเยือนอัสดงประเทศ

ในขณะที่การเจรจาเรื่องเบร็กซิทยังไม่จบสิ้น มหันตภัยโรคโคโรนาไวรัสก็มาเยือนอัสดงประเทศหรือมาถึงชาติยุโรปทั้งทวีป ซึ่งมหันตภัยดังกล่าวจะก่อผลมากไปกว่าผลกระทบทางด้านสาธารณสุขของประเทศต่างๆ แต่มหันตภัยจะโจมตีหัวใจของระบบเศรษฐกิจเลยทีเดียว

ขณะนี้ประเทศอังกฤษกำลังเกิด “ความตื่นตระหนก” (panic) ที่กำลังนำไปสู่ภาวะการขาดแคลนสินค้าเครื่องใช้ภายในบ้าน โดยเฉพาะ “กระดาษชำระ” จากรายงานของ Confederation of Paper Industries อังกฤษนำเข้า 60% ของวัสดุที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์ทิชชูจากอียู และจำนวนกว่า 55% ผลิตภัณฑ์นั้นนำไปใช้ผลิต “กระดาษชำระ”

มีผู้ใหญ่บางท่านให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ว่า ฝรั่งเขาตื่นตระหนกเรื่องกระดาษชำระมาก เพราะวัฒนธรรมการล้างก้นของเขาต้องใช้กระดาษชำระ แต่ของคนไทยเรามีวัฒนธรรมอื่นๆ อีกมากมาย คนไทยจึงไม่ต้องกักตุนกระดาษชำระ

นี่เป็นความรู้ใหม่อย่างหนึ่งของผมเลยทีเดียวครับ

กลายเป็นว่า กระดาษชำระขาดแคลนสัมพันธ์อย่างมีเหตุมีผลต่อการเจรจาระหว่างอังกฤษและอียูเรื่องการอยู่หรือออกจากเบร็กซิทของอังกฤษ แล้วโรคระบาดใหม่มหากาฬของโรคก็ช่วยมาซ้ำเติมอังกฤษ จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษถึงกับฝันร้าย

มิหนำซ้ำ ช่วงที่เกิดโรคระบาดใหม่นี้ นายกรัฐมนตรีจอห์นสันได้รับคำแนะนำต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงทางการแพทย์ ซึ่งที่ปรึกษาระดับสูงที่สุดของนายกรัฐมนตรีชื่อ Dominic Cummings เป็นผู้จัดหามา

ทว่า โดมินิก คัมมิงส์ ถูกครอบงำโดยนักวิทยาศาสตร์ ข้อมูลและตัวอย่างมากมาย นั่นหมายความว่า ทางการอังกฤษอาจต้องระมัดระวังข้อเสนอแนะที่เจือปนกับอคติพร้อมกันไปด้วย

ที่น่าสนใจคือ โดมินิก คัมมิงส์ ท่านนี้ยังเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่นายกรัฐมนตรีจอห์นสันเรื่องเบร็กซิทอีกด้วย ซึ่งเขามีจุดยืนชัดเจนว่า อังกฤษจะไม่ต่ออายุเป็นสมาชิกเบร็กซิทอีกต่อไปไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม

เป็นที่คาดการณ์ได้แล้วว่าเมื่อเกิดโรคระบาดใหม่โคโรนาไวรัสเข้าโจมตีอังกฤษและอัสดงประเทศใดๆ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) จะเกิดขึ้นตามมา ท่ามกลางปัญหาการเมืองภายใน (domestic politics) ต่อการอยู่หรือออกจากเบร็กซิทของอังกฤษภายใต้นายกรัฐมนตรีจอห์สันย่อมเป็นปัญหาด้วย

สำหรับนายกรัฐมนตรีจอห์นสันเองเขากำลังต่อสู้กับลัทธิอาณานิคมสหภาพยุโรป (EU Colonialism) พร้อมกับการเมืองภายในของเรื่องนโยบายสาธารณสุขอังกฤษ ทั้งสองประเด็นนี้เขาอาจใช้เป็นประเด็นต่อรองเพื่อยืดเวลาสู่การเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษในปี 2024

การจัดการโคโรนาไวรัสไม่ได้ง่ายๆ แต่จะช่วยให้นายกรัฐมนตรีท่านนี้เน้นการจัดการที่ต้องเน้นเรื่องจิตใจมากกว่าผลทางการเมืองและการหาหนทางประนีประนอมต่อแรงกดดันของประชาชนที่ตื่นตระหนกกับพิบัติภัยทั้งโรคระบาด การขาดแคลนอาหารอย่างฉับพลัน เศรษฐกิจถดถอย การตกงานและการว่างงานจำนวนมาก แต่ประเด็นโรคระบาดใหม่โคโรนาไวรัสอาจช่วยโยกย้ายแรงกดดันจากนักการเมืองต่อการเมืองภายในของอังกฤษที่กดดันต่อตัวผู้นำท่านนี้อีกทางหนึ่งด้วย

รวมทั้งโรคระบาดใหม่โคโรนาไวรัสอาจเป็นโอกาสและเป็นทางออกของตัวนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่ต้องการยืดเวลาการต่ออายุการเป็นสมาชิกเบร็กซิทของอังกฤษต่อไปก็ได้

เราอาจมองเห็นความเจ็บปวดทางการเมืองระยะสั้นคือ ราคาที่มีค่าเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยงในระยะปานกลางของการตัดสินใจทางการเมืองและนโยบายสาธารณสุขและนโยบายอื่นๆ ที่มากกว่าเรื่องโรคภัยไข้เจ็บของคนอังกฤษ รวมทั้งผลต่างๆ นานาของการเป็นสมาชิกหรือไม่เป็นต่อเบร็กซิทของชาวอังกฤษ

ด้านหนึ่ง นี่เป็นฝันร้ายของผู้นำอังกฤษเลยทีเดียว แล้วประเทศซีกอุษาประเทศล่ะ?

 

อุษาประเทศ

ขณะที่เขียนบทความอยู่นี้ วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2020 อุษาประเทศรัฐบาลท่านยังไม่มีท่าทีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแต่ประการใด ทั้งๆ ที่มีคนไทยกลับจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งโคโรนาไวรัสมาแล้ว

ทั้งๆ ที่เรามีผีน้อยสมัครใจกลับบ้านเกิดและยินยอมกักตัวเองทั้งที่แหล่งพักพิงที่รัฐท่านจัดเอาไว้และที่บ้านของตัวเอง

ที่สำคัญรัฐท่านไม่ได้เข้าใจสัญญาณใดๆ จากหน้ากากอนามัยหายไปไหน หน้ากากอนามัยส่งออกไปนานาประเทศทั้งๆ ที่หน้ากากอนามัยขาดแคลนภายในประเทศจนกระทั่งหมอและบุคลากรทางการแพทย์หาหน้ากากอนามัยใช้ไม่ได้

สตอรี่หน้ากากอนามัยมิได้แจ้งให้รัฐท่านทราบความฉุกเฉินใดๆ เลยหรือ

เสียงเรียกร้องการปิดประเทศร้องระงมไปทั่วและทั่วประเทศมานานแล้ว

แต่รัฐท่านก็นิ่งเงียบโดยไร้เหตุผลใดๆ พร้อมๆ กับมีทั้งนักท่องเที่ยวจากต่างแดนเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยเหตุผลต่างๆ นานาตลอดเวลา

ที่แน่ๆ นักท่องเที่ยวเหล่านั้นมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงทั้งสิ้น ทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส สเปนอีกด้วย

รัฐท่านอาจมองในภาพใหญ่ท่านห่วงใหญ่คนรากหญ้าจะไม่มีงานทำเพราะคนจำนวนมากเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่รัฐท่านผลักดันเป็นอุตสาหกรรมแห่งชาติมากว่าทศวรรษ ท่านจึงยังคงต้อนรับผู้คนจากต่างประเทศด้วยดี แม้นานาประเทศเขาสั่งปิดประเทศกันหมดแล้ว

หรือเป็นเพราะจำนวนผู้ป่วยโคโรนาไวรัสในไทยยังมีจำนวนน้อย รัฐท่านก็เลยชูการเปิดประเทศให้ยาวนานต่อไปให้สมกับเราเป็นสยามเมืองยิ้ม ยิ้มได้เมื่อภัยมา ภัยประเภทไหนคนไทยก็ยิ้ม ยิ้มและยิ้มสวย

แต่หากใครติดตามข่าวอยู่บ้าง ประเทศนิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรีหญิงท่านสั่งปิดประเทศทั้งๆ ที่มีผู้ได้รับเชื้อโคโรนาไวรัสเพียง 6 คนเท่านั้นเอง

ตอนนี้ ท่านคงซ้อมสถานการณ์ฉุกเฉินในบ้านเรา เขาเพิ่งประกาศตั้งคณะทำงานจัดการปัญหาโรคระบาดใหญ่โควิด-19 หรือชื่ออะไรที่แสนยาวทำนองนี้ คณะทำงานนี้น่าชื่นชมมาก ท่านทำงาน 24 ชั่วโมง องค์ประกอบหลักคือ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีสาธารณสุข รัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง

ผมไม่เห็นความแตกต่างระหว่างคณะรัฐมนตรีกับคณะทำงานชุดนี้ นอกจากคณะทำงานชุดนี้ทำงาน 24 ชั่วโมง

ฝันร้ายครับ แต่เป็นฝันร้ายของปวงชนชาวไทย

ฝันร้าย

บทความก่อนหน้านี้ต่างประเทศอินโดจีน : สาธารณสุขอินโดฯ กำลังล่ม
บทความถัดไปฉัตรสุมาลย์ : เยี่ยนเยือนอานันท์กุฏิวิหาร