บทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ /สุดท้ายก็ต้องใช้อำนาจ ‘เผด็จการ’ ปราบไวรัสโควิด-19

นงนุช สิงหเดชะ

บทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ

 

สุดท้ายก็ต้องใช้อำนาจ ‘เผด็จการ’

ปราบไวรัสโควิด-19

 

ยังไม่มีใครบอกได้ชัดว่าสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสมหากาฬ โควิด-19 จะไปถึงระดับไหน นอกจากรอนับจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในแต่ละวันทั่วโลก

อย่างที่ทราบกัน ศูนย์กลางแพร่ระบาดที่หนักหน่วงย้ายจากจีนไปยุโรปและอเมริกา โดย ณ ขณะเขียนต้นฉบับอยู่นี้อิตาลียังคงครองอันดับ 2 รองจากจีนในแง่จำนวนผู้ติดเชื้อ แต่ครองอันดับ 1 ในแง่จำนวนผู้เสียชีวิต เพราะเสียชีวิตเกิน 7,000 รายไปแล้ว ในขณะที่จีนเสียชีวิต 3,200 กว่าและจีนเกือบจะคุมสถานการณ์ได้อยู่หมัดแล้ว

ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีประสิทธิภาพดีสุดในโลกในแง่การป้องกันและควบคุมโรคระบาด กลับมีจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งพรวดไปอยู่อันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและอิตาลี จากเดิมอันดับ 3 คืออิหร่าน ส่วนอิหร่านตกไปอยู่อันดับ 6 โดยที่สเปนและเยอรมนีก็แซงอิหร่านขึ้นมาเช่นกัน

ส่วนประเทศไทย จากที่เคยตกไปอยู่อันดับ 37 ในแง่จำนวนผู้ติดเชื้อก็ขยับอันดับขึ้นมาที่ 29 หลังจากสถานการณ์พลิกผันอย่างรวดเร็ว เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคมเป็นต้นมาเพิ่มขึ้นวันละหลักร้อย

ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เมื่อใดก็ตามที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยต่อวัน การแพร่ระบาดจะทวีคูณอย่างรวดเร็วไปเรื่อยๆ หากไม่มีมาตรการเด็ดขาดรับมือ สุดท้ายจะเดินรอยตามอิตาลี

 

ยุโรปหลายประเทศใช้มาตรการเด็ดขาดด้วยการปิดประเทศ ซึ่งเป็นมาตรการเข้มสูงสุด

ส่วนอเมริกา นอกจากต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศแล้ว บางรัฐที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงทั้งแคลิฟอร์เนีย และนิวยอร์ก ต้องใช้อำนาจเด็ดขาด “ล็อกดาวน์” สั่งห้ามประชาชนออกจากบ้าน

ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องนำกฎหมายความมั่นคงมาใช้เพื่อรับมือไวรัสมรณะที่กลายเป็นศัตรูตัวฉกาจรูปแบบใหม่ที่สหรัฐไม่เคยเจอมาก่อน นั่นก็คือกฎหมาย Defense Production Act ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นช่วงสงครามเกาหลี

กฎหมายนี้ (ว่าไปแล้วก็คือ กม.เผด็จการ) ให้อำนาจรัฐบาลสั่งบริษัทเอกชนบางแห่งยกเลิกการผลิตสินค้าอื่นๆ แล้วหันมาทุ่มเทกำลังการผลิตให้กับอุปกรณ์ เครื่องใช้จำเป็นเพื่อตอบรับสถานการณ์เฉพาะหน้าในยามวิกฤต

ในที่นี้ก็คือการผลิตอุปกรณ์จำเป็นทางการแพทย์ เช่น ถุงมือ ชุดป้องกันเชื้อโรค หน้ากากอนามัย เป็นต้น

ตามมาด้วยการสั่งให้ National Guard ซึ่งเป็นหน่วยทหารสำรอง นำกำลังออกมาช่วยต่อสู้และควบคุมโรคระบาด

โดยทรัมป์ย้ำว่านี่ไม่ใช่การประกาศกฎอัยการศึก แต่ยอมรับว่าประเทศกำลังอยู่ใน “ภาวะสงคราม”

 

อเมริกาเป็นประเทศแรกที่สั่งแบนคนจีนทั้งหมดและทุกสัญชาติที่เดินทางมาจากจีนเข้าประเทศโดยเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม ในช่วงนี้อเมริกายังมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพียงหลักสิบ โดยที่ขณะนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งโด่งในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก่อนสถานการณ์จะพลิกกลับในเดือนมีนาคม ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอเมริกาไต่ขึ้นสู่หลักร้อย หลักพัน และหลักหลายหมื่น

ผู้เชี่ยวชาญเตือนก่อนหน้านี้แล้วว่าศักยภาพการตรวจวินิจฉัยของสหรัฐไม่ดีพอ เพราะเมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ จะพบว่าในตอนที่เกาหลีใต้ตรวจวินิจฉัยประชาชนไปได้แล้ว 35,000 คน (และพบผู้ติดเชื้อขณะนั้น 900 คน) นั้น สหรัฐตรวจวินิจฉัยประชาชนของตัวเองได้เพียง 500 คน ดังนั้น เป็นไปได้ว่าในสหรัฐเวลานั้นมีผู้ติดเชื้ออีกมาก เพียงแต่ตรวจไม่พบเพราะตรวจน้อย

เมื่อการระบาดเริ่มมากขึ้นแล้ว ความเป็นประเทศประชาธิปไตยและเสรีภาพในชาติตะวันตก ก็อาจมีส่วนทำให้ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการที่จะปฏิบัติตัวให้ปลอดภัย

ส่วนรัฐบาลเองก็ยังไม่กล้าที่จะออกคำสั่งในลักษณะที่จะลิดรอนเสรีภาพการเคลื่อนที่ของประชาชน ต้องปล่อยให้สถานการณ์ไปสู่ “เห็นโลงศพจึงหลั่งน้ำตา”

อันเป็นจุดที่สร้างความชอบธรรมแก่รัฐในการจำกัดเสรีภาพ

 

กรณีของอังกฤษ เดิมนั้นนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน มีแนวคิดจะใช้การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ หรือ herd immunity ซึ่งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า เมื่อปล่อยให้ประชากรราว 60% ติดเชื้อแล้วการระบาดก็จะลดหรือหายไปเอง เพราะว่าคนส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานแล้ว

ไม่แน่ใจว่าผู้นำอังกฤษศรัทธาในวิธีนี้จริงๆ หรือเอือมระอาประชาชนที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือกันแน่

แต่ที่แน่ๆ ถูกด่าเพราะวิธีนี้ไม่คุ้ม เนื่องจากจะทำให้ประชาชนเสียชีวิตสูงมาก

ผู้นำอังกฤษจึงหันมาใช้วิธีปกติ คือใช้กฎหมายบังคับ ล่าสุดเพิ่มความเข้มข้นขึ้น ด้วยการสั่งห้ามประชาชนออกนอกบ้านเป็นเวลา 3 สัปดาห์ สั่งปิดทุกอย่างที่ไม่จำเป็น ห้ามชุมนุมเกิน 2 คน ใครฝ่าฝืนโดนปรับหรือถูกสลายการชุมนุม

มาตรการนี้มีขึ้นหลังจากเห็นว่าการขอร้องให้คนเพิ่มระยะห่างทางสังคมไม่ได้ผล ผู้คนยังใช้ชีวิตสนุกสนานสังสรรค์เฮฮาตามปกติ

 

กล่าวได้ว่า การปิดเมือง ปิดประเทศที่อเมริกาและชาติยุโรปทั้งหมด ใช้รับมือไวรัสครั้งนี้ ก็คือวิธีลอกเลียนแบบจีนนั่นเอง เพราะประจักษ์แล้วว่าได้ผลดี ซึ่งในตอนแรกไม่มีใครคิดว่าจะมีประเทศประชาธิปไตยไหนจะทำได้แบบจีนที่จะมาสั่งกักประชาชนให้อยู่แต่ในบ้านเพียงเพราะเรื่องไวรัส เพราะจะถูกโวยวายว่าละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

การระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสในแต่ละประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถของรัฐบาลที่ไม่เข้มแข็งหรือดำเนินการเชิงรุกเพียงพอ อีกส่วนหนึ่งมาจากจิตสำนึกของประชาชน อย่างกรณีประเทศไทยนั้น ตอนแรกๆ โจมตีรัฐบาลว่าไม่แบนคนจีนเพราะเห็นแก่รายได้ท่องเที่ยว ทั้งที่นักท่องเที่ยวจีนหายไปเกือบหมดโดยอัตโนมัติอยู่แล้วหลังจากรัฐบาลของเขาสั่งห้ามกรุ๊ปทัวร์เดินทางออกนอกประเทศ

กรณีของสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ที่แบนจีนทั้งหมดก่อนใคร ก็พิสูจน์ว่าไม่ได้ผล เพราะเวลานั้นจำนวนผู้ติดเชื้อในสิงคโปร์เร่งตัวมากกว่าไทยและแซงไทยไปแล้ว

การแบนแค่คนจีนไม่ได้ผลแน่ๆ เพราะเชื้อโรคไม่เลือกสัญชาติ มันเข้าไปฝังตัวอยู่ในทุกสัญชาติ แม้แต่คนไทยเองที่กลับจากต่างประเทศก็คือตัวแพร่เชื้อ

ที่เมืองไทย มีการโจมตีรัฐบาลอย่างอึกทึกผ่านตัวย่อ “ผนงรจตกม” (ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด) ในงานฟุตบอลประเพณีของสองมหาวิทยาลัยดังช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่เวลานั้นไทยมีผู้ติดเชื้อ 30 กว่าคน มากเป็นอันดับ 3 รองจากจีน

นักศึกษาและผู้ไปชุมนุมในงานวันนั้นในจำนวนมาก ทั้งผู้ถือป้าย “ผนงรจตกม” และผู้นั่งชม ตำหนิว่าผู้นำ (รัฐบาล) โง่ แต่อาจลืมคิดไปว่าการชุมนุมคนจำนวนมากๆ แบบนั้นคือการสร้างความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส ก็เลยเกิดคำถามว่า ผู้นำรัฐบาลโง่ฝ่ายเดียวหรืออย่างไร เพราะตอนนั้นภาครัฐขอความร่วมมือแล้วให้หลีกเลี่ยงการรวมตัวคราวละมากๆ

สภาพดังกล่าวสะท้อนว่าคนจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ตระหนักว่าการควบคุมโรคระบาดนี้ ประชาชนมีหน้าที่ต้องร่วมมือด้วยจึงจะสำเร็จ

 

ส่วนพวกการเมืองขึ้นสมองบางกลุ่ม ก็มาดักคอรัฐบาลในตอนนั้นว่าอย่าฉวยโอกาสเอาเรื่องโควิด-19 มาห้ามนักศึกษาจัดชุมนุมแฟลชม็อบ ที่ออกมาไล่รัฐบาลเพราะไม่พอใจที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ แม้แต่ตอนที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พวกนี้ก็ยังออกมาค้าน อ้างว่าจำกัดเสรีภาพ พวกนี้มีวิธีคิดที่แปลกปนโง่และเห็นแก่ตัว คือห่วงเสรีภาพตัวเองมากกว่าชีวิตคนอื่นหรือคนส่วนใหญ่

บางทีอาจลืมคิดไปว่า ถ้าไม่รักษาชีวิตเอาไว้ ก็ไม่มีเสรีภาพให้ใช้ และคนส่วนใหญ่คงไม่คิดจะสละชีวิตให้กับเชื้อโรคเพื่อแลกกับเสรีภาพ เพราะว่าเสรีภาพมาทีหลังชีวิต

เขาถึงว่า บางทีเสรีภาพโง่ๆ กับประชาธิปไตยโง่ๆ มันจะพาเราไปสู่หายนะ

เรื่องนี้บางทีสอนให้รู้ว่า ที่ไหนเสรีภาพระบาดเยอะ ไวรัสก็ระบาดเร็ว และสุดท้ายหนีไม่พ้นที่รัฐต้องใช้กฎหมายเผด็จการมาจำกัดเสรีภาพประชาชน เพื่อจำกัดและกำจัดเชื้อโรคร้าย

บทความก่อนหน้านี้นายกฯ เข้าทำเนียบประเมินโควิดหลังประกาศใช้เคอร์ฟิว
บทความถัดไป“ธนกร” สวนกลับ “การุณ” ฟังไม่ได้ศัพท์ ปัดตีกิน ป้อง “ประยุทธ์” ทำงานหนัก