สุจิตต์ วงษ์เทศ /ไม่มาจากอินเดีย นาฏศิลป์ และดนตรีไทยเดิม

สุจิตต์ วงษ์เทศ
โขน, ละคร, ลิเก, หมอลำ, เพลงลูกทุ่ง และการแสดงอื่นๆ มีความเป็นมาแยกไม่ได้จากอำนาจการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งในไทย ในอุษาคเนย์ และในโลก ความรู้กระแสหลักครอบงำมานานมาก ว่าโขนละคร หรือนาฏศิลป์และดนตรีของไทย ล้วนได้แบบแผนจากอินเดีย แต่หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดียืนยันตรงข้าม คือไม่อินเดีย รวมทั้งไม่อัลไต, ไม่น่านเจ้า และไม่แห่งแรกที่กรุงสุโขทัย โขน, ละคร, ลิเก, หมอลำ, เพลงลูกทุ่ง มาจากไหน? หนังสือเล่มใหม่ ของสำนักพิมพ์นาตาแฮก ราคา 400 บาท กำลังพิมพ์ (ใกล้เสร็จเป็นเล่ม) สั่งจองล่วงหน้าได้แล้ว ที่ www.facebook.com/ ituibooks หรือโทรศัพท์ 08-8919-4516

สุจิตต์ วงษ์เทศ

ไม่มาจากอินเดีย

นาฏศิลป์ และดนตรีไทยเดิม

 

“โขน, ละคร, ปี่พาทย์ หรือนาฏศิลป์และดนตรีของไทยล้วนรับจากอินเดีย” เป็นข้อมูลความรู้กระแสหลักที่สังคมไทยถูกปลูกฝังครอบงำให้เชื่ออย่างจำนนเนิ่นนานมากกว่า 100 ปีมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ต้องทบทวนทั้งหมดเพราะหลักฐานที่พบใหม่ “ไม่อินเดีย”

นาฏศิลป์และดนตรีไทยมีกำเนิดที่กรุงสุโขทัย เพราะคนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่เทือกเขาอัลไต และเป็นเจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า แต่ถูกจีนรุกรานต้องถอยร่นลงทางใต้เข้าสู่ดินแดนไทยปัจจุบัน แล้วสร้างกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก เรื่องเหล่านี้ต้องทบทวนทั้งหมด เพราะหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่พบใหม่ล้วนระบุชัดเจนว่า “ไม่อัลไต”, “ไม่น่านเจ้า” และ “ไม่แห่งแรกที่กรุงสุโขทัย”

 

ไม่อินเดีย

ไม่อินเดีย หมายถึง โขน, ละคร, ปี่พาทย์ หรือนาฏศิลป์และดนตรีของไทย ไม่รับทั้งหมดจากอินเดีย เพราะก่อนมีการติดต่อรับวัฒนธรรมอินเดียบรรดาบ้านเมืองในอุษาคเนย์ มีวัฒนธรรมเป็นของตนเองอย่างมีแบบแผนก้าวหน้าอยู่ก่อนนานแล้ว ทั้งฟ้อนเต้นเล่นระบำ, ร้องรำทำเพลง, ดีดสีตีเป่า ฯลฯ

ครั้นสมัยหลังมีการติดต่อค้าขายกันจึงเลือกรับบางส่วนเท่าที่จำเป็น เช่น นาฏศิลป์รับวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์เรื่องรามายณะจากทมิฬในอินเดียใต้มาเรียกรามเกียรติ์ แต่ไม่รับแบบแผนร้องเล่นเต้นฟ้อน เพราะมีการละเล่นดั้งเดิมเป็นของตนอยู่แล้ว ส่วนดนตรีมีรับเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์บางชนิด ได้แก่ แตร, สังข์, บัณเฑาะว์, ตะโพน แต่ไม่รับเครื่องประโคมสำคัญ เพราะมีเป็นของตนอยู่แล้ว คือ ปี่พาทย์

แม้แต่ความเชื่อทางศาสนาก็ไม่ได้รับจากอินเดียทั้งหมด เพราะไทยและอุษาคเนย์มีความเชื่อดั้งเดิมแข็งแกร่งอยู่ก่อนหลายพันปีมาแล้วคือศาสนาผี ครั้นหลังรู้จักศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ก็เลือกรับเฉพาะส่วนที่ไม่ขัดกับหลักการของศาสนาผี ดังนั้น จึงพบประเพณียังสืบเนื่องอย่างแข็งแรงถึงปัจจุบัน ได้แก่ ทำขวัญนาคตามหลักของศาสนาผีก่อนเข้าพิธีบรรพชาในศาสนาพุทธ

ต้นเหตุว่าไทยรับนาฏศิลป์และดนตรีจากอินเดีย มาจากการตีความขยายผลแนวคิดเรื่องอาณานิคมอินเดีย หรือ Indianized States จากหนังสือที่แพร่หลายทั่วโลก ชื่อ The Indianized States of Southeast Asia ของ ศ.ยอร์ช เซเดส์ (นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส) ว่าอินเดียเป็นผู้เจริญกว่าจึงได้เข้ามาปราบปรามคนพื้นเมืองอุษาคเนย์และตั้งตนเป็นใหญ่ แล้วนำอารยธรรมอินเดียเข้ามาสร้างให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่คนพื้นเมือง ซึ่งเท่ากับสร้างอาณานิคมของอินเดียในอุษาคเนย์ หรืออุษาคเนย์เป็นอาณานิคมของอินเดีย (ทั้งนี้ โดยใช้หลักฐานจากตำนานกำเนิดรัฐฟูนันในกัมพูชา)

นักค้นคว้าและนักวิชาการทั้งไทยและนานาชาติ ต่างคัดค้านแนวคิดของ ศ.เซเดส์ ว่า อุษาคเนย์มีบ้านเมืองเจริญก้าวหน้ามากแล้วก่อนติดต่ออินเดีย ต่อมาเมื่อพวกอินเดียติดต่อค้าขายกับอุษาคเนย์ บรรดาหัวหน้าหรือผู้ปกครองบ้านเมืองเหล่านี้ก็รับพวกนักปราชญ์และผู้รู้ของอินเดียมาเป็นผู้ให้ความรู้ด้านศิลปวิทยาการ, ศาสนา และการประกอบพิธีกรรม ส่วนการรับศาสนาและศิลปวิทยาการอยู่ในลักษณะที่ผู้นำพื้นเมืองเป็นผู้เลือกสรรตามความเหมาะสมของสังคมชุมชนนั้น โดยมิได้ถูกกำหนดหรือครอบงำการชี้นำจากอินเดีย

[จากหนังสือ เหล็ก “โลหปฏิวัติ” เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว ของศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548 หน้า 11-12]

บ้านเมืองในไทยที่เติบโตก้าวหน้าก่อนการติดต่ออินเดีย มีหลักฐานโบราณคดีหลายแห่งโดยเฉพาะพบมากในภาคอีสาน แต่ที่สำคัญในภาคกลางคือเมืองอู่ทอง (อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) “ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย” อายุเก่าสุดเมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว มีคูน้ำคันดินตั้งอยู่บนตะกอนที่เกิดจากทางน้ำ (Fluvial deposit) เป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ระดับรัฐ และเก่าแก่สุดในภาคกลางของไทย ตั้งแต่ราว พ.ศ.500 ก่อนรับอารยธรรมทางศาสนาพุทธ-พราหมณ์จากอินเดีย (หรือก่อนสมัยทวารวดีหลายร้อยปี ส่วนเมืองนครปฐมมีขึ้นยุคหลังเมืองอู่ทองหลายร้อยปี)

เมืองอู่ทองเติบโตขึ้นจากชุมชนหมู่บ้านดั้งเดิมมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ต่อมาราว 2,500 ปีมาแล้ว มีเทคโนโลยีก้าวหน้ามากทางถลุงโลหะสำริด และมีการติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายทั้งทางบกและทางทะเลเลียบชายฝั่งกับจีน, เวียดนาม ฯลฯ ผู้หญิงมีบทบาทเสมอผู้ชาย และหลายอย่างผู้หญิงนำผู้ชาย เช่น เป็นหมอขวัญหมอผี หัวหน้าเผ่าพันธุ์ เป็นต้น หลักฐานเหล่านี้หักล้างแนวคิดว่าอุษาคเนย์แต่เดิมเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ต่อมาต้องตกเป็นอาณานิคมของอินเดียถึงจะพ้นจากสภาพบ้านป่าเมืองเถื่อน

[จากรายงานเรื่อง “อุษาคเนย์ และอู่ทอง สุพรรณ ไม่อาณานิคมอินเดีย หักล้าง Indianized States เจ้าอาณานิคม ของ ศ.ยอร์ช เซเดส์ นักปราชญ์ฝรั่งเศส” พิมพ์ในมติชน ฉบับประจำวันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม 2560 หน้า 13]

 

ไม่อัลไต

ไม่อัลไต หมายถึง คนไทยไม่มีถิ่นกำเนิดบริเวณเทือกเขาอัลไต เพราะไม่เคยพบหลักฐานวิชาการใดๆ สนับสนุน

อัลไตเป็นทิวเขายาวประมาณ 2,000 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่หลายประเทศ ตั้งแต่ทางเหนือสุดของจีนด้านตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งเป็นมณฑลซินเจียง แล้วต่อเนื่องถึงประเทศมองโกเลีย, ไซบีเรีย (ของรัสเซีย) และคาซัคสถาน

ต้นเหตุว่าไทยมีถิ่นกำเนิดบริเวณเทือกเขาอัลไต มาจากแนวคิดชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ว่ายิ่งใหญ่และไม่เหมือนใครในโลก รวมทั้งความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องภาษาไทยและความเป็นคนไทย

 

ไม่น่านเจ้า

ไม่น่านเจ้า หมายถึง คนไทยไม่ใช่เจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งอยู่ในดินแดนหุบเขามณฑลยูนนานทางภาคใต้ของจีน เพราะไม่เคยพบหลักฐานสนับสนุนทางโบราณคดีและอื่นๆ

ต้นเหตุว่าไทยเป็นเจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า สืบเนื่องจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องคนไทยมีแหล่งกำเนิดบริเวณเทือกเขาอัลไต ซึ่งอยู่ในจีนทางเหนือๆ เมื่อถูกรุกรานแล้วหนีลงทางใต้ๆ ก็ต้องผ่านบริเวณที่เคยเป็นอาณาจักรน่านเจ้า เลยทึกทักเป็นของคนไทย

แต่หลักฐานวิชาการรอบด้านยืนยันสอดคล้องกันว่าพื้นที่กว้างขวางของน่านเจ้าเป็นหลักแหล่งของคนพูดตระกูลภาษาหลากหลายที่ไม่ไทย ต่อมากุบไลข่านโจมตีแล้วยึดครองได้ก็กลับยกย่องเจ้านายดั้งเดิมปกครองน่านเจ้าต่อไป ไม่ขับไล่คนอพยพถอนรากถอนโคนหนีลงทางใต้

“เบ้งเฮ็ก” ที่เหมาว่าเป็นชนชาติไทยก็ไม่จริง แต่เป็นคำบอกเล่าอย่างนิทาน เพราะกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายในน่านเจ้าส่วนมากพูดตระกูลภาษาจีน-ทิเบต และอื่นๆ (ที่ไม่ไต-ไท หรือไท-กะได) แต่สำคัญที่สุดคือสมัยโน้นยังไม่เคยพบหลักฐานว่ามีกลุ่มคนเรียกตนเองว่าคนไท, คนไทย หรือชนชาติไทย ดังนั้น ทั้งหมดที่บอกเล่าแล้วคัดลอกต่อกันมาจึงเป็นเรื่องแต่งขึ้นใหม่แล้วเชื่อกันเองโดยไม่เคยพบหลักฐานสนับสนุน

ส่วน “มโหระทึก” ที่ขงเบ้งตีเป็นอุบายหลอกล่อข้าศึกให้หลงกล จึงไม่ใช่เครื่องดนตรีไทย (ตามที่เคยถูกตีขลุมจากนักค้นคว้าสมัยก่อน) แต่เป็นเครื่องตีประโคมของคนหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์

ไม่อัลไต, ไม่น่านเจ้า ผมเคยรวบรวมหลักฐานยืนยันไว้ในหนังสืออย่างน้อย 2 เล่ม คือ (1.) คนไทยไม่ได้มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2527 และ (2.) คนไทยอยู่ที่นี่ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2529 หลังจากนั้นยังมีอีกหลายเล่ม

 

 

บทความก่อนหน้านี้การศึกษา / เจาะ ‘ศูนย์นอกที่ตั้ง’ ผิด กม. โผล่ ‘อาชีวะเอกชน’ ครั้งแรก
บทความถัดไปใส่บ่าแบกหาม / พรพิมล ลิ่มเจริญ / Little Women (2019)