ฟ้า พูลวรลักษณ์ : เพื่อนของฉันบางคนแปลกใจว่าทำไมผู้ป่วยของไทยเรามีน้อย

ฟ้า พูลวรลักษณ์

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๖๔.๘)

เพื่อนของฉันบางคนแปลกใจว่าทำไมผู้ป่วยของไทยเรามีน้อย

เป็นไปได้ไหมว่า รัฐปกปิดข้อมูล

ฉันตอบว่าเป็นไปไม่ได้ การที่คุณสงสัยเช่นนี้ แสดงว่าความคิดของคุณไม่เป็นวิทยาศาสตร์ มีปัญหา

หากเป็นกรณีไม่ตั้งใจ เป็นไปได้ เช่น มีคนป่วยบางคนไม่รู้ว่าตัวเองป่วย ด้วยอาการน้อยมาก อาจไม่มีไข้ เข้าใจว่าตัวเองมีภูมิแพ้ หรืออาจปวดเมื่อยเล็กน้อย เข้าใจว่าเพราะออกกำลังมากเกินไป หรือนอนไม่พอ

สรุปคือ เพราะอาการน้อย ไม่ช้าก็หายไป จึงไม่รู้ว่าตัวเองติดไวรัส กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นได้ แต่ก็เป็นไปเช่นนี้ในทุกประเทศ

แต่การปกปิดโดยเจตนา ทำไม่ได้ ไม่ใช่มันผิดศีลธรรม แต่เพราะปกปิดไม่อยู่ และอันตรายยิ่งนัก

เช่น หากวันนี้ประเทศไทยมีคนป่วยหนึ่งพันคน แต่ปกปิดว่ามีเพียง ๓๐๐ คน ๗๐๐ คนที่เหลือจะหายไปไหน

การปกปิด ทำให้ไม่มีข้อมูลของพวกเขา ในขณะที่โรคนี้ ความจำเป็นคือทุกคนที่ป่วยจะต้องมีหมายเลขกำกับ ให้ตรวจสอบได้

หากมี ๗๐๐ คนตรวจสอบไม่ได้ พริบตาเดียวเท่านั้น โรคนี้ก็จะระบาดใหญ่ ด้วยระบบการตรวจสอบล่มสลาย

ประเทศที่พอทำได้ต้องเป็นเผด็จการสูงสุด ชนิดว่าไม่มีสื่อใดทำงานได้อย่างอิสระเลย ไม่มีแม้แต่อินเตอร์เน็ต รัฐที่พอทำได้คือเกาหลีเหนือ

แต่แม้แต่เกาหลีเหนือเอง หากเขาปกปิด เช่น วันนี้มีคนป่วยหนึ่งร้อยคน แต่บอกว่าไม่มีเลย อาจพอปกปิดได้

แต่วันใดที่โรคระบาดจนมีคนป่วยเป็นพัน เป็นหมื่น แม้แต่เกาหลีเหนือก็ปกปิดไม่อยู่ ไม่ช้าข่าวโรคระบาดจะต้องรั่วไหลออกมา และจะอับอายชาวโลกอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

จากวันที่ไม่มีคนป่วยเลย พริบตาเดียว มันกระโดดไปเป็นมีคนป่วยเป็นพัน เป็นหมื่น

๒ผลงานในการจัดการเรื่องหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ รัฐบาลชุดนี้ทำได้แย่มากอย่างเหลือเชื่อ เรียกว่าหากคะแนนเต็มสิบ พวกเขาจะได้แค่หนึ่งคะแนนเท่านั้น

เกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกเขาจึงไร้สมรรถภาพถึงขั้นนี้ได้

หากคณะรัฐมนตรี แค่เดินออกมาตามถนน สมมุติตัวเองเป็นประชาชนคนหนึ่ง แล้วหาซื้อหน้ากากอนามัย ก็จะพบว่าหาไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเดินไปร้านไหน เพียงเท่านี้ก็จะรู้ปัญหาของคนไทย

ต้นเหตุคือรัฐไม่ควรไปควบคุมราคา ด้วยเพราะทำไปก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่ทำให้สินค้าหลบลงใต้ดิน คนเดือดร้อนคือชาวบ้าน

ควรปล่อยอิสระ ให้กลไกตลาดควบคุมตัวมันเอง ให้อุปสงค์อุปทานกำหนดราคาเอง โดยรัฐกำหนดให้ทุกโรงงานต้องมีโควต้ามาจำหน่ายให้รัฐในราคาถูก และรัฐก็นำหน้ากากอนามัยเหล่านี้ไปบริจาคให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ และนำที่เหลือไปจำหน่ายในราคาถูกในสถานที่ราชการ เช่น ไปรษณีย์ทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ประชาชนที่มาซื้อต้องรูดบัตรประชาชนของเขา

การจำหน่ายนี้จะมากจะน้อย ขึ้นกับจำนวนหน้ากากที่รัฐมี อนุญาตให้คนในภูมิลำเนาที่อยู่ใกล้ไปรษณีย์นั้นๆ เป็นผู้ซื้อ

เพียงเท่านี้ อย่างน้อยประชาชนก็จะหาซื้อหน้ากากอนามัยได้พอควร ด้วยเพราะราคาไม่ใช่ปัญหา ไม่มีเหตุจูงใจใดให้คนกักตุน แต่ละโรงงานก็จะเร่งผลิตเต็มกำลัง เพราะเป็นเวลาทำเงินทำทอง ไม่ต้องสนใจหรอกว่าใครจะร่ำรวยเพราะสิ่งนี้

ไม่แปลกที่โรงงานเหล่านั้นเหมือนคนถูกล็อตเตอรี่ ในเหตุการณ์ไม่ปกติเช่นนี้ ปล่อยให้โรงงานเหล่านั้นร่ำรวยก็ไม่เสียหาย เพราะกีดกันไปก็ไม่มีประโยชน์

การกีดกันคือแรงกระตุ้นให้พวกเขาหลบลงใต้ดิน

หากทำแบบนี้ ทำให้คนจนมารอซื้อที่ไปรษณีย์ หรือรอบริจาค คนรวยหรือคนฐานะปานกลางก็คงไม่ว่าที่จะซื้อหน้ากากเหล่านี้ในราคาแพงหน่อย ทุกคนก็จะ happy

คนซื้อคือคนกลัว ดังนั้น หากจะต้องซื้อหน้ากากไปในราคาแพง เพื่อป้องกันชีวิตตนเอง พวกเขาก็เต็มใจ

นี้คือการปล่อยให้ตลาดเป็นไปตามธรรมชาติ อุปสงค์อุปทานจะกำหนด หากที่ร้านขายยา ขายใบละ ๒๕ บาท แต่ที่ไปรษณีย์ขายใบละ ๒.๕๐ บาท ประชาชนจะเลือกเอง

แต่อย่าลืมว่า หากความต้องการมีสูง ในที่สุดสินค้าจะถูกเร่งผลิตออกมาเรื่อยๆ จนมีล้นตลาด

เราต้องแก้ปัญหาตามความเป็นจริง ไม่ใช่แก้โดยคิดบนหน้ากระดาษ แต่ปฏิบัติไม่ได้ ยิ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายลงกว่าเดิม เท่ากับรัฐกำลังสร้างตลาดมืดเองและทำร้ายประชาชน

จำได้ในช่วงแรก ฉันยังพอเดินหาซื้อหน้ากากได้ แต่พอรัฐประกาศควบคุมราคา มันหายวับไปในพริบตา ด้วยเพราะอุปสงค์มีมากมายอย่างล้นเหลือ ห่างจากราคาที่รัฐกำหนดเป็นสิบๆ เท่า

เปิดกว้างให้โรงงานขายในราคาแพง แต่ละโรงงานก็จะเพิ่มกำลังในการผลิต หรือมีโรงงานใหม่ๆ เกิดขึ้น ด้วยเพราะบัดนี้ หน้ากากเหล่านี้คือเม็ดเงินเม็ดทอง และหากจะห้ามไม่ให้ส่งออก คราวนี้จะทำได้ เพราะผู้ผลิตสามารถขายภายในประเทศได้ในราคาสูง ก็ไม่มีเหตุจูงใจใดจะไปส่งออก การกักตุน การลักลอบ ก็หมดไปเอง

การกำหนดราคาตายตัว แล้วไล่จับคนฝ่าฝืน จับได้แต่ตัวเล็กๆ จับได้แต่คนซื่อ คนโง่ หรือคนโชคร้าย เหมือนจับแพะมารับบาป ทำเพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐได้ทำงานแล้ว แต่สินค้าก็หายไปอยู่ดี ด้วยเพราะไม่มีแรงจูงใจใดให้มาขายในตลาด

ในขณะที่ตลาดมืดทำกำไรได้มากมายกว่าหลายเท่า นายหน้าพ่อค้าคนกลางในตลาดมืดก็ผุดเกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด

ฉันสงสัยว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข จิตใจล่องลอยไปไหน เมาหมัด มึนงง หรือเพราะอะไร หรือมีเอี่ยวในการกักตุนครั้งนี้

๓เราต้องแก้ปัญหา โดยคิดตามความเป็นจริง ว่าทำได้ไหม เกิดผลไหม กฎหมายใดที่ออกมาแล้วบังคับไม่ได้ ก็อย่าออก

กฎหมายใดที่ออกมาแล้ว ยิ่งไปเพิ่มโอกาสให้คนเลว คนชั่ว ก็อย่าออก

ในวิกฤตการณ์ จะมีคนกลุ่มหนึ่งร่ำรวย ก็ไม่แปลก ให้พวกเขารวยอย่างถูกกฎหมายจะดีกว่าทำให้เกิดคนรวยอย่างผิดกฎหมาย

สมบัติในโลกนี้ไม่ไปไหน มันคือปลาในมหาสมุทรที่ล่องลอย วนเวียนเป็นระบบเศรษฐกิจ

สำหรับตัวฉัน ซึ่งมีชีวิตแบบหนึ่ง เป็นเพียงแค่ปัจเจกชนคนหนึ่ง แต่ฉันสังเกตตัวเองว่า หลักการของฉันล้วนเป็นหลักการพื้นฐาน คือ

๑ ไม่ไปต่างประเทศ

๒ ระวังตัวเองไม่ให้ป่วยในช่วงนี้

๓ เก็บตัวออกห่างจากคนอื่น หากไม่จำเป็น ก็ไม่ไปสุงสิงกับใคร

มันเกิดขึ้นเอง และทำได้ง่าย เพราะยิ่งเข้าสู่วิกฤต ชีวิตของฉันยิ่งเรียบง่าย

หากโลกวิกฤตยิ่งกว่านี้ ชีวิตของฉันก็จะยิ่งเรียบง่ายกว่านี้ ไม่มีสิ่งใดจะเรียบง่ายยิ่งกว่าชีวิตพระธุดงค์

ฉันจึงพิศวงที่เห็นคนยังเดินทางไปต่างประเทศมากมาย

คนเหล่านี้ไม่รู้ดีชั่ว เช่น เพื่อนคนหนึ่งของฉัน จะไป Finland ฉันแปลกใจ ถามเขาว่า จะไปทำธุระอะไรหรือ เขาบอกเปล่า จะพาเมียไปเที่ยว เพราะเคยสัญญากับเมียว่า ทุกปีจะต้องพาเมียไปเที่ยวยุโรปหนึ่งครั้ง

ฉันฟังแล้วผงะ ด้วยคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่กลัวอย่างที่สุดแล้ว แต่ไฉนยังมีคนที่ไม่กลัวยิ่งกว่าฉันแบบนี้ ในโลกนี้

ยุคนี้กิจกรรมนานาก็ถูกยกเลิก ทำไมกับแค่สัญญากับเมีย ว่าจะพาเมียไปเที่ยวยุโรปจะยกเลิกไม่ได้ มันหนักหนาอะไรหรือกับการยกเลิกสัญญาหนึ่งปี ก็แค่พาเมียไปเที่ยวเมืองไทยแทน ไม่ได้หรือ

สมัยน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา ลูกพี่ลูกน้องของฉันคนหนึ่ง ถือโอกาสทิ้งบ้านที่น้ำท่วม แล้วพาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปพักอยู่ที่นั่น ที่นี่ เป็นเวลานาน รวมเขาเดินทางไปเรื่อย เป็นเวลาสองสามเดือน ก็ได้ประสบการณ์ชีวิตที่สนุกดี ไม่ต้องมาเครียดกับน้ำที่ท่วมบ้าน เพราะแม้จะมีน้ำท่วมใหญ่ แต่มันก็ไม่ได้ท่วมทั้งประเทศ การอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร

ปกติฉันไม่ออกงานสังคม ไม่ชอบเข้ากับคนหมู่มาก แต่มียกเว้น เช่น อาทิตย์ก่อน หลานสาวของฉันแต่งงาน งานนี้ฉันต้องไป แต่ฉันก็คาดหวังว่าพวกเขาจะจัดงานในแบบที่คนน้อยแต่ห้องใหญ่

แต่ไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขากลับจัดในแบบคนมากแต่ห้องเล็ก ยุคนี้ทำไมจัดงานในห้องเล็กๆ มันแออัดเกินไป นี้คือการสร้างสภาวะแห่งการแพร่เชื้อ

มีชายชราแปลกหน้าคนหนึ่งนั่งข้างหลังฉันไอไม่หยุด ฉันก็ลุกเดินออกจากห้อง ไปเดินเล่น รอจนถึงเวลาที่ฉันต้องเข้าไปทำพิธียกน้ำชา พอเสร็จธุระ ฉันก็กลับบ้าน

ในมุมกลับกัน มีแขกบางคนอยู่ในกลุ่มกลัว พวกเขาใส่หน้ากากอย่างมิดชิด จนฉันที่เคยสนิทสนมกับพวกเขา ก็จำพวกเขาไม่ได้ ด้วยมองไปเห็นแต่ดวงตา

ช่วงนี้งานทั้งหมดต้องงด ต้องอย่าสุงสิงกันต่างหาก และหากจำเป็นต้องมี เช่นคู่บ่าว-สาวคู่นี้ ที่ไม่อาจรอ ด้วยไม่รู้จะรอถึงเมื่อไหร่ กลัวเสียฤกษ์ กลัวจะไม่ได้แต่ง ก็ควรจัดแบบเรียบง่ายที่สุด

อย่างงานแต่งงานครั้งนี้ สาระของมันคือญาติผู้ใหญ่ และเพื่อนสนิทไม่กี่คน มาเป็นสักขีพยาน

ส่วนเพื่อนที่ไม่สนิทมาก ล้วนต้องขออภัย ด้วยเหตุการณ์ไวรัส Covid-19 ต้องขออภัยที่ไม่ได้เชิญ

ที่น่ากลัวไม่ใช่ไม่มีหน้ากาก แต่ทำไมมีงานอย่างเวทีมวย งานปาร์ตี้ ที่ดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน กินเหล้าร่วมแก้ว สูบบุหรี่มวนเดียวกัน ไม่ใช่ทำไมไม่มี แต่ทำไมมี ต่างหาก

บทความก่อนหน้านี้สูตรสำเร็จในชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา ว่าด้วย ‘ศิลปะ’
บทความถัดไปสงขลาประกาศห้ามเข้าพื้นที่ชายหาด 9 จุด ป้องกันไวรัสโควิด-19