มนัส สัตยารักษ์ | โควิด-19…โคผิด-20

มนัส สัตยารักษ์

เห็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในทีวีเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2563 ในวาระที่แถลงถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้วแปลกตา เพราะเห็นชัดว่านายกรัฐมนตรีดู “โทรม” กว่าทุกวันที่ผ่านมาตลอดเวลา 6 ปี

และที่ชัดเจนก็คือ เมื่อเปรียบเทียบกับภาพก่อนหน้านี้เพียงวันเดียว พล.อ.ประยุทธ์ยังทะมัดทะแมง เดินส่ายอาดๆ แกว่งแขนและชี้นิ้ว และบางครั้งก็ “ว้าก” ใส่กล้องถ่าย ทำอย่างทุกครั้งที่สื่อสารกับนักข่าวและประชาชน

ชาวเน็ตในโซเชียลต่างแสดงความกังขากับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของนายกรัฐมนตรี บางสื่อแสดงความเห็นว่าเป็นเพราะนายกฯ ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาผักผ่อนจึงดูอิดโรยและผอมไป

แต่ผมไม่เห็นด้วยว่าคนเราจะผอมกันง่ายๆ เพียงวันเดียวได้อย่างไร จึงให้ข้อสังเกตว่าไม่ใช่เป็นอาการอิดโรยสะสม หากเป็นอาการทรุดโทรมฉับพลันต่างหาก

อย่างที่ภาษาสแลงในวงการเขาใช้คำว่า “ซีด” นั่นแหละครับ


เราเห็น พล.อ.ประยุทธ์ออกอาการซีดภายหลังจากการประชุมนัดแรกของ “ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)” ซึ่งตนเองเป็นประธาน ตามภาพจะเห็นว่านายกฯ ได้พูดคุยกับบรรดาอาจารย์แพทย์ระดับศาสตราจารย์ประมาณ 10 ท่าน โดยไม่มีรัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าร่วมประชุมแม้แต่คนเดียว

เท่าที่คุ้นหน้าและค้นหาชื่อมาได้ มี ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา (ร.พ.จุฬาฯ), ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาธร อดีตอธิการบดี ม.มหิดล อดีต รมต.สธ., ศ.นพ.อุดม คชินทร อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ (ศิริราช) อดีต รมช.ศธ.

และน่าจะมี ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ โรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ (จุฬาฯ) ซึ่งออกข่าวคอยเตือนประชาชนและรัฐบาลอยู่เสมอ

เป็นที่รู้กันว่าบรรดาอาจารย์หมอเป็นคนที่ไม่จำเป็นต้องวางตัวแบบนักการเมืองที่หวังผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ต้องเชียร์หรือปกป้องนายกรัฐมนตรี และไม่ต้องเสนอแนวทางอยู่ยาว แบบนักกฎหมายหรือทนายความ

ในที่ประชุมนี้ พล.อ.ประยุทธ์คงได้ตระหนักชัดว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ “ช้า” ในการแก้ปัญหาวิกฤตของชาติ แต่รัฐบาล “ผิด” ต่างหาก!!

รัฐบาลมีปมด้อยมาตั้งแต่เกิดหรือตั้งแต่ในครรภ์ ว่าบริหารบ้านเมืองสู้ “ทักษิณ” ไม่ได้ ไร้ความสามารถ ปราศจากวิสัยทัศน์ ทำประเทศถอยหลัง สูญเสียความเป็นฮับหรือศูนย์กลางของอาเซียน สถานะทางเศรษฐกิจถูกแซงโดยเวียดนามที่เคยตามหลังไทยหลายปี แม้แต่สถานะทางเทคโนโลยีสารสนเทศเราก็ตามหลัง สปป.ลาว

ปมด้อยของรัฐบาลแสดงออกมาเป็นครั้งคราวตามเหตุการณ์ ไม่ว่าจะมีปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม ภัยแล้ง ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ฯลฯ

หรือเกิดวิกฤตอะไรขึ้นมารัฐบาลก็จะโบ้ยไปที่รัฐบาลเก่าของทักษิณหรือเครือข่ายทักษิณทั้งสิ้น

เราจึงมักจะได้ยินคำพูดเมื่อรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ว่า “ปัญหาของประเทศตอนนี้หนักมาก ต่อให้เอาไอ้คนที่อยู่เมืองนอกมามันก็แก้ไม่ได้หรอก…”

ในช่วงแรกที่วิกฤตโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลกนั้น บุคลากรและระบบงานสาธารณสุขของไทยเราซึ่งเข้มแข็งระดับ 6 โลก ทำท่าจะ “เอาอยู่” รวมทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นด่านตรวจคัดกรอง การท่าอากาศยาน ตรวจคนเข้าเมือง ฯลฯ ต่างทำงานอย่างเสียสละโดยรัฐบาลไม่ต้องสั่งหรือกำชับ

รัฐบาลซึ่งกังวลแต่เรื่องเศรษฐกิจ (เพื่อประชานิยม) มากกว่าเรื่องไวรัสระบาดอยู่แล้ว จึงดูประหนึ่งช้าและละเลยปัญหาโควิด-19 และด้วยความเป็นห่วงนายทุนนักธุรกิจมากกว่าชีวิตและสุขภาพของประชาชนจึงเตรียมการ “แจกเงิน” ตามที่ตั้งใจไว้

แม้ต่อมารัฐบาลจะยกเลิกการแจกเงิน แต่ก็สร้างพฤติกรรมที่ส่อให้เห็นความผิดพลาดมาเป็นระยะ เช่น

“ครม.สั่งทุกกระทรวง-หน่วยงาน เร่งจัดอีเวนต์ งานสัมมนา เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจซบเซา” (10 มีนาคม 2563)

“นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเร่งศึกษาการจัดตั้งกองทุนสร้างเสถียรภาพตลาดทุน หรือกองทุนพยุงหุ้น”

“ให้กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งมองว่าในช่วงดังกล่าวจำเป็นต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม”

ผิดทางแก้วิกฤตโควิด-19 ทุกทาง จนน่าจะได้ชื่อว่า “โคผิด-20”!!

อย่างไรก็ตาม นอกจากที่ถูกอาจารย์หมอพูดตรงๆ ในห้องประชุม “ศูนย์บริหารฯ” แล้ว อาจจะมีสาเหตุอื่นที่ทำให้สภาพของ พล.อ.ประยุทธ์เปลี่ยนไปจากกร่างกลายเป็นซีด

ลุงตู่อาจจะโทรมเพราะไม่ได้แจกเงินและเป็นห่วงคนจน จนนอนไม่หลับ

หรือโทรมเพราะผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 6 คืนเงินเดือนในตำแหน่งวุฒิสมาชิก ซึ่งในสายตาของโลกเห็นว่าเป็นการผิดหลักการ เท่ากับ คสช.จ้างไม่ให้ทำรัฐประหารอีกด้วย ดังนั้น การปฏิเสธเงินเดือน ส.ว.ของ ผบ.เหล่าทัพ นอกจากจะเพราะสำนึกในหลักการแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ว่า “ไม่รับจ้างค้ำรัฐบาล” อีกด้วย

อีกจุดหนึ่งที่ผมอดจะนำมาวิเคราะห์ไม่ได้ก็คือ การที่นายกรัฐมนตรีไปมีภาพ “เต้นสู้โควิด-19 ไปกับลุงตู่” ออกโชว์ทางทีวี

เห็นคลิปภาพเต้นนี้แล้วเกิดมีมโนภาพถึงนายกรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ตั้งแต่หมายเลข 1 ลงมาจนถึงคนปัจจุบัน ผมรู้สึกประดักประเดิดและผะอืดผะอมอย่างยิ่ง (เมื่อลองสร้างมโนภาพ นายกฯ ชวน หลีกภัย เต้น) มีที่พอจะรับได้ก็เพียงคนเดียวเท่านั้น คือ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรีหญิงคนเดียวของประเทศไทย นายกรัฐมนตรีที่ถูกนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามให้สมญานามว่า “นังเอ๋อ”

ผมวิเคราะห์ว่า ภาพเต้นสู้โควิด-19 ชิ้นนี้น่าจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ผ่ายผอมลงฉับพลันได้เหมือนกัน

เพราะมันอาจจะเป็นภาพที่ทำให้คนทางบ้านไม่ยอมพูดด้วย คนเรานั้นถ้าพวกบ้านไม่ยอมพูดด้วยก็อาจจะหน้าดำคร่ำเครียดจนซีดและผ่ายผอมลงฉับพลันทันทีได้เหมือนกัน

บทความก่อนหน้านี้ใคร “ไม่ชัด” ประชาชน “ชัด”
บทความถัดไปสูตรสำเร็จในชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา ว่าด้วย ‘ศิลปะ’