ทราย เจริญปุระ | ศูนย์ความทุกข์ “อินทิรา”

ทราย เจริญปุระ

หากความเสียใจเป็นหยดน้ำ และร่างกายเป็นแผ่นดิน

อินทิราคือโอเอซิสใหญ่กลางทะเลทราย

ชีวิตหลายคนอาจจะเดินหน้าไปด้วยความฝันอันอ่อนโยน กำลังใจและรอยยิ้มที่ผลักขาให้เดินหน้าต่อไป

แต่อินทิรามีเพียงความหวังกับความเสียใจไว้เป็นพลัง

คนถามเธอบ่อยๆ ว่า ถ้าหากกลับไปบอกตัวเองในวัยเยาว์ได้ เธอจะอยากบอกอะไร หรือมีสิ่งใดที่เคยผิดพลาดและสำนึกเสียใจบ้างในชีวิต

ทุกครั้งคำตอบคือไม่มี

และหากอยากให้ขยายความ คำตอบก็จะเป็น – ไม่มีที่อยากแก้ มีแต่ที่อยากกลับไปซ้ำ

ให้จำได้มากกว่านี้ ให้รู้สึกได้มากกว่านี้ จะได้ไม่มีวันลืมเลือน ว่าเธอกลายมาเป็นคนแบบนี้เพราะอะไร และได้อย่างไร

อินทิรารู้ดีว่า ศูนย์รับฝากความเสียใจไม่มีจริง มันเป็นจริงไปไม่ได้ เพราะสิ่งที่ดีขนาดนี้ย่อมไม่ปรากฏบนโลกมนุษย์ หนทางย้อนกลับ จุดตัดที่อยากแก้ไข เรื่องเหล่านี้ทำผู้คนหวนไห้เป็นพันปี เพราะมันไม่มีอยู่จริง

แต่ -ถ้าเพียงแต่- มันจะมีอยู่จริง

อินทิราลองคิด

เธอจะฝากอะไร สิ่งเสียใจหรือห้วงเวลาไหนที่เธออยากส่งคืน

“คุณไม่มีทางหาศูนย์รับฝากความเสียใจแห่งนี้เจอ เพราะที่แห่งนี้จะเลือกยอมให้คุณเจอเองต่างหาก” ความเสียใจที่ไม่อาจเติมเต็มได้สมบูรณ์ เสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่หายไป ความคิดถึงอันสับสนยุ่งเหยิง แต่ไหนแต่ไร ความเสียใจอาจไม่เคยสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง

เมื่อก่อนก็ใช่

หลังจากนี้ก็ใช่*

อาจจะเป็นห้วงเวลาที่อินทิรายืนถือกุญแจอยู่หน้าห้องหนึ่ง ห้องที่ไม่มีจริงอีกต่อไป มันถูกต่อเติมขึ้นจากความฝันร่วมกันของสองคน คำว่า “เรา” มีอยู่จริงในสิ่งก่อสร้างนี้ ระเบียงแคบนั้นเห็นพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุด และหน้าต่างก็ต้อนรับแสงยามเช้าได้นุ่มนวลกว่าที่ใดๆ

กี่ห้องกับกี่ลูกกุญแจที่เธอเคยถือ

เธอไม่น่าเลย ไม่น่ารับลูกกุญแจดอกนั้น

รวมถึงดอกอื่นๆ ที่เปิดประตูเหล่านั้น

ประตูที่เธอเคยเปิดอย่างทุลักทุเล ลากกระถางต้นประยงค์ที่กำลังออกดอกหอมรื่นเพื่อจะเอามันไปวางตรงระเบียง หอบฮั่ก และตาลีตาลานมาเช็ดรอยกระถางและเศษดินที่ทิ้งไว้บนพื้นไม้สีอ่อน

หรือประตูที่ไปสุดที่ชั้น 4 เปิดไปจะเห็นพรมที่เธอเลือกมาเอง ห้องชั้น 4 ที่เกิดขึ้นเพื่อให้เราได้มีพื้นที่ส่วนตัวร่วมกัน และเป็นที่ที่อินทิราพยายามเรียนรู้อุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ เธอคิดว่านี่คือสิ่งที่เธอควรจะเรียนรู้ในการจะเป็นที่รักของใครอย่างหมดจด นี่คือสิ่งที่เธอควรจะมี เป็นหน้าที่ที่เธอทำอย่างเต็มใจ

หรือประตูที่เปิดเข้าไปเจอโซฟาตัวใหญ่ติดประตูระเบียง หนังสือตึกกรอสส์ของ อ.อุดากรวางอยู่บนนั้น อินทิราหยิบหนังสือเล่มนี้มา และเขาบอกว่ามันทำให้เขาอยากอ่านหนังสือเล่มต่อๆ ไป

มีประตูมากเกินไป กุญแจหลายดอกเกินไปที่เธอเคยเปิดและเคยถือ

แต่สุดท้ายที่เหมือนกันคือประตูเหล่านี้ล้วนถูกปิด

ลูกกุญแจไร้คู่ ไม่อาจไขประตูบานใด

และไม่มีวันใช้เปิดไปเจออะไรได้อีก

มีหยดน้ำตามากเกินไปเวลาเธอต้องพูดอะไรสักอย่าง

เธอเล่าถึงพ่อที่ไม่มีวันได้ยินเธออีกแล้ว

เธอเล่าถึงแม่ที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีกแล้ว

เธอพูดถึงชีวิตของเด็กๆ ที่แววตาแห้งผากไร้ฝัน

เธอเห็นความรักที่ไร้การตอบสนอง เธอได้ยินเสียงคร่ำครวญมากเกินไป นานเกินไป ปรารถนาเล็กน้อยที่ถูกโยนทิ้ง ความฝันที่ถูกหัวเราะเยาะ เลือดที่หลั่งลงเพื่อจะถูกกวาดทิ้งไปด้วยรอยยิ้มจอมปลอม

สุดท้าย

อินทิราเองอาจจะกลายเป็นศูนย์รับฝากความเสียใจ

ร่างกายเธอจะค่อยเปลี่ยนเป็นประตูหน้าต่างและพื้นทางเดิน ยาแนวด้วยน้ำตา ก่อด้วยความปรารถนาที่ไม่มีวันเป็นจริง

และเมื่อวันนั้นมาถึง

ผู้คนก็จะมีพื้นที่ให้ได้ฝากและฝังความเสียใจ

ฝากไว้กับศูนย์ที่สร้างขึ้นจากผู้หญิงที่ใช้ความทุกข์ของตนเป็นเสาเข็ม

-แด่ความเสียใจที่ไม่เคยสิ้นสุดอย่างแท้จริง-*

“ศูนย์รับฝากความเสียใจ” เขียนโดย ซื่ออี แปลโดย รักสิริ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 โดยแพรว สำนักพิมพ์, กุมภาพันธ์ 2563

*ข้อความจากในหนังสือ

บทความก่อนหน้านี้จาก SARS ถึง COVID : เขียนอย่างไร อ่านอย่างไร
บทความถัดไปเปิดชีวิต “อดีตนิสิตพิการเรียนดี” กับความฝันที่เป็นไปไม่ได้ สู่เป้าหมายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย