จัตวา กลิ่นสุนทร : รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังนับถอยหลัง!

จัตวา กลิ่นสุนทร

พอเกิดสภาพเหมือนรัฐบาลกำลังจะถูกรุกจนถดถอยใกล้เข้ามุมอับ เรื่องเดิมๆ ข่าว (ลือ) เก่าๆ คล้ายๆ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยก็เริ่มปรากฏ

คนรุ่นเก่าๆ ย่อมคุ้นชิน เหมือนกับคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ไม่แตกต่างกัน ข่าวลือเรื่องการ “รัฐประหาร” เริ่มแพร่กระจาย คล้ายๆ กับการชิมลางเพื่อหยั่งเชิงแบบปล่อยข่าวลอยลม หากแต่ในอดีตอันยาวนานมันได้กลายเป็นจริงแทบจะทุกครั้ง

ครั้งนี้ก็ไม่แตกต่าง ยิ่งกว่านั้นยังมีการระบุตัวตนของคนที่จะเป็นผู้นำรัฐประหาร และต่อจากนั้นจะได้ขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรี” ตามสูตรดั้งเดิม

แต่เมื่อมองเข้าไปยังกลุ่มผู้ที่มีกำลังในการกระทำการ ปรากฏว่าตัวหัวแถวสุดกลับถูกล็อกไว้ด้วยรัฐธรรมนูญในการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งยังไม่สามารถมายืนหัวแถวคณะรัฐมนตรีได้ถ้าหากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นจริงๆ

แต่เชื่อเถอะว่าหากจะเกิดการกระทำอย่างที่ได้ทำกันมาตลอดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ย่อมต้องมีตัวตายตัวแทนเกิดขึ้นใหม่

ว่าแต่ “ประชาชน” จะยังยอมปล่อยให้บ้านเมืองหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนแบบเป็นวังวนอยู่อย่างนี้อีกต่อไป? ไม่คิดจะทวงอำนาจอันชอบธรรมของความเป็นเจ้าของประเทศคืนมา (บ้าง) หรือ?

อย่าคิดเอาเองว่าคงไม่มีใครกล้าทำอีก– “ปฏิวัติ รัฐประหาร” น่าจะหมดไปจากประเทศนี้แล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่มีใครกล้ายืนยัน หรือกล้าเดิมพันด้วยซ้ำ

 

หันมาดูตัวอย่างที่ปรากฏอยู่ในรัฐบาลปัจจุบันสำหรับ “นายกรัฐมนตรี” ที่เป็นทหารมาจากกองทัพ อย่าง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กับการเป็นเบอร์ 1 ในการบริหารประเทศชาติว่า ประสบความสำเร็จในการ “คืนความสุข” ให้กับประชาชนได้หรือไม่?

ทั้งๆ ที่เขาเคยหลุดปากออกมาก่อนหน้านี้ระหว่างที่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและมีมาตรา 44 เป็นอาวุธว่า การบริหารประเทศชาติไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากแต่อย่างใด

จะว่าไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็น “นายกรัฐมนตรี” ที่มาจากการทำ “รัฐประหาร” ยังไม่มีวันไหนที่เขาตกต่ำเรื่องการทำงานเท่าวันนี้ แม้จะมีพรรคการเมืองที่เข้ามาร่วมรัฐบาลช่วยเป็นไม้ประดับทำท่าว่ามาจากการเลือกตั้ง จึงคล้ายเป็น “ประชาธิปไตย” แต่จริงๆ แล้วมันมิได้เป็นอย่างนั้น

หลังจากร่วมด้วยช่วยกันกระทั่งใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกำจัดพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามให้พ้นทางจนพรรคเรียวเล็กลง กระทั่งแก้ปัญหารัฐบาลเสียงปริ่มน้ำได้ด้วยการต้อนรับผู้แทนจอมปลอมไร้อุดมการณ์ที่เรียกว่างูเห่าจากพรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาช่วยกันชูมือสนับสนุนจนผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจสำเร็จ

แต่มันไม่มีความสง่างาม แม้จะโหวตชนะในสภา หากแต่ผลของข้อมูลต่างๆ จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจหนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการไอโอ (Information Oparation) = IO หรือการปฏิบัติการสารสนเทศ หรือการปฏิบัติการข่าวสารที่ดังกระหึ่มไปทั่วประเทศ

 

การมีสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับกลุ่มทุนใหญ่ที่เอื้อประโยชน์กันอย่างผิดปกติ รวมทั้งความไม่เหมาะสมต่างๆ ของรัฐมนตรีที่มีประวัติด่างพร้อย ตลอดจนเรื่องแปลกๆ ไม่น้อยกับการช่วยเหลือบริษัทต่างชาติ การใช้อำนาจเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติ และการบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ

ประชาชนต่างเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งเท่าที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเงียบเฉยมากกว่า ต่างลุกขึ้นมาเรียกร้องหาความเป็นธรรม เรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเต็มไปด้วยข้อบัญญัติที่เอาเปรียบทางการเมืองกับผู้ที่ต้องการเดินเข้าสู่สภาเพื่อเป็นตัวแทนประชาชนอย่างบริสุทธิ์ เป็นการปิดประตูกับฝ่ายตรงข้าม ทำลายพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยเอื้อประโยชน์แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ 2 สมัย (8 ปี)

เพราะความรู้เท่าทัน แฟลชม็อบจึงเกิดขึ้นในสถานศึกษาเกือบทุกมหาวิทยาลัย ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ไม่เว้นแม้แต่นักเรียนระดับมัธยมแบบไม่เคยปรากฏมาก่อน อย่างน้อยก็ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ว่าที่ปรึกษารัฐบาลระดับประจบสอพลอ คนรอบตัวนายกรัฐมนตรี จะมองว่าอย่างไร? คิดแบบเข้าข้างตัวเองว่ามีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังก็ว่ากันไป

แต่จริงๆ แล้วการเกิดแฟลชม็อบครั้งนี้ไม่มีผู้นำนักศึกษาอย่างโดดเด่นขึ้นมาคนเดียว ทุกๆ คนแทบจะเท่ากันยก เว้นผู้ที่มีความคิด มีวิสัยทัศน์เรื่องการพูดจาปราศรัยบนเวที เป้าหมายทั้งหมดทั้งมวลแบบมิได้นัดหมายได้พุ่งตรงเข้าใส่เรื่องความไม่ยุติธรรมของรัฐบาล องค์กรอิสระต่างๆ อันสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

เพราะฉะนั้น จึงเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ขึ้นใหม่ การเปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระที่พยายามรับใช้ศูนย์อำนาจ รับใช้เผด็จการมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่

 

รัฐบาลพยายามตั้งรับด้วยความสงบนิ่ง อย่างเช่น ให้แสดงความคิดเห็น เสนอความคิดเห็นในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหมือนเป็นการซื้อเวลา แต่ดูเหมือนว่าเป้าหมายมิได้อยู่แค่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ต้องการคือต้องการให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีพรรค “พลังประชารัฐ” (พปชร.) สนับสนุนลาออก ยุบสภา หรือทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่คลุมเครือซ่อนรูปอยู่ทุกวันนี้

การเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มิได้เกิดขึ้นจากนักเรียน นิสิต นักศึกษาเท่านั้น พรรคการเมืองฝ่ายค้านและองค์กรประชาชนต่างๆ ทั่วไปก็เรียกร้อง ซึ่งอันที่จริงเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้เป็นเงื่อนไขก่อนตกลงเข้าร่วมรัฐบาล

แต่เป็นที่รับรู้รับทราบโดยทั่วไปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับนี้เป็นเรื่องยุ่งยากเกินกว่าที่คิด เพราะผู้ร่างได้ปิดกั้นหรือกำหนดกติกาการแก้ไขไว้ยากยิ่งจนแทบไม่มีโอกาส

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงจากเหล่าวุฒิสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จำนวน 250 คน ถ้าพวกเขาไม่ยอมเข้าร่วมในการแก้ไขย่อมจะเป็นไปได้ยาก เว้นแต่จะมีการส่งสัญญาณจากผู้นำ

 

เมื่อเกิดการรวมตัวของนักเรียน นิสิต นักศึกษา มีแฟลชม็อบ เราจึงเริ่มมองเห็นแสงสว่าง โดยหวังว่าพลังบริสุทธิ์เหล่านี้จะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

แต่บังเอิญถึงระยะเวลาพวกเขาติดภารกิจเรื่องการสอบเพื่อก้าวเดินต่อไปในอนาคต พร้อมกับเรื่องเลวร้าย คือได้เกิดไวรัสร้าย (Virus) จากมณฑลอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “โควิด-19” (COVID-19) ระบาดไปทั่วโลก

รวมทั้งประเทศไทยก็ได้รับเชื้อโรคนั้นเป็นประเทศแรกๆ กิจกรรมเรียกร้อง “รัฐธรรมนูญ” และการ “ไล่รัฐบาล” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความจำเป็นต้องพักยกไว้ก่อน

แต่ “โควิด-19” ทำให้ประชาชนทั้งประเทศเห็นความสามารถในการแก้ปัญหา การบริหารจัดการประเทศในยามที่ต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจทรุดโทรมอย่างหนัก พร้อมทั้งจมดิ่งลงหลุมลึกด้วยเชื้อไวรัส (Virus) ดังกล่าว

รัฐบาลไม่มีนโยบายอะไรรับมือชัดเจน ไม่มีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล ไม่ได้ทำงานชิงรุกแบบคาดการณ์ล่วงหน้า

ตรงกันข้าม ยังตัดสินใจกันแบบสะเปะสะปะทั้งๆ ที่บุคลากรทางการแพทย์ ทางสาธารณสุขมีความรู้ความสามารถไม่แพ้ใคร

 

เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่กล้าพูดอีกแล้วว่าการบริหารประเทศเป็นเรื่องไม่ลำบากเย็นอะไร

ถึงแม้วันนี้จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างมาตรา 44 ก็คงแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เพราะผู้นำไม่เข้าใจว่าจะจัดการกับปัญหาตรงจุดไหนก่อน ตรงไหนหลัง 1-2-3 ปล่อยจนเกิดการระบาดแพร่กระจายไปทั่วประเทศ

ถึงวันนี้ประชาชนควรจะคิดได้แล้วว่าการเป็น “นายกรัฐมนตรี” นั้นต้องเป็นคนพิเศษฉลาดเฉลียวหลักแหลมอย่างไร?

การบริหารจัดการเรื่องของอุปกรณ์ที่ต้องใช้เกี่ยวกับการป้องกันโรค อย่างเช่นหน้ากาก (Mask) แอลกอฮอล์ (Alcohol) เจล (Gel) และ ฯลฯ ก็ปล่อยให้มีการค้าขายขึ้นราคาเอาเปรียบประชาชน ลักลอบส่งออกแบบไม่โปร่งใส ไม่มีการชี้แจงกับประชาชนให้กระจ่างสักเรื่อง และมีการปล่อยข่าวจนเกิดความแตกตื่นนำไปสู่การกักตุนสินค้า เพราะฉะนั้น อยากเรียนตรงๆ ว่า ประชาชนไม่อาจวางใจรัฐบาลนี้อีกต่อไป เพราะพึ่งพาไม่ได้

รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กำลังก้าวลงแบบไม่ต้องออกมาตะโกนไล่ส่ง

บทความก่อนหน้านี้วิเคราะห์ : “โควิด-19” ในฐานะความสัมพันธ์ “สิ่งแวดล้อม-โรคระบาด”
บทความถัดไปสุจิตต์ วงษ์เทศ มีปุจฉา ‘รวมกันตายหมู่ กระจายกันอยู่รอด’ แล้วอะไรควรกระจาย !?!