วิเคราะห์ : “โควิด-19” ในฐานะความสัมพันธ์ “สิ่งแวดล้อม-โรคระบาด”

ตั้งแต่มีข่าวโควิด-19 ระบาด ถนนโล่งไปเยอะ เดินไปไหนมาไหนรวดเร็วขึ้น จากเดิมเคยเดินทางไปทำงานราวชั่วโมงครึ่ง เดี๋ยวนี้แค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว

ระหว่างเดินทางเห็นท้องฟ้าโปร่งใสขึ้น ไม่เหมือนช่วงต้นๆ ปีที่มีฝุ่นหนาปิดทับขมุกขมัว

“โควิด” ทำให้สิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ เปลี่ยน คนใช้รถยนต์สัญจรน้อยลง การปล่อยควันพิษลดลง อากาศกรุงเทพฯ สะอาดขึ้น

ผู้คนก็เปลี่ยนไปด้วย จากที่เคยขึ้นรถไฟฟ้าแล้วจับราวบันได หรือเกาะห่วงบนรถอย่างสบายใจ ตอนนี้เกิดอาการขยาด ไม่รู้จะมีเชื้อโรคติดหรือเปล่า

ส่วนใหญ่ใส่หน้ากากอนามัย แสดงสีหน้าเป็นกังวลและหันมองไปทางที่คนส่งเสียงไอแค็กๆ

เมื่อมีข่าวคนติดเชื้อมากขึ้น มีจุดแพร่ระบาดในสนามมวยมั่ง ในผับมั่ง ไม่รู้ใครเป็นต้นตอปล่อยเชื้อ ผู้ว่าฯ กทม.จึงต้องออกคำสั่งสกัดการแพร่ระบาด ห้ามผู้คนรวมตัวกันเยอะๆ

คำสั่งดังกล่าวมีผลให้ร้านอาหารยกโต๊ะ-เก้าอี้ออก ลูกค้าต้องสั่งอาหารไปกินที่บ้านได้อย่างเดียว สถานบริการฟิตเนสห้ามคนไปออกกำลังกายพร้อมๆ กัน ร้านนวด ร้านตัดผม เสริมสวย สนามกอล์ฟ แหล่งบันเทิงทั้งหลายก็โดนไปด้วย

มาตรการที่ว่า ทำให้กรุงเทพฯ เฉาลงไปมาก ในยามค่ำคืนเหมือนอยู่ในเมืองร้าง

 

ผลของคำสั่งยังกระทบถึงคนทำงานในกรุงเทพฯ นับแสนคนที่เป็นลูกจ้างรายวันหาเช้ากินค่ำต้องตกงานอย่างฉับพลัน สร้างความตื่นตระหนกตกใจเพราะตั้งตัวไม่ทัน ไม่รู้จะเอาอะไรกิน และรัฐบาลไม่มีมาตรการออกมารองรับก่อนมีคำสั่ง

คำสั่งของ กทม.มีผลถึงวันที่ 12 เมษายน ไม่รู้ว่าจะสกัดไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดในเขตกรุงเทพมหานครได้หรือไม่ หรือต้องยืดเวลาออกไป

ถ้ายืดแล้วมีแผนรองรับให้คนอยู่ในบ้าน อยู่อย่างมีความสุข ทำงานให้นายจ้างเหมือนคนอู่ฮั่น อยู่ในบ้าน ในห้องคอนโดฯ แคบๆ ทำงานได้ราบรื่น มีอาหารการกินพร้อมนานถึง 2 เดือน จนกระทั่งรัฐบาลจีนคุมการแพร่ระบาดได้ผลชะงัดหรือเปล่า

ต้องติดตามดูกันต่อ

 

อิทธิพลของ “โควิด” รุนแรงกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทย แต่มีผลต่อคนทั้งโลก คนติดเชื้อเจ็บป่วยมีกว่า 3 แสนคน เสียชีวิตทะลุ 14,000 คน

แผนปฏิบัติการปิดเมือง หยุดคนเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนอย่างอิสรเสรี ถูกนำมาใช้ค่อนโลก บางประเทศปิดประเทศแล้วก็ยังมีคนติดเชื้อมากขึ้น ต้องขยายเวลาปิดออกไป

เศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก ป่านนี้นักเศรษฐศาสตร์คงมึนๆ กับตัวเลขความเสียหายไหลทะลักออกมาตลอดเวลาจากทุกด้าน

ด้านการบิน การท่องเที่ยว ดูเหมือนว่าน่าจะได้รับผลกระทบมากสุด เนื่องจากนานาประเทศสั่งคุมเข้มการเดินทางเข้า-ออก นักท่องเที่ยวก็กลัวติดเชื้อ รายได้ที่เคยได้เหนาะๆ ก็หายวับไปกับตา

โรงงานอุตสาหกรรมพากันปิดเพราะไม่มีใครซื้อสินค้า คนงานเองต่างผวาโรคโควิด ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงแทบทุกกระดาน รัฐบาลทั่วโลกพากันงัดมาตรการลดดอกเบี้ย หั่นงบฯ เอามาพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดไปมากกว่านี้

ประเมินว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อาจกินเวลาอีกหลายเดือนหรือเป็นปี

ถ้านักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถคิดค้นวัคซีนที่สามารถฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ชะงัด ไม่มีผลข้างเคียงกับผู้ป่วย

 

อย่างที่รู้กันว่าเชื้อโควิด-19 ระบาดไปทั่วทั้งโลก ใช้เวลาเพียง 3 เดือนเพราะการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ไปยังมุมอื่นๆ ของโลกนั่นเอง

รัฐบาลจีนเชื่อว่าเมืองอู่ฮั่นเป็นจุดกำเนิดของเชื้อไวรัสโคโรนา เพราะเป็นแหล่งขายสินค้าสัตว์ป่าหลากหลายชนิด มีทั้งค้างคาว ตัวนิ่ม กระต่าย กระรอก หมาป่า จระเข้ ฯลฯ

เมื่อการแพร่ระบาดรุนแรงขึ้น รัฐบาลจีนจึงมีคำสั่งให้ตลาดสดทั่วประเทศเลิกขายสินค้าสัตว์ป่าทั้งหมด ยกเว้นปลาและอาหารทะเลเท่านั้น

ตลาดสดอู่ฮั่นเป็นตัวแพร่เชื้อโควิด-19 เพราะติดเชื้อนี้ 41 คนแรกเคยมาเดินตลาดซึ่งมีสัตว์ชนิดต่างๆ วางขายเป็นแผง พ่อค้าแล่เนื้อขายกันสดๆ และปรุงเป็นอาหาร

ข้อสรุปโรคระบาดที่กำลังเกิดขึ้นเวลานี้ ต้นเหตุมาจากคนที่ดึงเอาเชื้ออยู่ในป่าเข้ามาสู่เมือง

การเปิดตลาดสดเอาสัตว์ป่ามาขาย ทำให้การถ่ายเทโอนย้ายเชื้อจากสัตว์มาสู่คนเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

เชื้ออีโบลาที่อุบัติขึ้นในทวีปแอฟริกาก็มาจากคนที่นั่นเข้าไปล่าลิงชิมแปนซีในป่าเอามาแล่กินสดๆ

ลิงติดเชื้ออีโบลา เมื่อคนกินเนื้อสดๆ ที่มีเลือดติดเชื้อเข้าไป เกิดอาการป่วยเสียชีวิตและเชื้อก็แพร่ระบาดไปทั่ว

เชื้อซาร์ส หรือโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง ก็เป็นเชื้อที่อยู่ในค้างคาวแล้วข้ามย้ายมายังชะมด

เมื่อปี 2545 ชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งซื้อชะมดติดเชื้อซาร์สมากิน จึงติดเชื้อไปด้วย

แรกๆ คนป่วยด้วยโรคซาร์สไปหาหมอ หมอไม่รู้ว่าเป็นเชื้ออะไร รักษาตามอาการ ปรากฏว่า หมอติดเชื้อไปด้วย จากนั้นเชื้อแพร่ระบาดไป 17 ประเทศทั่วโลก มีคนติดเชื้อ 8,000 คน เสียชีวิตเกือบ 800 คน

ส่วนเมอร์สที่แพร่ระบาดในตะวันออกกลาง เกิดมาจากอูฐแพร่มายังคน

นอกจากนี้แล้วยังมีเชื้อเอชไอวี เชื้อเดงกี่ ซาร์ส เชื้อไข้หวัดนก ไวรัสซิก้าและเวสต์ไนน์

ส่วนใหญ่เป็นเชื้อโรคที่เคยอยู่ในตัวสัตว์ก่อนกลายพันธุ์มาทำลายชีวิตผู้คน

สำหรับไวรัสโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสในค้างคาว แพร่เข้ามาสู่ตัวนิ่มซึ่งมีขายในตลาดสดเมืองอู่ฮั่น

 

นักสิ่งแวดล้อมจึงชี้ว่าการพัฒนาเมืองด้วยการบุกทำลายธรรมชาติ โค่นป่า ทำถนนหนทาง นั่นหมายถึงคนรุกเข้าไปใกล้ชิดกับสัตว์ป่าที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เกิดการแลกเปลี่ยนเชื้อและกลายพันธุ์ เป็นเชื้อที่มีระดับความรุนแรง

ความจริงแล้วคนน่าจะตระหนักว่าธรรมชาติมอบสรรพสิ่งให้ทั้งอาหาร ยา น้ำ อากาศสะอาด

การหลอมรวมอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุลก็มีความสุขเหลือหลาย

ทำไมจึงต้องรุกคืบเบียดเบียนทำลายธรรมชาติอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ เพราะถึงที่สุดแล้วผลเสียหายเกิดกับธรรมชาติย้อนกลับมาทำร้ายคนเช่นที่เป็นอยู่

บทความก่อนหน้านี้ผวาทั้งทำเนียบ! ข้าราชการ สธ.ติดโควิด ร่วมประชุมเพียบ สั่งกักตัว 30 คน
บทความถัดไปจัตวา กลิ่นสุนทร : รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังนับถอยหลัง!