ในประเทศ : “ธนาธร” นำธงคณะก้าวหน้า ลุย 3 ภารกิจ ปฏิรูปประเทศ

“คณะก้าวหน้า” ร่างทรงอนาคตใหม่ เดินสายปลูกถ่ายอุดมการณ์ความคิด สถาปนาอำนาจนำแบบใหม่ ด้านธนาธรกร้าว ออกปากไล่บิ๊กตู่พ้นนายกฯ กางโรดแม็ปเปลี่ยนแปลงประเทศ

สิ้นเสียงการอ่านคำตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เพจเฟซบุ๊กพรรคอนาคตใหม่ได้ปรับรูปโปรไฟล์โดยขีดคำว่า “พรรค” ให้เหลือแต่คำว่า “อนาคตใหม่”

จากนั้นไม่นานก็ออกแถลงการณ์ว่า กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองทั้งหมดจะออกเคลื่อนไหวตามแนวทางอุดมการณ์เดิมในนาม “คณะอนาคตใหม่”

แต่ด้วยเหตุผลทางกฎหมายทำให้ไม่สามารถใช้ชื่อ ชื่อย่อ หรือสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดปัญหา แกนนำจึงตัดสินใจใช้ชื่อว่า “คณะก้าวหน้า (Progressive Movement)” ที่นำโดยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรค อนค. ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรค และพรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรค

โดยมีคณะทำงานคือ อดีต กก.บห. ของพรรค อนค. ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญประหารชีวิตทางการเมืองไปแล้ว เป็นการรวมตัวทางการเมืองที่ไม่ถูกจำกัดรูปแบบในการเคลื่อนไหว เพราะถือว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของพลเมืองไทยคนหนึ่งที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม คณะก้าวหน้าได้แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการผ่านการไลฟ์สดช่องทางออนไลน์ เพื่อให้สอดรับกับการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ไม่ให้มีการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมากตามมาตรการ Social Distancing ของรัฐบาล

คณะก้าวหน้า มีภารกิจสำคัญ 3 ข้อคือ

1. การสร้างเครือข่ายทั่วประเทศ

2. การรณรงค์ทางความคิดทั่วประเทศ

และ 3. การรณรงค์หาเสียงให้กับการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับทั่วประเทศ

แม้จะประกาศแยกตัวกับอดีต ส.ส.ที่ย้ายไปอยู่ในสังกัดพรรคก้าวไกล แต่ต้องยอมรับว่าอุดมการณ์ที่ใช้ในการทำงานของคณะก้าวหน้ามีความล้อตามกับพรรคก้าวไกลจนแทบแยกไม่ออก

เพราะในหลักการรณรงค์พื้นฐานของคณะแทรกไปด้วยการปฏิรูปการศึกษา รัฐสวัสดิการ ทลายทุนผูกขาด เกษตรก้าวหน้า ปฏิรูปกองทัพ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

และที่สำคัญที่สุดคือ การรณรงค์ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผ่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

หากทำแบบนี้ก็ไม่ต่างจากการช่วยแบ่งเบาภาระการลงพื้นที่และทำงานภาคท้องถิ่นแทนพรรคก้าวไกล

หากเปรียบธนาธรเป็นสินค้าก็ต้องยอมรับว่า เขาได้กลายเป็นแบรนด์ที่ติดตลาดและเป็นที่นิยมของผู้บริโภคแล้ว แม้จะเป็น ส.ส.เข้าสภาได้ไม่กี่นาทีก็ตาม

ไม่ว่าจะโพสต์เฟซบุ๊กหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดประเด็นใด คนส่วนใหญ่ก็เออออห่อหมก เห็นด้วยกับเขาไปเสียเกือบทุกอย่าง

ขยับตัวไปทางไหน วัยรุ่นคนรุ่นใหม่ก็ให้เสียงสนับสนุนเสมอ

เขาจึงเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการขับเคลื่อนคณะก้าวหน้าคณะนี้

นอกจากนี้ ฟังก์ชั่นการทำงานของคณะก้าวหน้า ดูแล้วอาจจะสร้างแรงกระเพื่อมอย่างยิ่งใหญ่ในสังคมไทยได้มากกว่าที่ใครหลายคนประเมินไว้

เพราะพวกเขาเลือกใช้วิธี “การปักธงความคิด” ผ่านการเดินสายปลูกถ่ายอุดมการณ์ทุกหนแห่งทั่วประเทศ มีองค์กรทำงานขับเคลื่อนแยกไปตามภารกิจ มีการเปิดงานเครือข่ายในด้านใหม่ๆ ทั้งเครือข่ายนักธุรกิจ ข้าราชการ และนักเรียน นักศึกษา

ถึงขนาดจะสร้าง “โรงเรียนของผู้ไม่ยอมจำนน” พร้อมหลักสูตรสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา บุคคลทั่วไป

เพราะพวกเขาเชื่อว่า การเมืองคือการเอาชนะกันทางความคิด เพราะการคงอยู่ของอำนาจใดก็ตาม หากประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่เอาด้วย” ต่อให้อยากจะดันทุรังอยู่ต่อมากแค่ไหน ก็อยู่ไม่ได้

 

ท่ามกลางวิกฤตปัญหาที่เข้ามารุมเร้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะนี้ ทั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภัยแล้ง เศรษฐกิจตกต่ำ และความชอบธรรมของคณะรัฐมนตรีที่นับวันมีแต่ลดน้อยถอยลง ก็ทำเอา “บิ๊กตู่” กระอักเลือด เครียดจนร่างกายซูบผอม เพราะไม่สามารถแสดงความเป็นผู้นำ นำพาประเทศก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ได้ตามที่ประชาชนต้องการ

ขณะที่รัฐบาลกำลังจะคะมำหน้าทิ่มเพราะสะดุดขาตัวเอง พ่อของฟ้าก็ไม่ปรานี อาศัยจังหวะนี้เสนอวิธีการแก้ปัญหาด้วยการให้นายกฯ ตู่ลาออก เปิดทางให้คนอื่นเข้ามาเป็นผู้นำแทน

พร้อมชี้ให้เห็นว่า

“เราไม่ได้ขาดคนที่มีความสามารถ แต่สิ่งที่เราขาดก็คือผู้นำที่เข้าใจปัญหา”

จากนั้นได้กาง “โรดแม็ป” ชี้แนะแนวทางในขั้นต่อไปว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งนายกฯ คนใหม่ โดยมีภารกิจเฉพาะหน้า 2 อย่างที่จะต้องทำให้เสร็จภายในกรอบเวลา 1 ปี คือ แก้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 รวมถึงการฟื้นฟูประเทศ

ภารกิจต่อมาคือ เป็นเจ้าภาพในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอ 3 ยุบ 1 เลิก 1 แก้ คือ ยุบศาลรัฐธรรมนูญ ยุบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยุบวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ส่วน 1 เลิก คือเลิกมาตรา 279 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เพื่อยกเลิกการนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาประกาศคำสั่งและการกระทำของ คสช. และ 1 แก้ คือแก้มาตรา 256 ให้สามารถมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้น

และกำหนดให้มี ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน โดยเน้นย้ำว่า “ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อ ผลร้ายจะยิ่งมหาศาล”

ข้อเสนอก็ฮาร์ดคอร์ตามสไตล์อย่างผู้ชายที่ชื่อธนาธร มีการทำการบ้านหาข้อมูลอย่างรอบด้านประหนึ่งว่าเป็นรัฐบาลเสียเอง แสดงความพร้อมเสมอว่า หากเขาได้อำนาจการบริหารแผ่นดิน จะทำอะไรให้กับประเทศบ้าง

เตรียมอุ่นเครื่องรอวันที่วันนั้นจะมาถึง

 

ในบรรดาพรรคการเมืองที่ถูกยุบและแยกตัวออกมาเคลื่อนไหวนั้น กลุ่มของธนาธรดูจะมีอนาคตที่ค่อนข้างสดใส

เพราะเสียงสนับสนุนจากแฟนคลับยังมีอยู่ท่วมท้น

คงจะจำกันได้ว่า หลังพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ถูกยุบ สมาชิกก็พยายามออกมาเคลื่อนไหวโดยการตั้งกลุ่มก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย แต่ออกตัวได้ไม่นานก็เหมือนจะหมดแรงเดินทวนกระแสน้ำไม่ไหว ก่อนจะสลายตัวไปในที่สุด

แต่คณะของธนาธรและผองเพื่อนยังคงรักษาระดับการเคลื่อนไหวได้ไม่มีตก ดูได้จากเพจคณะก้าวหน้า – Progressive Movement ที่มีผู้ติดตามกว่า 7 หมื่นบัญชีภายในระยะเพียง 4 วัน ก็ทำให้แนวโน้มการคงอยู่ของคณะอยู่ในระดับที่สูงทีเดียว

ความคล่องตัวและปราดเปรียวของร่างทรงใหม่ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ ก็อาจจะทำให้ผู้ที่มีอำนาจรู้สึกว่าตัวเองกำลัง “คิดผิด” ที่ไม่เก็บคนอย่างธนาธรไว้ในสภา

เพราะการปล่อยอิสระเช่นนี้ ดูจะเป็นการเปิดทางให้มีเวลาฝนเขี้ยวเล็บและหาพวกมาร่วมอุดมการณ์ได้มากกว่าก็ได้

บทความก่อนหน้านี้อุรุดา โควินท์ / ทางรอดอยู่ในครัว : กลับมาคบปลากระป๋อง
บทความถัดไปเตือนอย่าคลิกสมัคร! พบ 44 เว็บไซต์ปลอม ลวงคนลงทะเบียน “เราไม่ทิ้งกัน”