คนมองหนัง | “ไวรัสโคโรนา” กับ “ภาพยนตร์”

คนมองหนัง

สัปดาห์นี้ขออนุญาตพาผู้อ่านไปสำรวจความคิดเห็นที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง “ไวรัสโคโรนา” หรือ “โควิด-19” เข้ากับ “ภาพยนตร์” ได้อย่างน่าสนใจ

ผ่านมุมมองของผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีน, ปัญญาชนยุโรป

และนักวิชาการชาวไทย

เจี่ยจางเคอ (ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีน)

ให้สัมภาษณ์ขณะนำภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Swimming Out Till The Sea Turns Blue” ไปเปิดตัวที่เทศกาลหนังนานาชาติเบอร์ลิน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์

คำถาม : มันต้องเป็นเรื่องยากลำบากมากๆ สำหรับคุณในการเดินทางมาที่เยอรมนี คุณช่วยอธิบายเรื่องนี้หน่อยได้ไหม?

“ผมคิดเรื่องนี้ในแง่มุมส่วนบุคคล จากอารมณ์ความรู้สึกของผม มันมีความอีหลักอีเหลื่อมากๆ ในด้านหนึ่ง จริงๆ แล้วพวกเราสามารถตัดสินใจที่จะไม่เดินทางมาร่วมงานได้ นั่นจะเป็นการตัดสินใจที่ง่ายมาก หากคำนึงถึงความยากลำบากและความท้าทายที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่

“แต่อีกด้านหนึ่ง ผมก็ตระหนักว่า ทางเทศกาลเบอร์ลินได้ประกาศออกไปเรียบร้อยแล้วว่าหนังเรื่องนี้จะถูกจัดฉายที่นี่ ผมจึงไม่อยากผิดคำสัญญา และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงพยายามฟันฝ่าทุกอุปสรรค เพื่อหาทางมายังเยอรมนีให้ได้

“ขณะเดียวกัน ผมก็ทราบว่าเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ใช่แค่สำหรับประชาชนชาวจีนทั่วไป แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนด้วย นี่เป็นเหตุการณ์เศร้าสลดมากๆ ครั้งหนึ่งที่พวกเราเคยพานพบ เพราะโรงหนังจำนวนมากจะไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ไปอีกราวๆ 6 เดือน นั่นอาจกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่สำหรับโรงภาพยนตร์หลายแห่งในประเทศจีน

“ส่วนในฟากผู้ผลิตภาพยนตร์ กองถ่ายหนังจำนวนมากก็ต้องหยุดกอง โดยยังไม่มีความแน่ชัดว่าหนังเหล่านั้นจะมีการถ่ายทำกันต่อหรือไม่ เมื่อใด นี่คือคำถามที่ไม่มีคำตอบ

“ดังนั้น ผมจึงคิดว่าการที่ตัวเองมาปรากฏตัวที่เบอร์ลินนั้นถือเป็นการจุดแสงสว่างขึ้นท่ามกลางห้วงเวลาแห่งความมืดมนอย่างยิ่ง เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าพวกเราสามารถลุกขึ้นหยัดยืนได้ พวกเราสามารถเอาชนะอุปสรรคนี้ได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

สลาวอย ชิเชค (นักปรัชญาและปัญญาชนมาร์กซิสต์ชาวสโลวีเนีย)

ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในทวีปยุโรป

“ยุโรปกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาวะ perfect storm คุณเคยดูหนังโง่ๆ เกี่ยวกับเรือประมงเรื่องนั้นไหม?

“หนังที่ “จอร์จ คลูนีย์” นำแสดง มันมีชื่อว่า “The Perfect Storm” คุณรู้ความหมายของคำว่า “perfect storm” หรือเปล่า? มันคือภาวะที่หายนภัยต่างๆ เช่น พายุหมุนของที่นี่และลมมรสุมของที่โน่นมาบรรจบกัน และการรวมตัวดังกล่าวก็จะก่อให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงเป็นทวีคูณ ผมคิดว่ายุโรปกำลังใกล้จะเผชิญหน้ากับ perfect storm ที่ว่านี้

“ยิ่งถ้าคุณนำเรื่องนี้ (ไวรัสโคโรนา) ไปบวกกับประเด็นเรื่องคลื่นผู้อพยพจำนวนมหาศาล สิ่งที่จะปรากฏต่อหน้าคุณก็คือ perfect storm และผมคิดว่ายุโรปตอนนี้อ่อนแอเกินกว่าจะต้านทานมหาหายนภัยอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะเสนอว่าไวรัสโคโรนาได้เปิดโอกาสครั้งใหม่ให้แก่ลัทธิคอมมิวนิสต์

“แน่นอน ผมไม่ได้หมายถึงลัทธิคอมมิวนิสต์แบบโบราณ เวลาพูดถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ ผมต้องการสื่อความอย่างตรงไปตรงมาถึงสิ่งที่องค์การอนามัยโลกกำลังป่าวประกาศ นั่นคือพวกเราควรจะมารวมพลัง, ประสานงาน และทำอะไรอย่างอื่นๆ ด้วยความรู้สึกราวกับว่า โอ้ พระเจ้า นี่มันเป็นสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนะโว้ย

“พวกเขาประกาศออกมาว่า ประเทศนี้กำลังขาดแคลนหน้ากากอนามัย, เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์การแพทย์อื่นๆ พวกเราควรรับมือกับภาวะขาดแคลนดังกล่าวเหมือนกำลังอยู่ในศึกสงคราม การร่วมมือกันในคราวนี้ของยุโรปอาจเป็นเหมือนกับการระดมกำลังพลในยุคสงคราม เราต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ แล้วผลิตภาพก็จะผลิดอกออกผลอย่างมากมาย

“ผมต้องการบอกว่ามันมีความเป็นไปได้ที่เราจะเก็บรักษาด้านดีของลัทธิทุนนิยมเอาไว้ ผ่านการทำงานของรัฐแห่งการประสานความร่วมมือ และการระดมพลังอันเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจทางสังคม

“ไม่เพียงแต่ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับไวรัสโคโรนาเท่านั้น แต่ภาวะสอดประสานกลมเกลียวเช่นนี้ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกเรา ในยามประสบกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมต่างๆ, ปัญหาผู้อพยพ และความท้าทายอื่นๆ”

เกษียร เตชะพีระ(อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์)

ให้สัมภาษณ์เรื่องประสิทธิภาพรัฐบาลในการรับมือกับภาวะแพร่ระบาดของโควิด-19

“ตอนนี้ที่เราเจอ ประทานโทษที่ยืมคำอาจารย์ชัยวัฒน์ (สถาอานันท์) มันวิกฤตดินน้ำลมไฟ “the perfect storm” วิกฤตดินคือ PM 2.5 ฝุ่นมาก่อน วิกฤตน้ำคือภัยแล้ง วิกฤตลมคือไวรัสโคโรนามันมาจากอากาศ แล้วไฟก็คือไฟป่า คือมันมาบรรจบกันพอดี

“เราจึงได้เห็นความไม่เอาไหนทางประสิทธิภาพของรัฐบาลแบบที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่มาจากอำนาจเผด็จการว่าเขาทำอะไรไม่เป็น

“เขาจัด priority ลำดับความสำคัญไม่เป็น เขาปล่อยให้ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะส่วนต่างๆ มันดึงเขาไป สะวิงไปทางนี้ ประเดี๋ยวก็ปล่อยนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ห้าม ประเดี๋ยวก็จะห้าม ประเดี๋ยวก็แบบไม่ส่งออกหน้ากากแล้วก็ส่งออกหน้ากาก คือราวกับว่าผลประโยชน์เฉพาะส่วนรายวัน ใครถึงหูท่านก่อน แล้วใครดึงท่านไปได้ก่อน…

“ไวรัสโคโรนาเหมือนหนังที่แช่กล้องไว้แล้วถ่ายมุมเดียว 24 ชั่วโมง แล้วมาเดินเครื่องให้เร็ว เราเห็นพระอาทิตย์วิ่ง ผมคิดว่าไวรัสโคโรนาคือไอ้กล้องแบบนั้นแหละ ดังนั้น ไอ้วิกฤตความระส่ำระสายอันนี้มันจะทอดเวลายาวเป็นปีกว่าเราจะเห็นในเวลาอันสั้น เห็นความไม่เป็นโล้เป็นพาย ความเลอะเทอะของมันออกมาเต็มไปหมดเลย”

ที่มาเนื้อหา

Jia Zhangke on Cinema in the Time of Coronavirus and the Undeniable Truths of Documentary Filmmaking https://thefilmstage.com/jia-zhangke-on-cinema-in-the-time-of-coronavirus-and-the-undeniable-truths-of-documentary-filmmaking/

“What I like about coronavirus” by Slavoj ?i?ek https://spectator.us/like-about-coronavirus-slavoj-zizek/

“เกษียร” ตรวจอาการป่วย “รัฐบาลประยุทธ์” วิกฤตความชอบธรรม+วิกฤตไร้ประสิทธิภาพ 

บทความก่อนหน้านี้5 จุดเด่นของดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้อะไรมากกว่าที่คิด 
บทความถัดไปวิเคราะห์ | หลอน โดมิโนหน้ากาก! จาก “ธรรมนัส” ถึง “พรรคสีฟ้า” จับตา “วิชัยเอฟเฟ็กต์” สะเทือนรัฐบาล