ฐากูร บุนปาน | เครดิตของรัฐบาล (ที่ลดหดหายลงไปเรื่อยๆ ตามเวลา)

ฐากูร บุนปาน

ที่เขาบอกกันว่า เวลาขาลง ทำอะไรก็ผิดไปหมด

คงจะเป็นอย่างรัฐบาลในวันนี้นี่เอง

วันเดียวกันกับที่ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ครั้งที่เท่าไหร่เดี๋ยวว่าในรายละเอียด) เพื่อแจกเงินประมาณ 100,000 ล้าน ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ถล่มซ้ำเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่แล้ว

ท่านก็ประกาศจัดตั้งกองทุนขอรับบริจาคเงินจากประชาชน เพื่อนำไปสู้กับไวรัส

เท่านั้นเองกระแสถล่มก็ท่วมท้น

ถามว่า นี่เป็นความอ่อนด้อยในการบริหาร หรือเป็นความอ่อนหัดในการสื่อสาร

ก็ต้องบอกว่าทั้งสองอย่างรวมกัน

ในด้านบริหารจัดการ การทำสองอย่างที่ “ดู” ขัดกันอย่างนี้ เหมือนไม่มีการพูดคุยปรึกษาหารือในรัฐบาลร่วมกันมาก่อน

ไม่มีการประเมินสถานการณ์ให้รอบด้าน

เอาแค่ “จังหวะ” ในการจัดการก็ผิดแล้ว

ซ้ำร้าย พอถูกคนด่า ก็ยังเงอะงะไปไม่เป็น

ทั้งที่เอาเข้าจริงเป็นเรื่องอธิบายได้

ว่าแจกเงินตอนเช้านั้น เป็นการพยุงหรือประคองเศรษฐกิจ และปากท้องชาวบ้าน ไม่ให้ “เละ” ไปยิ่งกว่านี้

(แต่แจกแล้วจะได้ผลหรือเปล่า เดี๋ยวมาว่ากันต่ออีกที)

แต่ที่ขอเรี่ยไรตอนเย็นนั้น เป็นการขอความร่วมมือ (หรือแสดงพลัง ปลุกความสามัคคีอะไรก็ว่ากันไป) ในยามที่โรคร้ายมีแนวโน้มว่าจะระบาดมากขึ้น

ซื่อๆ ตรงๆ ง่ายๆ เท่านี้ยังพูดไม่ได้ พูดไม่เป็น

ก็สมควรแล้วที่จะโดนถล่ม

และต้องถอยไปทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ อย่างที่เคยทำในที่สุด

แต่ก็นั่นละครับ

ความที่รัฐบาลทำอะไรเลอะๆ เทอะๆ กับงบประมาณและเรื่องการเรี่ยไรมามาก

คือขาใช้เงินภาษีชาวบ้านก็ใช้กันแบบ “ตามใจฉัน” หรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ส่วนเงินที่แบมือขอชาวบ้านมาเป็นกองทุนนู่นนี่

เอาเข้าจริงก็มากองอยู่ ไม่ได้ใช้ไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคเลย

(เพราะติดโน่นนี่จุกจิกหยุมหยิม และด่าคนอื่นเขาไว้เยอะ จนถึงตัวเองก็เกร็ง ไม่กล้าทำอะไร)

ไม่เชื่อก็ลองไปเช็กเงินกองทุนช่วยน้ำท่วมอีสานหนที่ผ่านมาก็แล้วกัน

ว่ารับเท่าไหร่ และใช้จริงไปเท่าไหร่

ฉะนั้น พอมีอะไรที่มัน “ทะแม่ง” ในเรื่องเงินๆ ทองๆ

ชาวบ้านก็ต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน

ถือเสียว่าเป็นกรรมเก่าที่ต้องก้มหน้ารับไป

แต่ความ “ไม่เป็น” ของรัฐบาลไม่ได้หมดอยู่แค่นั้น

ไม่กี่วันหลังจากกรณีหว่านเงินเช้า-แบมือขอตอนบ่าย

ท่านก็แถลงว่า กำลังจะปัดฝุ่นมาตรการ “ยกเลิกวีซ่า” สำหรับนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียขึ้นมาพิจารณากันใหม่

ผล-ก็ถูกชาวบ้านถล่มอีกตามเคย

อันที่จริง มาตรการยกเลิกวีซ่านักท่องเที่ยวจีน-อินเดียนี่เป็นเรื่องดีนะครับ

แต่ควรจะทำตั้งแต่เสนอกันมาหนแรกเมื่อปีสองปีที่แล้ว

(ที่ตลกคือตอนเสนอก็คนในรัฐบาล ตอนล้มก็คนในรัฐบาล เหมือนทำงานไม่เคยคุยกัน แถมเหตุผลในการล้มที่อ้างความมั่นคง ก็ไม่ได้ทำให้คนเชื่อถือได้เท่าประเด็นเลิกวีซ่าแล้วจะไปกระทบกระเป๋า กระทบรายได้ของ “เด็กนาย” บางคน)

ไม่ใช่มาทำเอาตอนนี้

ตอนที่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นในเรื่องการบริหารจัดการเพื่อรับมือการระบาดของโรคอยู่แล้ว

หน้ากากขาด ท่านก็บอกว่าไม่

จนหมอต้องจัดม็อบทวงถาม หรือโรงพยาบาลต้องออกประกาศขอ

มาตรการจัดการผีน้อยที่บอกว่าควบคุมติดตามได้ เอาเข้าจริงก็ไม่

ยังไม่นับประเด็นว่า “ขาใหญ่-ไฮโซ” ลอยหน้ากันเฉิดฉาย ไม่ต้องกักตัว 14 วันเหมือนชาวบ้าน ทั้งที่กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงด้วยกัน

และร้ายที่สุดก็คือเรื่องคนใกล้ตัว “ขาใหญ่” ในรัฐบาลกักตุนหน้ากากขายราคาแพง

ที่เหมือนกระทืบซ้ำชาวบ้านยามยาก

เสริมความรู้สึกคน “รู้สึก” ว่ารัฐบาลห่วงพวกพ้องและเงินมากกว่าห่วงชีวิตคน

ก็ยิ่งเหมือนราดน้ำมันใส่กองไฟ

ความ “ไม่เป็น” ไม่ว่าการจัดการหรือการสื่อสาร

ทำให้เครดิตของรัฐบาล (ที่ลดหดหายลงไปเรื่อยๆ ตามเวลา) ทรุดฮวบลงไปอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับรัฐบาลที่มีที่มาผิดปกติ คือลากรถถังมาตั้งรัฐบาลบ้าง ร่างกฎหมายพิสดารที่โลกเขาไม่ทำกันจนกระทั่งถูลู่ถูกังเข้ามาเป็นรัฐบาลได้บ้างนั้น

วิธีการ “กำจัดจุดอ่อน” ก็คือต้องเปล่งประกาย

แสดงให้เห็นประสิทธิภาพในการทำงานให้ได้มากที่สุดเปิดเผยโปร่งใส ให้ชาวบ้านสามารถตรวจสอบได้มากที่สุด

แต่นี่ท่านไม่มีทั้งสองอย่าง

ถามว่า แล้วยังหวังจะได้อะไรจากชาวบ้าน

ฝันกลางวันไปเถอะ

วันนี้คนมีสติสัมปชัญญะอยู่บ้าง เขาเลิกหวังอะไรลมๆ แล้งๆ ไปนานแล้ว

ถามว่าจริงๆ ยังมีทางแก้ไขจัดการได้ไหม

คำตอบคือมี ถ้าจริงจัง จริงใจ โปร่งใส กล้าหาญ

ซึ่งตอนนี้ชาวบ้านไม่ค่อยเชื่อว่ามี

บทความก่อนหน้านี้“ธนาธร” ชูไอเดียรับมือ “โควิด-19” หากได้เป็นรัฐบาล ย้ำใช้ล่วงหน้าอาจดีกว่ามาเสียใจทีหลัง
บทความถัดไปพิชัย ชี้ย้ายอธิบดี ตบหน้า ปชป.ทั้งพรรค! จี้ บิ๊กตู่ ลากไส้นักการเมือง ตุนหน้ากาก