เศรษฐกิจ / ส่องมาตรการอุ้ม ศก.สู้โควิด-19 หลังรัฐบาลถอยแจกเงิน 2 พัน สินเชื่อ-ภาษีช่วยได้แค่ไหน?

เศรษฐกิจ

 

ส่องมาตรการอุ้ม ศก.สู้โควิด-19

หลังรัฐบาลถอยแจกเงิน 2 พัน

สินเชื่อ-ภาษีช่วยได้แค่ไหน?

 

ผลกระทบของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะอ่อนแรง สำนักพยากรณ์เอกชนมองปีนี้ไทยต้องผจญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในรอบ 6-7 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งปีนั้นถดถอยเพราะเกิดวิกฤตการเมือง

ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจล่าสุด ประเมินสถานการณ์โควิด-19 กินเวลายาวนานถึง 9 เดือน คาดว่าโควิด-19 จบภายใน 6 เดือน จากนั้นเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 ช้ากว่าเดิมที่เคยประเมินไว้ว่าปัญหาไวรัสจะจบใน 3 เดือนและใช้เวลาฟื้นตัว 3 เดือน หรือใช้เวลา 6 เดือน

ผลกระทบจากโควิด-19 อาจทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1-2 ปีนี้อยู่ในระดับติดลบ ทั้งศูนย์วิจัยกสิกรไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินตรงกันว่า โควิด-19 สร้างผลกระทบผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจครึ่งปีแรกอยู่ในภาวะติดลบ

แม้สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินแนวโน้มจีดีพีไทยปีนี้ไว้ที่ 1.5-2.5% แต่ในฝั่งเอกชน บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าเศรษฐกิจปีนี้โตได้เพียง 0.5% จากประมาณการเดิม 2.7% ส่วนสำนักพยากรณ์ต่างชาติ ธนาคารซิตี้กรุ๊ป ของสหรัฐ ประเมินจีดีพีไทยปีนี้เหลือเพียง 0.2% จากเดิมประเมินไว้ 2.2%

ถือเป็นตัวเลขจีดีพีที่ประเมินไว้ต่ำสุดในขณะนี้

 

เมื่อถามไปยังภาครัฐถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง มองว่าไม่เกิดขึ้นแน่

การประเมินของเอกชนบอกว่าเศรษฐกิจโตได้เพียง 0.2% เป็นการมองภาพในแง่ร้ายเกินไป รัฐบาลกระทรวงการคลังคงไม่นั่งมองเฉยๆ และปล่อยให้เศรษฐกิจทรุดไปถึงระดับนั้น

ที่ผ่านมารัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือและดูแลเศรษฐกิจมาโดยตลอด โดยในปี 2562 ตั้งแต่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2562 กระทรวงการคลังนำเสนอมาตรการกระตุ้นและดูแลเศรษฐกิจ แทบทุกเดือน รวมแล้วถึง 9 มาตรการรวมวงเงินให้ความช่วยเหลือราว 1 ล้านล้านบาท

เริ่มด้วยเดือนสิงหาคม 2562 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2562 วงเงิน 3 แสนล้านบาท เน้นแจกเงินคนจน เกษตรกร ชิมช้อปใช้เฟส 1 หนุนการลงทุนเอกชน แจกเงินช่วยค่าปลูกข้าว เดือนตุลาคม 2562 มาตรกรกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 วงเงิน 5.2 หมื่นล้านบาท เน้นชิมช้อปใช้เฟส 2 สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เดือนพฤศจิกายน 2562 ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี วงเงิน 1 แสนล้านบาท แจกเงินกองทุนหมู่บ้าน ช่วยค่าเก็บเกี่ยวข้าว โครงการบ้านดีมีดาวน์ เดือนธันวาคม 2562 ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวในประเทศชิมช้อปใช้

ช่วงต้นปี 2563 ในเดือนมกราคม 2563 ออกมาตรการต่อเติมเสริมทุนเอสเอ็มอี สร้างไทยวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ปลายเดือนมกราคม มาตรการการเงินการคลังสนับสนุนการลงทุนในประเทศ เพื่อกระตุ้นลงทุนเอกชน 1.1 แสนล้านบาท, เดือนกุมภาพันธ์ มาตรการการเงินการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยววงเงิน 1.23 แสนล้านบาท ประกอบด้วยขยายเวลายื่นภาษีบุคคลธรรมดาถึงเดือนมิถุนายน จากกำหนดเดิมยื่นภายในเดือนมีนาคม หักลดหย่อนภาษีอบรมสัมมนา 2 เท่า หักลดหย่อนปรับปรุงโรงแรม 1.5 เท่า

แม้รัฐบาลจะออกมาตรการทุกเดือน แต่ตัวเลขของจีดีพีในปี 2562 โตได้เพียง 2.4% ต่ำกว่าปี 2561 ที่โต 4.1% ทำให้ดูเหมือนว่ากระสุนกระตุ้นที่รัฐบาลอัดไปนั้นไม่ได้ผล แต่ถ้าถามไปฝั่งรัฐบาลบอกว่าถ้าไม่มีมาตรการกระตุ้นอาจได้เห็นตัวเลขจีดีพี 2562 ต่ำกว่า 2.4%

ปีนี้การมองตัวเลขจีดีพีระหว่างรัฐและเอกชนดู ห่างกันมาก ภาครัฐยังมั่นใจว่าจะโตได้ 1-2% แต่ในฝั่งเอกชนมองว่าโตไม่ถึง 1%

ดังนั้น จึงเป็นที่ติดตามว่ามาตรการของรัฐจะช่วยเศรษฐกิจปีนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

 

ล่าสุดในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 10 มีนาคม เห็นชอบชุดมาตรการบรรเทาและเยียวยา แบ่งความช่วยเหลือเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มประชาชน กระทรวงการคลังคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 2-3 แสนล้านบาท หวังผลของมาตรการช่วยดูแลไม่ให้เศรษฐกิจติดลบ

มาตรการช่วยกลุ่มผู้ประกอบกอบการแบ่งเป็นด้านการเงิน 4 มาตรการ คือ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) 1.5 แสนล้านบาท พักชำระเงินต้น ผ่อนภาระดอกเบี้ย ขยายเวลาชำระหนี้ของแบงก์รัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายมาตรการทางการเงิน เพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือลูกหนี้ และมาตรการสินเชื่อจากกองทุนประกันสังคมวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ความช่วยเหลือด้านภาษี 4 มาตรการคือ ลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายลงเหลือ 1.5% จากเดิม 3% การให้เอสเอ็มอีนำรายจ่ายดอกเบี้ยจากการกู้ซอฟต์โลนมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ 1.5 เท่าจนถึงสิ้นปี 2562 การให้เอสเอ็มอีนำรายจ่ายค่าจ้างพนักงานมาหักค่าใช้จ่าย 3 เท่า เป็นเวลา 3 เดือน การเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ภายในประเทศ ภายใน 15 วัน

แนวทางช่วยเหลืออื่นมีทั้งช่วยผู้ประกอบการและประชาชน เช่น ลดค่าน้ำ ค่าไฟ คืนค่ามิเตอร์ไฟฟ้า, ลดเงินสมทบประกันสังคมลง เหลือ 0.1% จากเดิม 5% เป็นเวลา 3 เดือน การให้มนุษย์เงินเดือนสามารถซื้อกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) เพิ่มอีก 2 แสนบาท ในช่วง 3 เดือน เพื่อช่วยตลาดหุ้นที่ดัชนีปรับลดลงมากช่วงนี้

นอกจากนี้ ครม.ให้ตั้งกองทุนขึ้นมา 2 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สุดท้าย ครม.เห็นชอบยกเว้นอากรขาเข้าของวัตถุดิบเกี่ยวกับหน้ากากอนามัยเป็นเวลา 6 เดือนนับจาก ครม.มีมติเป็นต้นไป

 

โดยที่มาตรการผ่าน ครม.ไม่มีเรื่องแจกเงิน เพราะหลังจากประชุม ครม.เศรษฐกิจเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งแถลงว่า จะแจกเงิน 2 พันบาทให้ประชาชน และทันทีที่นายกฯ แถลงจบ มีเสียงคัดค้าน เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนอื้ออึง จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับลำสั่งเบรกมาตรการแจกเงินทันที

เดิมรัฐบาลจะแจกเงินให้ประชาชนถึง 20 ล้านคน วงเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกลุ่มประชาชนวัยแรงงานที่กำลังได้รับผลกระทบโควิด-19 คาดหวังว่าเงินจะลงไปในระบบเศรษฐกิจทันที

มาตรการแจกเงินเป็นยาสามัญที่รัฐบาลหยิบมาใช้ทุกครั้งที่เศรษฐกิจมีปัญหา เพราะต้องการเรียกคะแนนนิยมให้รัฐบาล ครั้งนี้รัฐบาลหวังว่าการแจกเงินมาชดเชยกับภาพลักษณ์การบริหารประเทศล้มเลวทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องโควิด-19 ดังนั้น เมื่อจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สั่งให้กระทรวงการคลังเดินหน้ามาตรการแจกเงินทันที

แม้สำนักงบประมาณบอกว่าไม่มีเงินให้แล้ว งบกลางเหลือนำไปใช้ได้ 5 หมื่นล้านบาท ต้องกันไว้สำหรับดูแลปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น แต่บิ๊กในรัฐบาลบางคนยังดึงดันที่จะเอามาใช้ให้ได้ สุดท้ายคงทนกระแสบ่นด่าไม่ไหว จึงยกเลิกมาตรการนี้ก่อนนำเสนอ ครม.เพียงแค่ 1 วัน

 

หากย้อนกลับไปดูมาตรการแจกเงินของรัฐบาลชุดนี้ พบว่า มีการแจกเงินให้ประชาชนถึง 4 ครั้ง คิดเป็นเงินกว่า 8.2 หมื่นล้านบาท

เริ่มจากเดือนสิงหาคม 2562 แจกเงินกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการ 14.6 ล้านราย เป็นเงิน 1.89 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยผู้มีบัตรทุกรายได้เงินเพิ่ม 500 บาทต่อเดือน ผู้สูงอายุรับเงินช่วยเหลือ 500 บาทต่อเดือน เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด-6 ปี 300 บาทต่อเดือน

หลังจากนั้นแจกเงินให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี เพื่อช่วยเหลือการเพาะปลูกไร่ละ 500 บาท มีเกษตรกรที่ได้รับเงินช่วยเหลือ 4.4 ล้านครัวเรือน คิดเป็นเงิน 2.58 หมื่นล้านบาท พอมาถึงเดือนพฤศจิกายน 2562 แจกเงินช่วยค่าเก็บเกี่ยวข้าวให้ชาวนาไร่ละ 500 บาท มีชาวนาได้รับเงิน 3.26 ล้านครัวเรือน คิดเป็นเงินกว่า 1.83 หมื่นล้านบาท

ในช่วง 3-4 เดือนก่อนสิ้นปี 2562 รัฐบาลง่วนอยู่กับแจกเงินชิมช้อปใช้ 3 เฟส เปิดให้ผู้ลงทะเบียนถึง 3 รอบมีประชาชนลงทะเบียน 14 ล้านคน แต่ผ่านเกณฑ์และใช้สิทธิ์แค่กว่า 11 ล้านคน โดยผู้ลงทะเบียนจะได้รับแจกคนละ 1 พันบาทเข้ากระเป๋า 1 และคืนเงินสูงสุด 20% หรือประมาณ 8,500 บาท หากใช้จ่ายกระเป๋า 2 รัฐบาลตั้งงบประมาณทั้งแจกและคืนเงินไว้ถึง 2 หมื่นล้านบาท

ดีที่ยังเบรกการแจกครั้งล่าสุดไว้ทัน หากนำเงินมาหว่านแจกประชาชนไปจนเกือบหมดกระเป๋าตั้งแต่ต้นปี ในช่วงที่เหลือของปี หากเกิดวิกฤตที่รุนแรงกว่านี้ อาจไม่พ้นต้องกู้เงินมาให้รัฐบาลใช้จ่ายเพิ่มเติม

            ไม่พ้นภาระลูกหลานและรัฐบาลในอนาคต ต้องมาก้มหน้าใช้หนี้ที่ไม่ได้ก่อเอาไว้

บทความก่อนหน้านี้“อนุดิษฐ์” ขอแรงหนุน ‘ส.ส.-ส.ว.’ เปิดสภาถกแก้วิกฤตโควิด-19
บทความถัดไปสธ.เผยผู้ป่วยโควิด19 ทะลุ 114 ราย เพิ่มใหม่รวดเดียว 6 กลุ่ม 32 ราย