“อนาคตใหม่” บนทางสามแพร่ง! จากพลังดูด สู่การปรับ ครม. ภูมิใจไทย ได้เวลาใหญ่

หลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการพรรค จะย้ำถึงอุดมการณ์พรรคที่เปรียบเป็นผู้คนและการเดินทาง พร้อมทั้งแบ่งทัพออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

ส่วนแรก คือ การย้ายไปพรรคใหม่ ที่มีหัวเรือหลักคือ “ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ที่เปรียบตัวเองเป็น “หิ่งห้อย” ไม่ใช่ “ดาวฤกษ์” แบบ “ธนาธร-ปิยบุตร” ที่หวังรวม ส.ส.พรรคที่เป็น “หิ่งห้อย” เพื่อไปยังพรรคใหม่แล้วส่องแสงสว่างร่วมกัน

ส่วนที่ 2 คือ การเดินเกมนอกสภาของ “ธนาธร-ปิยบุตร” และ “ช่อ-พรรณิการ์ วานิช” รวมทั้งอดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์การเมือง 10 ปี ในนามกลุ่ม “คณะอนาคตใหม่”

ส่วนที่ 3 คือการตั้งมูลนิธิด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อมขึ้นมา

ทั้งหมดนี้เป็นโรดแม็ปของพรรคอนาคตใหม่ที่ชัดเจน แต่ทุกอย่างกลับไม่ง่ายเช่นนั้น ในสภาวะพรรคเปรียบเป็น “ผึ้งแตกรัง” โดยเฉพาะกับอดีต ส.ส.พรรค ที่ต้องเผชิญกับ “พลังดูด” ครั้งใหญ่จากพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะฝั่งรัฐบาล หลังพรรคถูกยุบมาได้เพียง 2-3 วัน ก็มีกระแสดึงตัวอดีต ส.ส. ผ่านการดีลต่างๆ จนเป็นที่มาของ “มหากาพย์แฉ” รายวัน

โดยเบื้องต้นมีการประเมินตัวเลข ส.ส.ที่จะย้ายไปซบพรรคฝั่งรัฐบาลอย่างน้อย 10 คน และประเมินกันว่าอาจมากถึง 20 คน

ทั้งนี้ พรรคที่ตกเป็นเป้ามากที่สุดคือพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทย ที่อดีต ส.ส.อนาคตใหม่ที่ถูกเชื้อเชิญนำ “คลิปเสียง” มาเปิดแฉกลางจุดแถลงข่าวรัฐสภา ที่มีการเสนอค่าตัวสูงถึง 23 ล้านบาท

นำโดย “เบญจา แสงจันทร์” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า ทางผู้โทร.ติดต่อมา ได้เสนอให้รวบรวม ส.ส.คนอื่นๆ ไปร่วมพรรคของผู้ที่โทร.มา ซึ่งผู้ที่ชักชวนจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง และให้คนที่ย้ายไปด้วยนั้นได้อยู่ในทีมงานของตัวเอง โดย “เบญจา” แถลงยืนยันว่า ไม่ว่าจะจ่ายกี่หมื่นล้าน ก็ซื้ออุดมการณ์เราไม่ได้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานอ้างว่า ผู้ที่ติดต่อไปยัง “เบญจา” คือ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคพลังประชารัฐ

ทำให้ “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะแกนนำ พปชร. ที่คุมพื้นที่ กทม. ระบุว่า เครือข่าย ส.ส.กทม.ของพรรคไม่ได้ไปดึงใครจากที่ไหน อะไรอย่างไร ตนยืนยันได้ เพราะมีเรื่องอื่นที่ต้องห่วงใยอีกมากมาย เพราะฉะนั้น ในส่วนที่จะไปพิสูจน์ว่าเป็นใคร เป็นหน้าที่ของคนที่ออกมาเปิดเผย ส่วนจะมีการทำเรื่องไปถึง กกต.นั้น ตนเชื่อว่าไม่มีปัญหา เพราะไม่สามารถบอกได้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของใคร

แต่ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ กำลังตรวจสอบในเรื่องนี้ว่าเป็นคนของพรรคหรือไม่

พร้อมกันนี้ในวันเดียวกันมีการเปิดเผยรายชื่ออดีต 9 ส.ส.อนาคตใหม่จะย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทย จากนั้น “ปิยบุตร” ได้ออกมาระบุถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเจ็บหัวใจ เมื่อพรรคถูกยุบแล้วทำไมเป็นแบบนี้ ตกลงการเมืองไทยเป็นแบบนี้หรือ แต่ไม่เป็นไร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละคน อยากให้คนที่ไปทั้งหมดนึกถึงวันที่สร้างพรรคมาด้วยกัน ให้นึกถึงอุดมการณ์ที่เคยพูดไว้ เราเคยให้สัตยาบันว่าจะสู้ด้วยกัน จนกว่าจะได้มาซึ่งประชาธิปไตย

“ผมคุยกับผู้บริหารพรรคหลายพรรค ผู้หลักผู้ใหญ่พรรคอื่นเขาแซว ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขาพูดกันแรง ใช้คำว่าพรรคอนาคตใหม่มีแต่ ส.ส.สามล้อถูกหวย ผมยืนยันมาโดยตลอดว่า พรรคผมไม่ใช่ ส.ส.สามล้อถูกหวย แต่เป็น ส.ส.ที่มีความรู้ความสามารถ และแสดงบทบาทได้ดี” นายปิยบุตรกล่าว

นอกจากนี้ “ปิยบุตร” ยังได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า “ผมเป็น ส.ส.สมัยแรก เจอนักการเมืองอาวุโสรุ่นพี่ก็ยกมือไหว้ทักทายให้เกียรติกัน ทั้งพี่หนู อนุทิน พี่ศักดิ์สยาม พี่สรอรรถ พี่ชาดา พี่บุญลือ สัปดาห์ที่แล้ว หลายคนจาก ภท.ก็ให้กำลังใจผมเต็มไปหมด แต่สุดท้ายก็ดูด ส.ส.ไป ช่วยกันถามหน่อยครับว่าเก่งมาจากไหนได้ไปทีเดียว 9 คน”

ทั้งนี้ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หน.ภูมิใจไทย ระบุว่า ส่วนตัวเคารพนายปิยบุตร เพราะชอบความรู้ ความสามารถ การอภิปราย ความเฉลียวฉลาด ถือว่าเป็นของดี และเป็นอาจารย์ที่มีความรู้ เพียงแต่มีแนวทางไม่เหมือนกัน ตนไม่เคยคุยกับนายปิยบุตรเกิน 2 นาที

ต่อมา “ศุภชัย ใจสมุทร” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ได้ทำหนังสือถึง “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแจ้งให้ทราบว่า มีอดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ 9 คน ได้ขาดจากความเป็นสมาชิกภาพของพรรคอนาคตใหม่ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ และจำเป็นต้องสังกัดพรรคใหม่ภายใน 60 วัน ซึ่งทั้ง 9 คนได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเรียบร้อยแล้ว

ผ่านมาไม่นาน “ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้นำ ส.ส.พรรคเดียวกัน แถลงข่าวพร้อมเปิด “คลิปเสียง” สนทนาภาษาอีสาน ระหว่าง “อดิศักดิ์ สมบัติคำ” อดีตผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม พรรคอนาคตใหม่ กับ “สำลี รักสุทธี” ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ใน 9 ส.ส.ที่ย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทย เพื่อยืนยันว่ามีการใช้เงินดูดอดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ไปจริง

โดยในบทสนทนาช่วงหนึ่ง “สำลี” ได้กล่าวว่า “เรื่องเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ต้องย้าย เพราะอยู่พรรคเก่า เงินไม่พอใช้หนี้ ชักหน้าไม่ถึงหลัง เป็นหนี้เป็นสินเยอะแยะ จำเป็นต้องไปหาพรรคที่มีเงิน”

จากนั้น “เสี่ยหนู” ได้ออกมาระบุถึงเรื่องคลิปเสียงดังกล่าวว่า “ต้องอัดเทปกันหมด มารยาทต้องมี เป็นพฤติกรรมกุ๊ย ไม่ใช่อารยธรรม ทำกันอย่างนี้ได้ยังไง และผมไม่ฟ้องกุ๊ย เพราะจะได้อะไรขึ้นมา มันไม่ใช่กงการของคนที่มาแถลง ใครก็ไม่รู้ ขอยืนยันว่าไม่มีตัวเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่ต้องขู่ ลุยเลย ถ้ามีหลักฐาน อยากจะรู้เหมือนกันใครไปจ่ายให้”

อย่างไรก็ตาม อีกมุมก็มีการตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกลับมายังพรรคอนาคตใหม่เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นในพรรค อีกทั้งสถานการณ์ภายในพรรคในปัจจุบันอยู่กันอย่างระแวดระวังเพราะ ส.ส.แต่ละคนต่างไม่รู้ว่าใครเป็นอย่างไร อีกทั้งการย้ายไปพรรคใหม่ในการนำของ “ทิม พิธา” จะเข้มแข็งเช่นเดิมหรือไม่ และไปในทิศทางใด “คณะอนาคตใหม่” ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ เพราะจะโดนอีกกระทงคือข้อหา “ครอบงำพรรค” นั่นเอง

ทว่าอาฟเตอร์ช็อกครั้งนี้สะเทือนมาถึงรัฐบาลด้วยในเรื่องการปรับ ครม. ที่จะมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นหลังศึกซักฟอก และแรงสั่นสะเทือนนี้ก็มาจากกรณีที่ “ดอน ปรมัตถ์วินัย” รมว.การต่างประเทศ เคยคิดลาออกจาก ครม.ด้วย แต่ค่อยมาคุยกันหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ซึ่งการปรับ ครม.ครั้งนี้ มองกันว่าจะมีการจัดสรรเก้าอี้พรรคร่วมรัฐบาลขึ้นใหม่ งานนี้คาดว่าจะมีพรรคน้องใหม่เข้าร่วมรัฐบาลจาก “อิทธิฤทธิ์พลังดูด” ที่เกิดขึ้น จนมีจำนวน ส.ส.ที่ไม่ขี้เหร่ที่จะร่วม ครม. เช่น พรรคพลังท้องถิ่นไท ของ “ชัช เตาปูน” อีกทั้งพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่ได้ประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมฝ่ายค้านไปแล้ว แต่เก้าอี้ ครม.มีจำกัด ย่อมต้องมี “พรรคถูกริบเก้าอี้” ซึ่งเป้าใหญ่ที่ถูกพูดถึงคือพรรคประชาธิปัตย์

ส่วน “เสี่ยหนู” ก็เป็นงาน สงวนท่าที กล่าวว่า การมี ส.ส.เพิ่มมากขึ้น ก็มีช่องทางทำให้กับประชาชนมากขึ้น และหวังว่าจะให้ความสนใจและไว้ใจว่าพรรคภูมิใจไทยเข้ามาทำงาน จึงไม่ได้เข้ามาเล่นการเมือง หรือไปต่อรองใดๆ ตนยืนยันว่าเราแฮปปี้กับ 7 ตำแหน่งรัฐมนตรีที่มีอยู่ แม้จะมี ส.ส.มากขึ้น ก็เอา 7 ตำแหน่งที่มีอยู่

ด้าน “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เรื่องการเติมเสียง ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะกระทบการปรับ ครม. เพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้อยู่กันแบบนับตัวเลข ถ้าดูจากการจัด ครม.ที่ผ่านมา จะเห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลพยายามขับเคลื่อนรัฐบาลให้ไปให้ได้ จึงไม่อยากให้เอาเรื่องตัวเลขมาตีความ ซึ่งการปรับ ครม.อยู่ที่นายกฯ ตัดสินใจ แต่ “สนธิรัตน์” ทิ้งท้ายว่า หากมีการรับลูกพรรคเพิ่มเข้ามา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีผลกับการปรับ ครม.

ในสถานการณ์เช่นนี้ ธนาธร-ปิยบุตร และอนาคตใหม่ พรรคที่ถูกยุบ จึงอยู่บน “ทางสามแพร่ง” ในสภาวะ “ผึ้งแตกรัง” และปรากฏการณ์ “พลังดูด” ที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลตีกลับที่สะเทือนทั้งฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ท่ามกลาง “วิกฤตศรัทธา” ที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนได้เห็นว่าใครเป็นใคร

บนถนนสายการเมือง ที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร

บทความก่อนหน้านี้ฐากูร บุนปาน | สังคมนี้กลับถูก “พลังงานมืด” ดึงให้ถอยหลังกลับไปอย่างน้อย 50 หรือ 100 ปี
บทความถัดไปผ่าคดี “พ.ต.ท.บรรยิน” จากหุ้น “เสี่ยชูวงษ์” ถึงอุ้มฆ่าพี่ผู้พิพากษา ทีม “บิ๊กแป๊ะ” จับยกแก๊ง