จรัญ พงษ์จีน : เส้นทางรักษาอำนาจของรัฐบาล หลังจบศึกซักฟอก

จรัญ พงษ์จีน

บอกว่าจะพาไปยลโฉมความอลังการ “กรุงลอนดอน” แต่แล้วออกทะเล ได้กินลมชมแห้ว แถว “เกาะกง ประเทศเขมร” เท่านั้น เลยพากันผิดหวัง ไม่สมราคาคุยกับที่วาดหวังตั้งใจรอ สำหรับ “ญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

ที่ “6 พรรคฝ่ายค้าน” คิดการใหญ่ ยื่นซักฟอก 6 รัฐมนตรีในรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” โม้ว่าจะสอยให้สลบเหมือด โดยเฉพาะ “บิ๊กตู่” ล็อกกระดานจับขึงพืด 2 วัน 2 คืนเต็มๆ

ระหว่างวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ คอการเมืองจินตนาการกันต่างๆ นานา ลุ้นน้าแกตลอด เกาะติด “ยุทธการอรุณรุ่ง” กันตาไม่กะพริบ แต่ที่ไหนได้ นกแก้วนกขุนทองขูดลิ้น น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง เลยหวานคอแร้ง “บิ๊กตู่” ไปสิโยม

ด้วยประการดังกล่าว ทำให้สถานการณ์การเมืองไทย แม้จะก้าวสู่สังคมสมาร์ตโฟนไปแล้วก็จริง แต่ทำให้เชื่อได้ว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ “ยังอยู่ยาว” สมพรปาก ตามปรารถนา

ยิ่งดีดลูกคิด คูณคำนวณ จำนวน “ฝักถั่ว” หรือ ส.ส.สนับสนุนตอนฟอร์มรัฐบาลใหม่ๆ เสียงสูสีก้ำกึ่ง ต้องถ่ายรูป มี “เพาเวอร์บาลานซ์”…ถ่วงดุลกันอยู่ได้มั้ง แต่ล่าสุดต้องยอมรับว่า ปีกพรรคร่วม บริหารชัยชนะได้ชาญฉลาด ยอดเยี่ยมกว่า ทำให้ “ช่องว่าง” ขยายเพดานห่างชั้นกันมากยิ่งขึ้น

ตัวเลขล่าสุด “ซีกรัฐบาล” ประกอบด้วย “พรรคพลังประชารัฐ” 118 เสียง “ประชาธิปัตย์” 52 เสียง “ภูมิใจไทย” 52 เสียง “ชาติไทยพัฒนา” 11 เสียง “รวมพลังประชาธิปไตย” 5 ที่นั่ง “พลังท้องถิ่นไท” 5 “ชาติพัฒนา” 3 “รักษ์ผืนป่าประเทศไทย” 2 ที่นั่ง “พรรคเล็ก” 11 เสียง “เศรษฐกิจใหม่” 5 ที่นั่ง รวม 264 เสียง

ขณะที่ “ฝ่ายค้าน” เดิมจาก “เพื่อไทย” 135 เสียง “อนาคตใหม่” 75 ที่นั่ง “เสรีรวมไทย” 10 เสียง “ประชาชาติ” 7 ที่นั่ง “เพื่อชาติ” 5 เสียง และ “เศรษฐกิจใหม่” 1 ที่นั่ง รวม 234 เสียง

นำตัวเลขขั้วสนับสนุนรัฐบาล กับฝ่ายค้านมาเป็นตัวตั้ง เท่ากับ 264 ลบ 234 ช่องว่างของความต่าง 30 ที่นั่ง

หลัง “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคจำนวน 16 คนเป็นเวลา 10 ปี ในจำนวนผู้ถูกตัดสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 11 คน

ส่งผลให้ “ฝ่ายค้าน” เสียงลดฮวบเหลือ 223 ที่นั่ง ล่าสุดมีข่าวว่า “ลูกพรรคอนาคตใหม่” เกิดสภาพ “ผึ้งแตกรัง” ถูกพรรคการเมืองใหญ่ซีกรัฐบาลไล่จับปลาในอ่างกันจ้าละหวั่น

บางพรรคเพิ่ม “อานุภาพการดูด” สูงถึงหัวละ 23 ล้านบาท ถือว่าเด็ดขาดและทรงพลังมาก กะซวกลูกพรรคอนาคตใหม่ไปได้เกือบ 10 คน

ฐานเสียงพรรคฝ่ายค้านที่น้อยกว่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยอ่อนเปลี้ย ดุจสมันน้อยไปโดยพลัน

จึงมีแนวโน้มสูงว่า รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะรากงอกอยู่แบบคงทนถาวร ครบเทอม ต่อวีซ่าอีก 4 ปี ครบ 8 ปีบริบูรณ์

บริหารจัดการประเทศชาติที่ทำท่าจะบอบช้ำอย่างหนักกับทุกเรื่อง ไม่ว่า “เศรษฐกิจ-สังคม-และอื่นๆ”

 

“แสงเทียน” ที่ส่องสว่างวาบในยามค่ำคืนอันมืดมิด 15 ค่ำข้างแรม… มีความหวังริบหรี่อยู่บ้างหนึ่งเดียว นั่นก็คือ “ซีกรัฐบาล” สะดุดขา เหยียบตาปลากันเอง

ดังที่ตกเป็นข่าวว่า หลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในเดือนมีนาคม หรือเมษายน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี จะสังคายนา “ปรับคณะรัฐมนตรี”

มีการปล่อยของจากคน “พลังประชารัฐ” ระบุว่า มีหลายคนกระเด็นหลุดเก้าอี้ อาทิ “ดอน ปรมัตถ์วินัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” สายแข็งจากก๊วนสี่กุมารทอง ก็ไม่วายโดนหางเลข

ระยะหลัง ก่อนศึกซักฟอกจะระเบิดเถิดเทิง กลุ่มและมุ้งต่างๆ ใน “พปชร.” มีการเคลื่อนไหว ข่มและเขย่าขวดกันเอง ซึ่งเป็นที่รู้ๆ กันภายในพรรค เวลานี้แบ่งออกเป็น 3 ซุ้มใหญ่ด้วยกัน

กลุ่มแรก “สามมิตร” ประกอบด้วย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สมศักดิ์ เทพสุทิน” และน้องสุด “อ.อนุชา นาคาศัย” ปัจจุบัน สามมิตรจับขั้วหลวมๆ กับ “แก๊งกุมารทอง” โดยมี “ส.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เป็นมือประสานสิบทิศ แต่ไม่ได้ถาวร ย้ำอีกครั้งว่า เป็นแค่ภารกิจชั่วคราว

“กลุ่มที่สอง” สายภาคกลาง-ภาคอีสานบางส่วน มี 2 โต้โผใหญ่ คือ “เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น” กับ “วิรัช รัตนเศรษฐ” โดยไพ่อีกใบเป็นกำลังเสริมสำคัญ คือสายเพชรบูรณ์ ที่มี “สันติ พร้อมพัฒน์” เป็นหัวหน้ามุ้ง

กลุ่มนี้แสดงกำลังภายในก่อนอภิปรายเล็กน้อย ด้วยการออกข่าวว่า พปชร.จะย้ายที่ทำการพรรคจากอาคารปานศรีไปอยู่ถนนรัชดาภิเษก แต่สุดท้ายถูกเตะสกัด แกนนำซุ้มอื่นๆ รุมขวางลำ เพราะที่ทำการใหม่เป็นอาคารของแกนนำกลุ่มที่สองบางคน

“ก๊วนที่สาม” ในสังกัดของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการแสดงพลังเมื่อล่าสุด คือการขน ส.ส.ในสังกัดกว่า 40 ชีวิต ตบเท้าเข้าบ้านรอยต่อฯ เสนอกับ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ให้ปลด “วิรัช รัตนเศรษฐ” ออกจากประธานวิป จน “บิ๊กป้อม” ต้องออกโรงหย่าศึกจนสงบ แต่ยังไม่สะเด็ดน้ำ

ตามโผเชื่อว่า จากการเคลื่อนไหวทั้งหมดภายใน พปชร. “บิ๊กตู่” ต้องปรับ ครม.แน่นอน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ “อนุชา นาคาศัย” กับ “สุชาติ ชมกลิ่น” และอีก 1 ที่นั่งให้กับ “ชัชวาลล์ คงอุดม” เนื่องจากได้ ส.ส.มาสมทบเพิ่มเป็น 1 ที่นั่ง ตามที่รับปากไว้เบื้องต้น อาจจะแซะขาเก้าอี้กันเองภายใน พปชร.

หรือเขี่ยพรรคร่วมพรรคหนึ่งพรรคใดออก เนื่องจากมี ส.ส.งอกมาเพิ่มจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ และที่แตกรังมาจากอนาคตใหม่

ในจำนวน “พรรคใหญ่” ที่ค่อนข้างจะเสียวก้นกบ “บิ๊กตู่” บ่นกระปอดกระแปดมากที่สุด ได้แก่ “ประชาธิปัตย์” เพราะคุมกันไม่อยู่ ลูกพรรคแตกแถวบ่อยเหลือเกิน และที่กลายเป็น “ลูกโปรด” คือ “ภูมิใจไทย” ไว้ใจได้ทุกสถานการณ์

ขั้นตอนแรก ไม่ถึงกับหักหาญน้ำใจ พบกันครึ่งทาง พปชร.ขอสลับฟันปลากันกำกับดูแลกระทรวงกับประชาธิปัตย์กันใหม่

พื้นที่เป้าหมายคือ เกษตรและสหกรณ์ กับพาณิชย์ ยื่นหมูยื่นแมวแลกกับกระทรวงศึกษาธิการ วิทยาศาสตร์ฯ หรืออะไรประมาณนั้น

สรุปคือ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ครบเทอม ต่อวีซ่าอีก 4 ปีได้จริงหรือเปล่า ไม่ได้อยู่ที่ “ฝ่ายค้าน” เพราะไม่มีน้ำยาอะไรแล้ว

แต่อยู่ที่ขั้วรัฐบาลด้วยกันเอง โดยเฉพาะ “พรรคพลังประชารัฐ” จะเป็นตัวแปรสำคัญ

บทความก่อนหน้านี้E-DUANG : คำถาม จากสถานะ FLASH MOB กับ ความเป็นจริง ผลสะเทือนการเมือง
บทความถัดไปในประเทศ แถลงการณ์ 36 อจ.นิติฯ มธ. โต้แย้งคำวินิจฉัยศาล รธน. กรณียุบพรรคอนาคตใหม่ พึงต้องจำกัดอำนาจตนเอง?