ต่างประเทศอินโดจีน : “ค้างคาว, ชะมด และลิ่น” จุดเริ่มต้น “โควิด-19”?

นักวิจัยในจีนกำลังสืบสวนสอบสวนหาต้นตอที่แท้จริงของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่ได้รับชื่ออย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลกว่า “โควิด-ไนน์ทีน” (Covid-19) อยู่อย่างต่อเนื่อง

เดิมทีนั้น เมื่อใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรม พบว่า 96 เปอร์เซ็นต์ของสารพันธุกรรมในไวรัสอู่ฮั่นที่แพร่ระบาดอยู่ในเวลานี้ เหมือนกับเป็นฝาแฝดกับไวรัสโคโรนาที่พบในค้างคาว

แต่นักไวรัสวิทยาระดับผู้เชี่ยวชาญอย่างอาร์โนด์ ฟงตาเนต์ จากสถาบันปาสเตอร์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ชี้ให้เห็นว่า น้อยครั้งนักที่ไวรัสจากค้างคาวจะกระโดดมาสู่คนโดยตรง แต่ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมักมีสัตว์อื่นทำหน้าที่ “ตัวกลาง” อีกต่อหนึ่ง

ข้อเท็จจริงจากพื้นที่เกิดเหตุก็สนับสนุนเรื่องนี้ นั่นคือ ในตลาดอาหารทะเลที่อู่ฮั่นซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นการระบาดจากสัตว์มาสู่คนนั้น ขายสัตว์ป่าเป็นๆ หลายอย่างก็จริง

แต่ไม่มี “ค้างคาว” ขาย

 

มีงานวิจัยทางวิชาการหลายชิ้นที่ได้ข้อสรุปตรงกันว่า ค้างคาวเป็นแหล่งสะสมไวรัสชั้นเยี่ยมก็จริง แต่ไวรัสในค้างคาวมักขาดคุณลักษณะบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถฝังตัวกับ “รีเซปเตอร์” หรือตัวรับของเซลล์ในร่างกายคนได้

ไวรัสที่ขาดคุณสมบัติที่ว่านี้ ต้องสร้างลักษณะนี้ขึ้นมาก่อน วิธีการสร้างก็คือ การระบาดจากค้างคาวไปสู่สัตว์อีกอย่าง แล้วใช้ร่างกายของสัตว์ดังกล่าวนั้นเพาะสร้างลักษณะนี้ขึ้นมาได้ ฟงตาเนต์ชี้ว่า ในกรณีที่สามารถระบาดมาติดคนได้ สัตว์ที่เป็นตัวกลางที่ว่านั้นต้องเป็น “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” เหมือนกับคนเรา

เช่นกรณีของไวรัสโคโรนาที่ก่อให้เกิดโรคระบบบทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน (ซาร์ส) นั้น ต้นตอมาจากค้างคาวเช่นกัน แต่จำเป็นต้องผ่าน “ชะมด” จึงสามารถแพร่ไปสู่คนได้ แล้วก่อให้เกิดการระบาดใหญ่เมื่อ 17 ปีก่อน

ทีมสอบสวนโรคของจีนจากมหาวิทยาลัยเกษตรกรรมเซาธ์ไชน่า นำเอาพันธุกรรมของไวรัสไปตรวจสอบเทียบเคียงกับตัวอย่างที่ได้จากสัตว์ป่ามากกว่า 1,000 ชนิด แล้วก็พบผู้ต้องสงสัยรายใหม่

ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมตรงกันเหมือนเป็นฝาแฝดกับพันธุกรรมของไวรัสที่ได้จากผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาถึง 99 เปอร์เซ็นต์

นั่นคือ ตัวลิ่น หรือตัวนิ่ม ที่ฝรั่งเรียก “แพงโกลิน”

 

แต่ผู้ชี่ยวชาญอย่างเจมส์ วู้ด คณบดีคณะสัตวแพทย์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ บอกว่า จะสรุปว่าไวรัสที่มีสารพันธุกรรมที่จำแนกออกมาเหมือนกันกว่า 99 เปอร์เซ็นต์มาจากที่เดียวกันนั้น ยังไม่เพียงพอ

ยิ่งไปกว่านั้น การสรุปเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ผลการศึกษาวิจัยทั้งหมดควรเผยแพร่ให้มีการทบทวนทางวิชาการกันอย่างทั่วถึงในระดับโลก

เจมส์ วู้ด บอกว่า ถ้าจะหาตัวการแบบเจาะจง ต้องนำสัตว์ป่าเป็นๆ ทั้งหมดที่ขายในตลาดต้นตอมาทดสอบเพื่อเทียบเคียงให้หมด ปัญหาคือเป็นไปไม่ได้แล้วในทางปฏิบัติในตอนนี้ ตลาดอู่ฮั่นถูกปิดถาวรไปตั้งแต่แรก

ฟงตาเนต์ชี้ว่า รายงานของนักวิทยาศาสตร์จีนบอกว่าได้ดำเนินการทดสอบกับสัตว์ในตลาดต้นตอแล้วเช่นกัน โดยเก็บตัวอย่างจากรถขยะ ซึ่งฟงตาเนต์เดาเอาว่าเป็นการเก็บมูลสัตว์ทั้งหลายมาตรวจวิเคราะห์นั่นเอง

แต่มาร์ตีน ปีเตอร์ส นักไวรัสวิทยาจากสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนา (ไออาร์ดี) ของฝรั่งเศส ซึ่งเคยเป็นผู้ตรวจสอบ สืบสวนต้นตอที่มาของเชื้ออีโบลาที่ระบาดหนักในแอฟริกาเมื่อเร็วๆ นี้จนพบ ชี้ถึงความเป็นไปได้อีกทาง

นั่นคือ ก็มาจากค้างคาวโดยตรงนั่นแหละ

เธอชี้ว่า กรณีของอีโบลา ได้ข้อสรุปว่า ค้างคาวแพร่เชื้อให้กับผู้ป่วยรายแรกโดยตรงเพราะไปสัมผัสกับขี้ค้างคาวที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่เต็มไปหมด ข้อสรุปนี้ได้จากการตรวจสอบมูลค้างคาวหลายแห่งมาเปรียบเทียบกัน

จะเป็นค้างคาว ชะมด หรือลิ่นก็ตามที สิ่งที่น่าวิตกก็คือ สัตว์ป่าเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารโปรดของผู้คนในชาติอาเซียนกันทั้งนั้น

ชะมดนั้นว่ากันว่าเนื้ออร่อย ค้างคาวกินกันเป็นอาหารประจำที่สุลาเวสี อินโดนีเซีย ส่วนลิ่นหรือนิ่มก็ขายดีจนแทบสูญพันธุ์

อย่าย่ามใจ ตอนนี้คนติดเชื้อกว่า 76,000 คน ตายแล้วกว่า 2,000 คน น่ากลัวหยอกเสียเมื่อไหร่?

บทความก่อนหน้านี้FUJIFILM X-T200 Smart Mirrorless V กล้องสุดสมาร์ททั้งภาพนิ่งและวิดีโอ
บทความถัดไปบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลอันดับ 1 ในประเทศไทย จัดงาน Thailand Zocial Awards 2020 (ไทยแลนด์ โซเชียล อวอร์ด 2020) ครั้งที่ 8