รายงานพิเศษ / ‘บิ๊กแดง’ Lone Wolf ข้ามาคนเดียว ปฏิรูปกองทัพ ฟอกขุมทรัพย์ ทบ. สะเทือนบ้าน ‘3 ป.’ หยั่งใจ ‘พี่ตู่-น้องแดง’ กับดรีมทีม ‘แดง-แป๊ะ’

รายงานพิเศษ

 

‘บิ๊กแดง’ Lone Wolf

ข้ามาคนเดียว

ปฏิรูปกองทัพ

ฟอกขุมทรัพย์ ทบ.

สะเทือนบ้าน ‘3 ป.’

หยั่งใจ ‘พี่ตู่-น้องแดง’

กับดรีมทีม ‘แดง-แป๊ะ’

 

บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ในทันใด

วิกฤตที่กำลังถูกกดดันให้ลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุโศกนาฏกรรมที่โคราช

ด้วยการประกาศล้างธุรกิจสีเขียว ธุรกิจในค่ายทหาร แล้วจัดระบบใหม่ จากที่เคยเป็นเงินนอกงบประมาณหรือหม้อข้าวของกองทัพบก ก็ดันให้ทุกอย่างขึ้นมาอยู่บนโต๊ะ ให้ส่งรายได้เข้ากระทรวงการคลัง แล้วปันกำไรส่วนหนึ่งเข้ากองทุนสวัสดิการ ทบ.

ทั้งสนามมวยลุมพินี สนามกอล์ฟ ทบ. สนามกอล์ฟลานนา เชียงใหม่ สนามม้า กองทัพภาคที่ 2 โคราช อาคารพักรับรองริมทะเล สวนสนประดิพัทธ์ ประจวบฯ ร้านสะดวกซื้อ ตลาดนัด รวมกว่า 40 แห่ง

ถือเป็น ผบ.ทบ.คนแรกที่ยอมทุบหม้อข้าว ยอมแบ่งขุมทรัพย์ ยอมแบ่งเงินนอกงบประมาณที่เคยเข้าคลังทัพบกและหน่วยเต็มๆ ให้กับรัฐ

ที่อาจมีอดีต ผบ.ทบ.และบิ๊ก ทบ.บางคนไม่เห็นด้วย ที่จู่ๆ ผบ.ทบ.ยอมนำรายได้จากสวัสดิการทหาร จากน้ำพักน้ำแรงทหารเข้าคลังหมด แทนที่จะเก็บไว้บำรุงหน่วย ดูแลกำลังพล

เป็นเหมือน Lone Wolf หมาป่าเดียวดาย ที่ทำคนเดียว มาคนเดียว ลุยคนเดียว โดยที่คนอื่นๆ ใน ทบ.อาจเสียงแตก ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่ในเมื่อบิ๊กแดงเป็นเบอร์ 1 เป็น ทบ.1 เมื่อตัดสินใจอย่างไรแล้วก็ต้องเดินหน้า

และเป็นที่รู้กันดีว่ามีเหตุผลพิเศษที่บิ๊กแดงต้องลุยเดี่ยวเช่นนี้

แต่ พล.อ.อภิรัชต์ก็ได้พบหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะปฏิรูปกองทัพในด้านไหนบ้าง พร้อมสำทับว่า “พี่ครับ ผมต้องทำ”

 

ในอีกมุมหนึ่งก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างสอดคล้องกับแนวทางของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เคยอภิปรายโจมตีเรื่องเงินนอกงบประมาณของกองทัพมาแล้ว

จนทำให้ถูกมองว่า พล.อ.อภิรัชต์กับนายธนาธร ที่แม้จะยืนอยู่ตรงข้ามกันคนละขั้ว แต่ก็มีแนวคิดบางอย่างที่คล้ายกัน โดยเฉพาะการปฏิรูปกองทัพ

ทั้งๆ ที่เป็นแผนที่ พล.อ.อภิรัชต์ได้ดำเนินการมาก่อนล่วงหน้าแล้ว แต่เป็นจังหวะที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่โคราช จากน้ำมือของ “จ่าทหาร” ผู้ซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา และปัญหาในโครงการสวัสดิการต่างๆ โดยเฉพาะบ้านพักสวัสดิการ

จากเดิมที่บางกิจการเป็นสวัสดิการของแต่ละหน่วยเอง เก็บรายได้เอง ก็กลายมาเป็นดึงเข้ามาอยู่ใน ทบ.ส่วนกลาง แล้วให้เอกชนมืออาชีพมาบริหารจัดการ

 

แต่ทว่าในบรรดาขุมทรัพย์หรือหม้อข้าวหม้อแกงของกองทัพบกที่จะปฏิรูปใหม่นี้ ยังไม่ครอบคลุมไปถึง ททบ.5 และสถานีวิทยุกองทัพบก 126 สถานี ที่เป็นรายได้เงินนอกงบประมาณของหน่วยเจ้าของสถานีวิทยุนั้นๆ มายาวนาน

ประมาณว่า พล.อ.อภิรัชต์ก็ไม่อยากไปยึดรายได้ของหน่วยเข้ามาเป็นของกองทัพบกส่วนกลางไปเสียทั้งหมด เพราะอาจมีคลื่นใต้น้ำระลอกใหญ่เกิดขึ้น

เพราะแค่การดึงสวนสนประดิพัทธ์ อาคารรับรอง 2 อาคาร และสนามกอล์ฟริมทะเล ที่ศูนย์การทหารราบเคยดูแลอยู่เข้ามาอยู่ในสวัสดิการกองทัพบกส่วนกลางก็เกิดกระแสต่อต้านไม่น้อย

ถึงขั้นที่ พล.อ.วิมล วงศ์วานิช อดีต ผบ.ทบ. ที่เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง และควักเนื้อ ไม่ได้ใช้งบประมาณหลวงในการสร้างอาคารรับรองแห่งนี้ขึ้นมาเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ก็ยังฝากข้อความทีมงานกองทัพบกไปถึง พล.อ.อภิรัชต์ให้งดเว้นการนำอาคารสวนสนฯ 1 เข้าโครงการสวัสดิการเชิงธุรกิจกับกรมธนารักษ์

เพราะตอนสร้าง ตั้งใจให้เป็นสวัสดิการของศูนย์การทหารราบ

แต่ พล.อ.อภิรัชต์ก็เดินหน้าในการปฏิรูประบบสวัสดิการของกองทัพบกตามแผน

การปลุกกระแสปฏิรูปกองทัพบกของ พล.อ.อภิรัชต์ยังส่งผลสะเทือนต่อพี่ๆ 3 ป. “ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์” แบบเต็มๆ

โดยเฉพาะเรื่องขีดเส้นตายภายในกุมภาพันธ์นี้ ให้นายพลเกษียณแล้วยังพักอาศัยอยู่บ้านหลวง ที่ทำให้บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต้องออกมาชี้แจงเหตุผลที่ยังต้องอาศัยอยู่ในบ้านพักใน ร.1 รอ. ว่า

ผมก็ทำงานรับใช้ชาติมาตลอดชีวิต แม้จะมีกฎระเบียบอย่างไรก็ตาม ตอนนี้ผมยังเป็นนายกฯ เป็นผู้นำประเทศ ต้องพิจารณาเรื่องการรักษาความปลอดภัย สถานที่บ้านพักต้องเหมาะสม

แต่ก็เปิดเผยว่า ได้เตรียมพร้อมสำหรับการไปอยู่บ้านส่วนตัวด้วยเช่นกัน

การเปิดประเด็นของ พล.อ.อภิรัชต์ในเรื่องการเรียกคืนบ้านหลวงจากนายพลที่เกษียณไปแล้ว ส่งผลกระทบต่อ 3 ป.เต็มๆ แม้จะมีข้อยกเว้นให้กับนายทหารที่เคยทำคุณประโยชน์ให้ชาติบ้านเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา และองคมนตรีก็ตาม

แต่ก็ทำให้เกิดกระแสสังคมเรียกร้องไม่ให้มีข้อยกเว้นสำหรับนายพลเกษียณที่ยังคงอยู่บ้านหลวง

ทั้งนี้ ในอดีต นายกรัฐมนตรีที่แม้จะเป็นทหาร แต่ก็มีอยู่บ้านส่วนตัว เช่น บิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็พักบ้านปิ่นประภาคม นนทบุรี

บิ๊กสุ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อยู่บ้านพัก ทบ.ที่บ้านสวนรื่นฤดี เพราะเพิ่งลาออกจาก ผบ.ทบ. มาเป็นนายกฯ และสถานการณ์ตึงเครียด

แต่เมื่อลาออกจากนายกรัฐมนตรีก็มาพักที่บ้านส่วนตัวที่ซอยระนอง 2

บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็พักบ้านส่วนตัวย่านลาดกระบัง และย่านพิบูลสงคราม

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์อยู่บ้าน ร.1 รอ. ตอนเป็น ผบ.ทบ. และเมื่อก่อการรัฐประหาร และเป็นนายกฯ ต่อ 5 ปี ก็จึงอยู่ต่อ และยังไม่ได้ย้ายออกจนปัจจุบัน

แถมเป็นบ้านหลังที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนออกแบบ ออกไอเดียแนวญี่ปุ่นๆ และสร้างรั้วกำแพงสูงลิบ ปลูกต้นไม้สูงที่แนวรั้ว และร่ำลือกันว่ามีวอร์รูมในบ้านด้วย

เหตุผลสำคัญเพราะที่ ร.1 รอ. นี่อยู่ใกล้กับทั้งพี่ใหญ่ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพี่รอง บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

โดยเมื่อครั้งเป็นนายทหารหนุ่มอยู่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ชลบุรีนั้น ทั้ง 3 พี่น้องก็พักอยู่บ้านหลังเดียวกัน ที่บ้านพักหลวงของ พล.อ.ประวิตร ในค่ายนวมินทรฯ อันเป็นต้นกำเนิดของความสัมพันธ์อันแนบแน่นและยาวนานของพี่น้อง 3 ป.ทหารเสือราชินีและบูรพาพยัคฆ์นั่นเอง

แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะมีบ้านส่วนตัวอยู่ย่านประดิพัทธ์ เป็นบ้านของภริยา มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และมีบ้านของบิดาที่เสียชีวิตแล้ว อยู่ย่านบางขุนเทียน และมีข่าวลือว่ามีบ้านหลังใหม่อยู่แถวลาดพร้าว

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์เคยไปดูพื้นที่บ้านพิษณุโลก ที่อดีตนายกรัฐมนตรีเคยพำนักกันมาหลายคน

แต่ในเวลานั้นก็เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างกองทัพบก ที่ทำให้ ร.1 รอ. กลายเป็นพื้นที่พิเศษ และอาจต้องย้ายออกจากบ้านหลวง

แต่ในที่สุดก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงในส่วนบ้านพักของพี่น้อง 3 ป.

ส่วน พล.อ.อนุพงษ์แม้จะมีบ้านส่วนตัวอยู่ย่านพุทธมณฑล แต่ก็พำนักอยู่ใน ร.1 รอ.นี้มายาวนาน ตั้งแต่เกษียณราชการเมื่อปี 2553

พล.อ.อนุพงษ์ยอมรับว่า ที่ยังต้องคงอยู่บ้านหลวงเพราะสะดวก ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ไหว แต่ก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามระเบียบ

ขณะที่ พล.อ.ประวิตรกลายเป็นเป้าใหญ่เรื่องบ้านหลวง แต่ทว่าเป็นที่รู้กันนานแล้วว่า พล.อ.ประวิตรไปพักอาศัยอยู่บ้านส่วนตัวย่านมีนบุรี

ส่วนบ้านหลังเดิมที่เคยพำนักอยู่ตอนเป็นนายทหารใน ร.1 รอ.นั้น ได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดฯ แทน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปลี่ยนบ้านเป็นมูลนิธิ ที่ทำให้จะอยู่ไปได้ตลอด

แต่ พล.อ.ประวิตรก็ชี้แจงได้อย่างเต็มปากว่า มูลนิธิได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่บ้านหลังนี้กับกระทรวงการคลัง เพื่อจัดตั้งเป็นมูลนิธิเรียบร้อยมา 15 ปีแล้ว หลังจากที่ตนเองเกษียณราชการแล้ว ทุกอย่างถูกต้อง

แถมโชคดีที่พื้นที่บ้านหลังนี้อยู่ริมขอบรั้วของหน่วย จึงยิ่งสามารถแยกออกมาได้ และทำประตูเข้า-ออกของมูลนิธิเองโดยไม่ต้องผ่านประตูของ ร.1 รอ. ที่ส่วนใหญ่กลายเป็นพื้นที่พิเศษ

พล.อ.ประวิตรไม่ได้นอนพักที่มูลนิธิแห่งนี้ แต่นอนบ้านส่วนตัวที่มีนบุรี และจะมาที่ ร.1 รอ.ตั้งแต่ตี 5 แล้วมาทานข้าวเช้า ประชุมเตรียมตัวที่นี่ ก่อนเดินทางออกไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลและสถานที่ต่างๆ

 

จนเคยหวาดหวั่นกันว่าเรื่องบ้านหลวงจะกลายเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านนำไปอภิปรายในสภา แต่โชคดีที่มีกรณีของ เสธ.โหน่ง พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ยอมรับว่าตนเองก็ยังพักอาศัยอยู่ในบ้านหลวงหลายปีมาตั้งแต่เกษียณมาช่วยเอาไว้

แม้จะเป็นทางออกจากวิกฤตของ พล.อ.อภิรัชต์ แต่ก็ส่งผลกระทบไม่น้อยต่อ 3 ป. ทั้งเรื่องบ้านหลวง และการล้างธุรกิจสีเขียวในค่ายทหาร

เพราะทั้ง พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ล้วนเป็นอดีต ผบ.ทบ.ทั้งสิ้น

จนทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมในยุคที่ผ่านๆ มา ไม่มี ผบ.ทบ.คนไหนทำอย่างที่ พล.อ.อภิรัชต์กำลังทำอยู่นี้

จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ที่แม้จะบอกว่าสนับสนุนการปฏิรูปกองทัพตามแนวทางของ พล.อ.อภิรัชต์ แต่ก็ระบุว่า ไม่ใช่ที่เป็นอยู่จะไม่ดีไปเสียทั้งหมด อะไรดีก็ทำต่อไป อะไรไม่ดีก็ปรับปรุงแก้ไข คนไม่ดีก็ต้องกำจัดออกไป

ความกล้าที่ พล.อ.อภิรัชต์ยอมรับว่ามีความเหลื่อมล้ำในกองทัพ มีความไม่เป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา จนต้องยอมผ่าตัดกองทัพใหม่ ส่งผลให้เกิดเสียงชื่นชมโดยเฉพาะจากกระทรวงการคลัง กรมธนารักษ์ ที่สามารถจัดเก็บรายได้จากกองทัพได้มากขึ้น

เพราะแนวคิดเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดตอนที่ พล.อ.อภิรัชต์เป็น ผบ.ทบ. แต่เริ่มทำตั้งแต่เป็นแม่ทัพภาคที่ 1

โดยยึดรูปแบบของกองทัพสหรัฐอเมริกา ทั้งการเปิดเซเว่น-อีเลฟเว่น ร้านกาแฟอินทนิลในค่ายทหาร โดยให้เอกชนทำสัญญากับราชพัสดุ และขายสินค้าในราคาถูกกว่าท้องตลาด 5% แก่กำลังพล

 

ท่ามกลางการจับตามองความเป็นผู้นำและพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของ พล.อ.อภิรัชต์ ที่ก่อนหน้านี้เคยถูกวางตัวให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนหนึ่งในอนาคต

ต้องไม่ลืมว่า พล.อ.อภิรัชต์ ไม่ใช่แค่ ผบ.ทบ. แต่ยังเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904. ที่สร้าง “ทหารคอแดง” ให้เติบโตผ่านการฝึกร่างกายให้แข็งแรงและจิตใจที่เข้มแข็ง มีความจงรักภักดี มาเป็นผู้นำกองทัพในอนาคต

อีกทางตอนนี้กำลังเตรียมการจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ และสวนสนามของทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ และทหารรักษาพระองค์คล้ายที่เคยปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ 9 ช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา

โดยมีแผนที่จะจัดการสวนสนามทหารรักษาพระองค์ 12 กองพัน และทหารม้าจาก ม.พัน. 29 รอ. 1 กองพัน

แต่ที่พิเศษและเป็นที่ปลาบปลื้มเป็นที่สุดของทหารคือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองผสม นำการสวนสนามด้วยพระองค์เอง

ถือเป็นงานสำคัญที่ พล.อ.อภิรัชต์เป็นกำลังหลักในการเตรียมการและประสานงาน โดยมีบิ๊กแก้ว พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ เสนาธิการทหาร และนายทหารประสานงานเหล่าทัพของ ฉก.ทม.รอ.904 เป็นแม่งาน

ที่อาจจะเป็นในช่วง 28 กรกฎาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือ 11 พฤศจิกายน วันราชวัลลภ

จากบทบาทหน้าที่ที่ผ่านมา จากที่เคยถูกมองว่าจะเป็นทายาทหรือตัวตายตัวแทนของ พล.อ.ประยุทธ์หากวางมือทางการเมืองพักผ่อน แต่มาระยะหลังเริ่มมีการเสี้ยม ให้ พล.อ.อภิรัชต์ กลายเป็นคู่แข่งของ พล.อ.ประยุทธ์

จนทำให้เกิดระยะห่างในความสัมพันธ์ของ “พี่ตู่” กับ “น้องแดง” ที่แม้จะไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่ก็ไม่แนบแน่นเท่าที่เคย

จะเห็นได้จากฝ่ายการเมืองพยายามตอกย้ำว่า พล.อ.อภิรัชต์ถูกวางตัวให้เป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคต

แม้จะรู้กันดีว่า พล.อ.ประยุทธ์พร้อมที่จะดูแลประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่อง 2 สมัย 8 ปีเลยทีเดียว

แต่กระนั้นก็ใช่ว่า พล.อ.อภิรัชต์จะลงสู่สนามการเมืองได้ทันที เพราะจะต้องเว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปีหลังพ้นจากการเป็น ส.ว.

เช่นเดียวกับบิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่กำลังจะเกษียณราชการพร้อมกันกันยายนนี้ ที่ถูกจับตามองว่าจะเล่นการเมืองในอนาคต เคียงข้าง พล.อ.อภิรัชต์ เพื่อนรัก ตท.20

จากผลงานตั้งแต่จับโจรปล้นทองที่ลพบุรี จนมาถึงเหตุจ่าทหารกราดยิงโคราช ทำให้คะแนนนิยมของ พล.ต.อ.จักรทิพย์พุ่งขึ้นสูง

จึงเกิดกระแสข่าวสะพัดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะดึงมาช่วยงานการเมือง เพื่อรอเวลา 2 ปีก่อนที่จะให้เป็นรัฐมนตรี

 

ไม่แค่นั้น ยังมีแรงเสี้ยมให้ พล.อ.ประยุทธ์ปรับ พล.อ.ประวิตรออกจาก ครม. เพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์มาเป็นรองนายกฯ กลุ่มฝ่ายความมั่นคงแทน ทั้งๆ ที่ยังรับตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้เพราะต้องเว้นวรรค 2 ปีหลังพ้น ส.ว.

พร้อมปล่อยข่าวโจมตี พล.อ.ประวิตร เชื่อมโยงกับบิ๊กโจ๊ก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล

อันเป็นจังหวะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ห่างเหินกับ พล.อ.ประวิตรมาระยะหนึ่งพอดี

ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรให้ความสำคัญกับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ในการช่วยจัดโผตำรวจ จนข้ามหน้าข้ามตา พล.ต.อ.จักรทิพย์

จนที่สุด มาซึ่งศึกในวงการสีกากีที่แบ่งขั้วกันระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ อย่างชัดเจนและรุนแรง

จน พล.อ.ประวิตรต้องถอยห่างออกไปจากนายตำรวจน้องรักและลูกเลิฟ เพราะรู้ว่าขัดแย้งกันรุนแรงเกินกว่าที่จะเคลียร์ใจหรือเจรจา

ยิ่งในช่วงที่จะโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกในชีวิต พล.อ.ประวิตรก็ต้องพยายามตัดปัจจัยที่จะทำให้กลายเป็นเป้าโจมตี

จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประวิตรจะยืนยันว่าไม่เคยคุยและไม่พบ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์มานานมากแล้ว แม้ตอนจะไปบวชที่อินเดียก็ไม่ได้มาลาใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่แค่นั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์คุมตำรวจและใกล้ชิด พล.ต.อ.จักรทิพย์มากขึ้น ทำให้เกิดกระแสข่าวสะพัดถึงระยะห่างระหว่าง พล.อ.ประวิตร และนายกฯ มากขึ้นไปด้วย

ถึงขั้นที่บางสื่อที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โจมตี พล.อ.ประวิตรว่าอยู่เบื้องหลัง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จน พล.อ.ประวิตรออกมายืนยันว่า ตนเองและ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีทางที่จะขัดแย้งกัน เพราะคุยกันทุกเรื่อง และอยู่ด้วยกันมานาน ไม่มีขัดแย้ง

 

กล่าวกันว่า ศึกครั้งนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์เสียเปรียบ เพราะฝั่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์มี พล.อ.อภิรัชต์อยู่ทั้งคน

แต่ทว่าก็เกิดกระแสข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับ พล.อ.อภิรัชต์มาอย่างต่อเนื่อง กับผลพวงของเหตุการณ์โคราช

งานนี้จะเห็นได้ว่า พล.อ.อภิรัชต์ได้สั่งย้ายนายทหารระดับนายพัน อันเป็นผลมาจากความบกพร่องในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ รวมถึงเรื่องร้องเรียนที่ส่งตรงถึง พล.อ.อภิรัชต์

“ผมไม่ได้พูดเล่น แต่โยกย้ายจริง ใครทำอะไรไว้ ก็ต้องรับผลที่ตัวเองได้ทำไว้”

แต่แม้จะได้ประกาศว่าจะโยกย้ายระดับนายพันจนถึงนายพล หรือแม่ทัพ จนทำให้เกิดความหวั่นไหวว่า บิ๊กอี๊ด พล.ท.ธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อน ตท.21 ของบิ๊กแดง จะโดนเด้งในการแต่งตั้งโยกย้ายกลางปีนี้หรือไม่

พล.อ.อภิรัชต์สยบกระแสด้วยการระบุว่า ต้องให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่เลือดเข้าตาแล้วจะย้ายหมด

ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์และผู้บัญชาการเหล่าทัพได้จัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพล กลางปีเสร็จสิ้นและส่งให้บิ๊กกบ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.ทหารสูงสุดแล้ว

เพื่อส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ และ รมว.กลาโหม.ในคนคนเดียวกัน และเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ประกาศและมีผลตั้งแต่ 1 เมษายนนี้

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้พบกับปลัดกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ในการประชุมสภากลาโหม 21 กุมภาพันธ์ ที่มีการหารือเรื่องโผโยกย้ายทหาร

 

ที่สำคัญจากนี้ไป พล.อ.ประยุทธ์สยบกระแสข่าวความขัดแย้งและรอยร้าวด้วยการสั่งการให้ พล.อ.ประวิตรมาร่วมประชุมสภากลาโหมด้วยทุกเดือน

โดยแต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร อดีต รมว.กลาโหม เป็นที่ปรึกษาสภากลาโหม

แต่ พล.อ.ประวิตรตั้งใจว่าจะมาประชุมเฉพาะวันที่ พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นประธานการประชุมเท่านั้น

แต่จะไม่มาในวันที่บิ๊กช้าง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ประธานการประชุมแทนนายกฯ เพราะหวั่นว่า พล.อ.ชัยชาญจะเกรงใจ

แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่า ทั้งการจัดโผตำรวจ และโผโยกย้ายทหาร พล.อ.ประยุทธ์จะทำเองทั้งหมด

โดยยึดตามที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพเสนอมา ไม่ได้ให้ผ่านมือถือ พล.อ.ประวิตรเช่นแต่ก่อน

ในส่วนโผตำรวจ ประยุทธ์ที่คุมตำรวจ และเป็นประธาน ก.ตร. ก็มอบให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์จัดเอง โดยมีทีมงานนายกรัฐมนตรีช่วยประสานตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง

เพราะไม่ว่าอย่างไร 3 พี่น้อง 3 ป. จะขัดแย้งกันไม่ได้ แต่อาจมีงอนกันบ้าง น้อยใจกันบ้าง แต่ต้องแท็กทีมสู้ โดยมี พล.อ.อภิรัชต์เป็นกำลังสำคัญ แม้บางเรื่อง ต่างฝ่ายต่างมองไม่ทะลุใจกันเท่าใดนักก็ตาม

ตราบใดที่ พล.อ.อภิรัชต์ยังคงเปี่ยมบารมี ยังคงเป็นขั้วนี้ 3 ป. กับ 1 อ.

บทความก่อนหน้านี้“พรรณิการ์” ประเดิมซักฟอกนอกสภา ปูด พันธมิตรมืด “ประยุทธ์-นาจิบ” โยงทุจริตกองทุน 1MDB
บทความถัดไป“โควิด-19” ระบาดลาม โสมใต้ยกระดับเตือนภัยสูงสุด ญี่ปุ่นยกเลิกถวายพระพรหน้าวัง