ในประเทศ / แนวที่ 2 รหัสลับ ‘พินอคคิโอ’

ในประเทศ

 

แนวที่ 2

รหัสลับ ‘พินอคคิโอ’

 

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

ออกมาสื่อสารกับสังคมอีกครั้ง เมื่อ 18 กุมภาพันธ์

ถือเป็นโค้งสุดท้าย

ก่อนศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคดีกรณีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์

นับเป็นการแถลงปิดคดี “นอกศาลรัฐธรรมนูญ”

โดยยืนยันว่า พรรคอนาคตใหม่สามารถกู้เงินตามกฎหมายพรรคการเมืองในประเทศไทยได้

ที่ขณะนี้มีพรรคการเมืองกู้เงินกันมากกว่า 20 พรรค

แต่กระบวนการสอบสวนในชั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความผิดปกติ

คือ แม้คณะอนุกรรมการ กกต.เรียกพรรคไปเป็นพยาน ก่อนที่ต่อมาจะยกคำร้องว่าพรรคการเมืองกู้เงินได้

แต่ กกต.ก็ยังส่งให้คณะอนุกรรมการอีกคณะสอบอีก

แต่ก็มีมติเช่นเดิม

เมื่อสองคณะให้ยกคำร้องเหมือนกัน ตามกฎหมายน่าจะต้องยุติเรื่องลง

แต่ กกต.กลับเดินเรื่องต่อ

โดยมีมติกระทำผิดเข้าข่ายมาตรา 72

กกต.ใช้เวลาแค่สองสัปดาห์ในการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค โดยไม่เคยมีการแจ้งข้อกล่าวหากับพรรคอนาคตใหม่เลย และไม่เคยมีการเรียกไปให้ข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเองไม่มีอำนาจยุบพรรคและไม่มีอำนาจตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค

เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ไม่มีมาตราใดที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค

อำนาจยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคมีอยู่ในมาตรา 92 ของกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งเป็นกฎหมายรองจากรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยก่อนว่ามาตรา 92 ของกฎหมายพรรคการเมืองขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

ส่วนกรณีมาตรา 72 กฎหมายมีวัตถุประสงค์ป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองเอาเงินสีเทามาใช้ในพรรค

ถามว่าการกู้เงินผิดตรงไหน

เพราะเงินที่มาก็มีแหล่งที่มา ที่ถูกกฎหมาย ดังนั้น พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ทำผิดอะไรกับมาตรา 72

แต่เหตุที่ต้องหยิบมาตรา 72 มาเป็นประเด็นเพราะ กกต.เห็นว่ามีโทษยุบพรรค ถึงจะส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรค

พรรคไม่มีทางรู้ว่า ทำไม กกต.ตีความพิสดารได้ขนาดนี้

จึงยืนยันได้ว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีความผิดตามมาตรา 62 มาตรา 66 มาตรา 72

ศาลรัฐธรรมนูญต้องยกคำร้อง

 

นายปิยบุตรสรุปก่อนชี้ชะตาพรรคว่า

“วันที่ 21 กุมภาพันธ์ หากยุบพรรคจริง จะเป็นครั้งแรกที่ยุบพรรคฝ่ายค้านและยุบก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 วัน”

“ถ้าเกิดการยุบพรรคขึ้น จะไม่ใช่แค่การยุบพรรคเท่านั้น แต่เป็นการยุบความหวังของคนรุ่นใหม่ เพราะเป็นการทุบเข้าไปที่หัวใจของคนจำนวนมากที่หวังว่าประเทศไทยจะไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิม และยังเป็นการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นที่ต้องการให้ประเทศไทยหลุดจากวงจรรัฐประหาร ลดความเหลื่อมล้ำ และขัดขวางพัฒนาการประชาธิปไตยที่กำลังเดินไปตามครรลอง”

“อย่าเอานิติสงครามมาเป็นเครื่องมือ เพราะไม่เป็นคุณต่อการพัฒนาประเทศไทย ตรงกันข้ามจะตอกลิ่มให้ความแตกแยกร้าวลงไปเรื่อยๆ”

“ผมฝากถามไปยัง กกต.และผู้บริหาร กกต.ในฐานะผู้ร้องยุบพรรคอนาคตใหม่ว่าตื่นเช้ามาในแต่ละวันส่องกระจกแล้วถามตัวเองดังๆ ว่าคุณต้องการยุบพรรคเพราะเป็นพรรคอนาคตใหม่ใช่หรือไม่”

“และไม่ต้องการให้นายธนาธรและนายปิยบุตรมีบทบาทในทางการเมืองใช่หรือไม่”

 

คําถามดังกล่าว จะมีคำตอบจากศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้

แต่ตอนนี้ คนส่วนใหญ่ดูจะเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน

คือกรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จำนวน 191,200,000 บาท

จะมีผลที่ไม่เป็นคุณกับพรรคอนาคตใหม่นัก

อาจถูกยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค เพราะฝ่าฝืนมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น กรรมการบริหารพรรค 15 คน

ประกอบด้วย

  1. ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (พ้นสภาพ ส.ส.)
  2. ปิยบุตร แสงกนกกุล
  3. กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ
  4. ชำนาญ จันทร์เรือง
  5. พล.ท.พงศกร รอดชมภู (ลาออก)
  6. รณวิต หล่อเลิศสุนทร (ไม่ได้เป็น ส.ส.)
  7. พรรณิการ์ วานิช
  8. ไกลก้อง ไวทยการ
  9. นิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ (ไม่ได้เป็น ส.ส.)
  10. สุนทร บุญยอด (ไม่ได้เป็น ส.ส.)
  11. เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์
  12. สุรชัย ศรีสารคาม
  13. เจนวิทย์ ไกรสินธุ์
  14. ชัน ภักดีศรี (ไม่ได้เป็น ส.ส.)
  15. จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ

อาจจะต้องถูกตัดสิทธิการเมืองและคนที่เป็น ส.ส. อยู่ 11 คนจะต้องพ้นหน้าที่

หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในทางลบเช่นนั้น

ก็ต้องลุ้นว่าศาลจะเพิกถอนสิทธิการเมืองกรรมการบริหารพรรคกี่ปี 5 ปี หรือ 10 ปี

หากสูงถึง 10 ปี เส้นทางอนาคตทางการเมืองของนายธนาธรและนายปิยบุตรก็คงสาหัสยิ่ง

แถมต้องดูว่า กกต.จะเดินหน้าเอาผิด “คดีอาญา” ในอีกสำนวนที่ตั้งรออยู่ คือความผิดตามมาตรา 66 ซึ่งมีทั้งโทษจําคุก ปรับ อีกหรือไม่

ปัญหาก็จะคาราคาซังต่อไปอีกนาน

ส่วนเฉพาะหน้านี้ ส.ส.ที่เหลืออยู่ประมาณ 69 คน

คงต้องหาสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน เพื่อไม่ให้ขาดสมาชิกภาพ (รัฐธรรมนูญ มาตรา 101)

โดยระหว่างนี้อาจมี “เหตุแทรกซ้อน” จากการเข้ามาช้อนซื้อ “งูเห่า” ในอนาคตใหม่ เพื่อไปแก้ภาวะ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”

แกนนำพรรคจึงต้องเตรียมจัดการให้เกิดการ “เกาะกลุ่ม-รวมตัว” กันไว้ให้ได้มากที่สุด

โดยอาจจะต้องรีบเปิดตัวพรรคสำรอง เพื่อรวมตัวไม่ให้ ส.ส.แตกพรรคไปไหน

ขณะเดียวกันก็ต้องรีบฟอร์มคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนพรรคต่อไป

ซึ่งก็ต้องรอดูว่า ผู้ก่อตั้งพรรคที่เคยเป็นหลัก 3 คน นอกจากนายธนาธรและนายปิยบุตรแล้ว ยังมีนายชัยธวัธ ตุลาธน รองเลขาธิการพรรค ซึ่งไม่ได้อยู่ในโครงสร้าง กรรมการบริหารพรรค จึงถือเป็นผู้รอดชีวิตทางการเมืองนั้น จะแก้เกมอย่างไร

โดยต้องจับตามองว่า นายชัยธวัธที่ว่ากันว่าสนิทสนมกับนายธนาธร จะเปิดตัวเป็นโต้โผหลักในภารกิจ “สืบทอดอุดมการณ์-รักษาผู้คน” ของพรรคการเมืองใหม่ หรือไม่

พร้อมทั้งจะดึงบุคลากรในแถว 2 มาร่วมขับเคลื่อนพรรค เป็นคู่ขนานการเมือง กับฝ่ายนอกสภา ที่นำโดยนายธนาธรและนายปิยบุตรอย่างไร

“ต๋อม” หรือนายชัยธวัธ ตุลาธน เคยเป็นเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2541 เป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รหัส 39 และเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2541

รู้จักและทำกิจกรรมร่วมกับธนาธรเมื่อตอนที่นายธนาธรเป็นอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2542 และเป็นรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2543

 

นอกจากการประคับประคองพรรคใหม่ หรือพรรคสำรองให้เดินหน้าไปแล้ว

อีกปัญหาเฉพาะหน้าหนึ่ง ที่พรรคอนาคตใหม่ต้องเผชิญและรีบปรับทัพก็คือ ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์

ที่จะต้องเฟ้นหาขุนศึกไปอภิปรายแทนกรรมการบริหารพรรค ที่ถูกเพิกถอนสิทธิการเมืองและต้องพ้นจาก ส.ส. 11 คน อย่างเร่งด่วน

เพื่อให้ “ทัพซักฟอก” ขับเคลื่อนตาม “แผน” ที่วางไว้

ตามการเปิดเผยของนายธนาธรก่อนหน้านี้

ที่ระบุว่า ได้เตรียมการอภิปรายมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562

โดยใช้รหัสลับเพื่อเรียกโครงการนี้ว่า โปรเจ็กต์พินอคคิโอ มีตนเองเป็นหัวหน้าทีม

“เหตุผลที่เลือกพินอคคิโอ เพราะตัวละครพินอคคิโอ คือตัวละครที่ทำผิดซ้ำซาก และพยายามปกปิดความผิดของตัวเองไปเรื่อยๆ จนเรื่องบานปลาย ท้ายที่สุดก็ปกปิดไม่ได้ ซึ่งเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่เคยถูกตรวจสอบ และปกปิดความผิดตัวเองจากสาธารณะ วัตถุประสงค์ของโปรเจ็กต์พินอคคิโอ จึงเป็นปฏิบัติการกระชากหน้ากากของพินอคคิโอ ให้ประชาชนรับรู้ถึงจมูกอันยืดยาว และข้อผิดพลาดของรัฐบาลในรอบ 6 ปี” นายธนาธรระบุ

เดิมมีการวาง ส.ส.ที่จะอภิปรายจำนวน 16 คน

โดยทำงานร่วมกับทีมกฎหมายของพรรค และทำงานร่วมกับทีมนโยบายอีก 50 กว่าคน เป็นเวลา 4 เดือนเต็ม

พรรคอนาคตใหม่ได้โควต้าจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน 11 ชั่วโมง เฉลี่ยคนละ 40 นาที โดย 1 คนของพรรคอนาคตใหม่ จะอภิปรายในภาพรวม และอีก 15 คนจะอภิปรายในรายประเด็นไม่ซ้ำกัน

แต่ถ้าพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ คงต้องมีการปรับทัพใหม่กันพอสมควร

 

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า มีการคาดหมายถึงการวางตัว ส.ส.แถว 2 ที่จะมารับหน้าที่หลักในศึกซักฟอกคราวนี้อย่างน้อย 3 คน โดยดูจากแววที่ฉายออกมาตลอดการทำงานที่ผ่านมา ทั้งการอภิปรายในการทำงาน การลงพื้นที่เก็บข้อมูล รวมทั้งประวัติบุคคลระดับครีม

ประกอบด้วย

1) นายทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2524 ปัจจุบันอายุ 39 ปี จบชั้นมัธยมศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ ปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ การเงิน การธนาคาร ภาคภาษาอังกฤษ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทใบแรก การเมืองการปกครอง สาขาการบริหารภาครัฐ ที่ John F. Kennedy School of Government มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และปริญญาโทใบที่สอง การบริหารธุรกิจ Sloan, Massachusetts Institute of Technology (M.I.T.) สหรัฐอเมริกา

2) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

เกิดวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2520 จบการศึกษาปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมยานยนต์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์) คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ)

3) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย พรรคอนาคตใหม่

เกิดวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2524 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยตูลูส ประเทศฝรั่งเศส

ทำงานวิจัยด้านนโยบายกว่า 15 ปี เคยร่วมงานกับหลายสถาบันวิจัยระดับชาติ เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายวิจัยและนักวิจัยอาวุโส ของมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation) และเป็นนักวิจัยที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

ต้องรอดูว่า ดาวรุ่งเหล่านี้จะประสานกับทีมงานพรรคอนาคตใหม่ ลุยศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ดีเพียงใด

และจะสามารถแปรวิกฤตเป็นโอกาส

พลิกจากการถูกคาดหมายว่าจะถูกยุบพรรค มาเป็นพลังขับดัน

     เพื่อพิสูจน์ว่า แม้จะถูกกระทำ แต่สามารถพลิกเป็นฝ่ายรุกกลับได้ดีเพียงใด

บทความก่อนหน้านี้อาทิตย์ละมื้อ/ “คนข้างครัว” / มันฝรั่งอบชีส
บทความถัดไปมองบ้านมองเมือง / ปริญญา ตรีน้อยใส / ใครใคร่ ค้า ค้า ใครใคร่ โวย โวย