ฟ้า พูลวรลักษณ์ | ฉันสังเกตความชั่วร้ายเหล่านี้ด้วยความแปลกใจ และสิ้นหวัง

ฟ้า พูลวรลักษณ์

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๖๔.๒)

มีคำถามหนึ่ง คือว่าทำไมโรคระบาดหลายครั้งในยุคหลังนี้ จึงเกิดที่เมืองจีน

มันเป็นความบังเอิญหรือเปล่านะ หรือว่ามีเหตุผลอื่นใด

ข้อสังเกตอันนี้ไม่ได้ไร้สาระเสียทีเดียว ฉันสงสัยว่าพฤติกรรมในการกินอาหารของคนจีน มีส่วนในการสร้างปัญหาโรคระบาดเหล่านี้

กล่าวคือ นอกจากประชากรของคนจีนจะหนาแน่นมากแล้ว พวกเขายังตะกละอีกต่างหาก

จะในรูปแบบของการกินอาหารแปลกๆ ไปจนถึงการกินยาโป๊ว ก็เช่นกัน คนจีนมีความเชื่อในสรรพคุณของกินแปลกๆ หลายอย่าง ว่าเป็นยาอย่างดี ซึ่งไม่มีเหตุผลใดทางวิทยาศาสตร์รองรับ เป็นเพียงแค่ความเชื่อ

หลังจากวิกฤตการณ์ไวรัสโคโรนาครั้งนี้แล้ว คนจีนจะเปลี่ยนไหมนะ

หากพวกเขายังคงเดิมทุกประการ ก็เป็นไปได้สูงว่าโรคระบาดครั้งใหม่จะเกิดขึ้นอีก ด้วยเพราะโลกของเราทุกวันนี้ ไม่เหมือนพันปีก่อน มันมีมลภาวะมากมาย ทั้งในอากาศและน้ำ

ดังนั้น การกินค้างคาว แมลงแปลกๆ เนื้อสัตว์แปลกๆ สัตว์เลื้อยคลานแปลกๆ ฯลฯ ล้วนไม่ปลอดภัย

หากพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในสมัยโบราณ ก็คงไม่เป็นไร แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว ยิ่งในอนาคต ยิ่งไม่ได้

ชนชาวจีนจะเปลี่ยนพฤติกรรมไหมนะ พวกเขาจะเรียนรู้จากบทเรียน และปรับตัวไหม

ฉันอดคิดถึงตัวเองไม่ได้ พฤติกรรมการกินอาหารของฉัน ต่างกับคนจีน เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นตรงข้าม กล่าวคือ ทุกวันนี้ ฉันกินอาหารเรียบง่ายไม่กี่อย่าง แค่นั้นก็พอ แค่นั้นก็อิ่มแล้ว มันไม่ได้เกิดจากการวางแผน ฉันไม่ได้ตั้งใจ แต่เพราะฉันอิ่มแล้ว

ฉันกินเนื้อเพียงไม่กี่อย่าง เช่น

๑ เนื้อหมู

๒ เนื้อไก่

๓ เนื้อปลา

แค่นี้เอง เพราะแค่นี้ ฉันก็อิ่มแล้ว ยากมากที่ฉันจะกินเนื้ออื่นใดมากกว่านี้ นอกจากนานๆ ครั้ง แม้แต่เนื้อกุ้ง เนื้อปู เนื้อปลาหมึก เนื้อวัว เนื้อแพะ ฯลฯ เนื้อเหล่านั้น นานๆ จึงจะเข้ามาในเมนูของฉัน เช่น หากฉันเดินทางในประเทศมุสลิม ซึ่งไม่กินเนื้อหมู ก็จะมีแต่เนื้อไก่ แต่ฉันก็ไม่ต้องการกินเนื้อไก่ทุกมื้อ ฉันจึงจะกินเนื้อวัว เนื้อแพะมากขึ้น แต่ในยามปกติ ฉันจะกินแค่นี้เอง

๑ เนื้อหมู

๒ เนื้อไก่

๓ เนื้อปลา

นอกจากนี้ ก็คือผัก ซึ่งฉันปกติก็กินผักอะไรก็ได้ หากฉันทำอาหารกินเอง ฉันจะเลือกผักกวางตุ้ง ซึ่งทำง่าย ราคาถูก ยากจะมีผักชนิดอื่น ด้วยเพราะผักแค่อย่างเดียว ก็อิ่มแล้ว

ฉันไม่ได้ซีเรียสมากในการกินอาหาร แต่ฉันซีเรียสกับปริมาณของอาหาร ซึ่งมันมีผลย้อนกลับมาทำให้ฉันกินอาหารเพียงไม่กี่อย่าง ฉันอาจมีลิสต์อาหารที่กินได้ยาวเหยียด แต่ทว่ามันไปได้แค่รายชื่อต้นๆ สามสี่รายชื่อ ก็อิ่มแล้ว ไม่มีความต้องการใดอีก

มุมมองที่มีต่อโลก ฉันเป็นแบบเต๋า แต่มุมมองในการกินอาหารของฉันเป็นแบบขงจื้อ ทั้งนี้เพราะขงจื้อกินอาหารเรียบง่าย เหมือนคนขี้เกียจ

สมัยก่อน ฉันจะเป็นหวัดปีละครั้งหรือสองครั้ง ได้รับความทรมานพอสมควร แต่ต่อมาเมื่อสองสามปีก่อนมานี่เอง ฉันเพิ่งสังเกตว่า จุดอ่อนของฉันอยู่ที่คอ ฉันจึงซื้อผ้าพันคอชนิดสวมเป็นปลอกคอ และสวมมันบ่อยๆ ในหลายสถานการณ์ หลายสถานที่ คือฉันยอมรับว่านี่คือจุดอ่อนของฉัน ฉันจะป้องกันตัวในส่วนที่อ่อนแอที่สุด ผลปรากฏว่า สองสามปีที่ผ่านมานี้ ฉันไม่เคยเป็นหวัดอีกเลย มันฝ่าด่านแรกเข้ามาไม่ได้

ฉันจะใส่เวลานอน หรือเวลาอยู่ในรถไฟฟ้า ในห้องแอร์ หรือแม้แต่เวลาออกไปข้างนอก หากพบว่าอากาศชื้น หรือเย็น ฉันจะรักษาความอบอุ่นของลำคอเสมอ

แล้วฉันก็ลืมหวัดไปได้เลย

ชนชาวจีนเป็นชนชาติที่ตะกละ เคยมีคำพูดว่า คนจีนกินทุกอย่างที่เคลื่อนไหวได้ พวกเขาเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ ชาญฉลาด รู้วิธีการกินอาหารนานารูปแบบ สิ่งเหล่านี้ในยุคหนึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งดี แต่ทว่ายุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์ต้องปรับตัวตามเหตุการณ์ ความตะกละอันนี้ กลับกลายมาให้โทษอย่างมหันต์

ในโลกยุคใหม่ ไม่มีที่ว่างสำหรับการกินอาหารแบบเอาสนุก เอาแปลก กินแบบไม่คิดชีวิต กินแบบศิลปะ ที่จริง ด้วยประชากรมหาศาลของคนจีน อาหารที่เหมาะกับพวกเขาที่สุดคืออาหารขงจื้อ เพราะทำง่าย ทำได้ทีละเยอะๆ มันง่าย มันตรง และมันเป็นมิตรกับโลก

เราต้องปรับตัวให้เข้ากับอากาศและน้ำ และอาหาร ในยุคใหม่นี้

หากจำเป็น เราก็ยอมเป็นคนมักน้อย กินอาหารเพียงไม่กี่แบบ มิเช่นนั้น เราไม่เพียงแต่จะป่วยไข้ หากแต่เราจะก่อกำเนิดโรคระบาดครั้งใหม่

คนเราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ส่วนใครที่พฤติกรรมดีอยู่แล้ว ก็ปลอดภัย ตัวฉันไม่ได้หวาดกลัวโรคไวรัสโคโรนานี้เลย ต่อให้เป็น ก็ยังห่างไกลจากความตาย เพราะโรคนี้ตายเพียงประมาณสองเปอร์เซ็นต์ และคนที่ตายคือคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง

ฉันจึงเดินเหินอยู่บนโลกนี้อย่างสบายใจ

แต่ฉันก็จะไม่ไปท้าทายมัน ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่ฉันก็ต้องเปลี่ยนตัวเองบางอย่าง

ปกติฉันจะเดินทางไปไกล แต่ในวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ฉันไม่เดินทางไปต่างประเทศ มันมาจากสัญชาตญาณบางอย่าง ว่าช่วงนี้ฉันจะลดรัศมีการเดินทางของตัวเองให้แคบลง

ฉันจะเดินทางเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น หลีกเลี่ยงผู้คนมากมาย ชุมชนแออัด แต่ปกติฉันก็เดินทางโดดเดี่ยวอยู่แล้ว ฉันยังคงเดินเล่นในเส้นทางเปล่าเปลี่ยว

ฉันพกหน้ากากอนามัยไว้เสมอ แต่น้อยครั้งจะสวมใส่ เพราะยังไม่เห็นความจำเป็น

สิ่งที่น่ากลัวกว่าไวรัส คือความหวาดกลัวของผู้คน ความกังวลใจของพวกเขา และความชั่วร้ายในสันดาน ที่จะผุดโผล่ขึ้นมาเป็นระยะๆ มากบ้างน้อยบ้างในแต่ละกรณี

ฉันสังเกตความชั่วร้ายเหล่านี้ด้วยความแปลกใจ และสิ้นหวัง

แน่ละ ฉันคอยสังเกตอารมณ์ชั่วร้ายนี้ในตัวเองด้วย ว่ามีไหม มีเท่าไร ฉันเฝ้าระแวดระวังมันเช่นเดียวกับที่ฉันระแวดระวังไวรัส และอุ่นใจที่ไม่เห็นมัน หรือเห็นมัน แต่ทว่ามีน้อยมาก จนไม่ทำให้ฉันป่วยไข้

ฉันยอมรับว่ารอบตัวของฉันมีแบคทีเรียและไวรัส และสิ่งมีชีวิตอื่นอีกมากหลาย ที่ทำงานได้อย่างไวรัส เพียงแต่ว่า หากมันผ่านด่านแรกเข้ามาไม่ได้ ฉันก็ปลอดภัย

ด่านแรกอาจจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ตัวฉันต้องสังเกตเอาเอง

เช่น อาจอยู่ที่ลำคอ อาจอยู่ที่ดวงตา อาจอยู่ที่จิตของฉันเอง

บทความก่อนหน้านี้“อัษฎางค์ ปาณิกบุตร” หนุนขุดรากถอนโคน ปัญหาเหลื่อมล้ำ-โครงสร้าง ขรก. ต้นตอเหตุรุนแรงไม่คาดฝัน
บทความถัดไประวังให้ดี คนรุ่นใหม่ทั้งหลายสมองฝ่อไม่รู้ตัวไปกับอะไรที่ “เปลือก”