ต่างประเทศ : จริงหรือที่เกาหลีเหนือ ไม่มีใครติดไวรัสอู่ฮั่น

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังตื่นกลัวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่พบผู้เสียชีวิตแล้วทั่วภูมิภาคของโลก ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ศูนย์กลางการแพร่ระบาดในประเทศจีน ที่เดินทางออกไปตามเมืองต่างๆ ทั่วโลก และไปแพร่เชื้อในหลายประเทศ

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก แทบทุกประเทศและดินแดนที่พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ ที่ถูกเรียกกันติดปากว่า “ไวรัสอู่ฮั่น” ตามชื่อของเมืองที่เป็นต้นตอของการแพร่ระบาด

ยกเว้น “เกาหลีเหนือ” ที่ยังไม่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัสร้ายนี้แต่อย่างใด

โดยเมื่อวันที่ 22 มกราคม มีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ ที่อ้างข้อมูลจากบริษัททัวร์ในเกาหลีเหนือว่า ทางการเกาหลีเหนือได้สั่งห้ามชาวต่างชาติเดินทางเข้าไปในเกาหลีเหนือชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าชาวต่างชาติที่เข้าไปจะไปแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในประเทศเกาหลีเหนือ

ทั้งๆ ที่ตอนนี้ทุกประเทศและดินแดนรอบรัศมี 2,400 กิโลเมตรรอบๆ เกาหลีเหนือ ล้วนแล้วแต่มีผู้ติดเชื้อ ยกเว้นในมองโกเลีย

 

อย่างไรก็ตาม ซีเอ็นเอ็นได้รายงานเรื่องนี้เอาไว้อย่างเคลือบแคลงสงสัยว่า จริงๆ แล้วเกาหลีเหนือสามารถหลบหลีกการแพร่ระบาดของไวรัสอู่ฮั่นได้จริงๆ หรือ หรือจริงๆ แล้วเกาหลีเหนือยังพูดอะไรไม่หมด ปกปิดอะไรบางอย่างอยู่หรือไม่

ศาสตราจารย์นัมซังวุก จากมหาวิทยาลัยเกาหลี ที่เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (เอ็นไอเอส) ของเกาหลีใต้บอกไว้ว่า มีความเป็นไปได้อย่างมากที่ว่า ภายในเกาหลีเหนือ ประเทศที่มีประชากรถึง 25 ล้านคน อาจจะมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ในขณะที่นักวิจัยเองกำลังพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนี้ว่าแพร่ทางใดได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศ หรือทางของเสีย หรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการจะสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้หรือไม่

แต่นายนัมตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ป่วยชาวจีนอาจจะแพร่เชื้อให้ใครบางคนในเกาหลีเหนือ จากการข้ามชายแดนระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือแล้วก็เป็นไปได้

นายนัมบอกกับซีเอ็นเอ็นว่า เป็นที่รู้กันดีว่าจีนมีชายแดนที่ติดกับเกาหลีเหนือหลายจุด เช่นที่ “ตันตง” และ “เสิ่นหยาง” ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ของคู่ค้าของชาวเกาหลีเหนือผ่านชายแดนนี้ก็คือชาวจีน มีผู้คนจำนวนมาก มีการใช้รถบรรทุก ใช้รถไฟ ขนส่งสินค้าผ่านชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ

ก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือจะประกาศปิดชายแดนในช่วงที่มีการระบาดของไวรัส

 

แม้ว่าจะไม่มีการแจ้งให้แก่สาธารณะรับรู้เกี่ยวกับการยืนยันหรือผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่เกาหลีเหนือกลับแสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้งอย่างผิดปกติ เกี่ยวกับความพยายามในการที่จะต่อสู้กับไวรัส ด้วยการปิดประเทศไม่ให้ชาวต่างชาติทั้งหมดเข้าตามมาตรการป้องกันไว้ก่อน

ซึ่งก่อนหน้านี้ ตอนมีการระบาดของไวรัสอีโบลา เมื่อปี ค.ศ.2014 เกาหลีเหนือก็เคยปิดประเทศไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามาแล้วเช่นกัน

โดยเมื่อวันที่ 30 มกราคม สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของเกาหลีเหนือรายงานว่า ทางการเกาหลีเหนือได้ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งรัฐ และได้ตั้งสำนักงานต่อต้านการแพร่ระบาดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งเคซีเอ็นเอรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ทุกคนที่เข้าเกาหลีเหนือหลังจากวันที่ 13 มกราคม จะถูกกักเฝ้าระวังเพื่อดูอาการ

เคซีเอ็นเอรายงานด้วยว่า ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานสาธารณสุขขึ้นทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบระบบขนส่งและคัดกรองผู้ต้องสงสัยว่าจะป่วย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่พูดกับซีเอ็นเอ็น ต่างกังขาเกี่ยวกับความสามารถในการตรวจสอบของเกาหลีเหนือ และไม่มีใครรู้ได้จริงๆ เลยว่าเกาหลีเหนือได้ปฏิบัติตามที่มีรายงานข่าวออกมาจริงหรือไม่

เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ข่าวคราวที่จะถูกเผยแพร่ออกมาจะต้องได้รับการอนุมัติจาก “คิมจองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ

 

ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของสาธารณสุข ซีเอ็นเอ็นได้ยกตัวอย่างเรื่องความอดอยากของชาวเกาหลีเหนือเมื่อช่วงทศวรรษ 1990 ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีผู้อดอยากตายในเกาหลีเหนือมากถึงราว 2 ล้านคน แต่เกาหลีเหนือไม่เคยออกมาพูดเรื่องดังกล่าวเลย

จีนลี ผู้อำนวยการศูนย์ประวัติศาสตร์เกาหลี ของกองทุนฮุนได มอเตอร์ โคเรีย เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือเองมียาอย่างจำกัด ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องพุ่งเป้าไปที่ยาสำหรับการป้องกัน จึงยากที่จะจัดการกับการแพร่ระบาดได้

เชวจุงฮุน อดีตแพทย์ในเกาหลีเหนือที่หนีออกมาตั้งแต่ปี 2011 เล่าถึงความหลังเมื่อครั้งที่เกาหลีเหนือต้องสู้กับการระบาดของโรคหัดเมื่อปี 2006-2007 ว่า เกาหลีเหนือไม่มีทรัพยากรมากพอในการกักตัวผู้ป่วยและแยกที่รักษาตัวผู้ป่วย เพราะตามคู่มือแพทย์คือ หากพบผู้ต้องสงสัยว่าป่วยจะต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลหรือกักตัวเอาไว้เพื่อดูอาการ

แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะตามโรงพยาบาลไม่มีอาหารมากพอสำหรับดูแลผู้ป่วยได้จำนวนมาก ทำให้ผู้ป่วยพากันหนีออกจากโรงพยาบาลเพื่อไปหาอาหารกิน

นายลีซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำงานให้กับสำนักข่าวเอพี และเคยเปิดสำนักข่าวในกรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ กล่าวด้วยว่า การระบาดของโรคอาจจะกลายเป็นโอกาสสำคัญทางการเมืองสำหรับผู้นำเกาหลีเหนือ รวมไปถึงเป็นการให้เวลาแก่นายคิมที่จะวางแผนสำหรับก้าวต่อไปในการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับสหรัฐ ที่หยุดแช่แข็งมานานหลายเดือน

“คิมจองอึน ต้องการซื้อเวลาเพื่อจัดการกับกลยุทธ์ทั้งในและนอกประเทศ และเรื่องการเจรจานิวเคลียร์” นายลีกล่าว และว่า ยังทำให้เกาหลีเหนือสามารถเข้มงวดตามชายแดนได้มากขึ้น และทำให้ชาวเกาหลีเหนืออยู่ภายใต้การปกครองได้ง่ายขึ้น

 

อีวานส์ เรเวียร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ดูแลเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาอาวุธของกลุ่มอัลไบรต์ สโตนบริดจ์ เชื่อว่า การปิดชายแดนจะส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจอย่างมากในเกาหลีเหนือตอนนี้ เพราะไหนจะมาตรการคว่ำบาตรของประชาคมโลก ไหนจะแรงกดดันจากสหรัฐ จึงเชื่อว่าเกาหลีเหนือตอนนี้น่าจะตื่นตระหนกกับการปิดชายแดนของตัวเองอย่างมาก

แต่นายเชวกลับมองต่างกัน โดยบอกว่า เกาหลีเหนือมีระบบควบคุมที่ดีที่สุดในโลก มีการจำกัดด้านสังคมที่ดีเยี่ยม รวมถึงการจำกัดการเดินทางต่างๆ ที่มีมาตลอด 70 ปี เพียงแต่ตอนนี้อาจจะเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น มาตรการที่เข้มงวดขึ้นก็จะช่วยจำกัดการแพร่ระบาดของไวรัสใดๆ ไม่ให้แพร่กระจายไปมากขึ้น

แต่ที่สุดแล้วก็ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่า จริงๆ แล้วเกาหลีเหนือมีผู้ติดไวรัสอู่ฮั่นหรือไม่

บทความก่อนหน้านี้LAMITAK (ลามิแทค) ร่วมเปิดประสบการณ์และสัมผัสนิทรรศการศิลปะ DREAMSCAPE EXPERIENCE ที่ WAREHOUSE 30 ถ.เจริญกรุง
บทความถัดไป“บิ๊กตู่” ไม่ชัด ร่วมติวเข้มรับศึกซักฟอก สัมมนา “พปชร.” ที่พัทยา