ในประเทศ : ถอดปมเดือด จ่าคลั่ง ปัญหาสะสมยาวนาน ผลประโยชน์ทับซ้อนในกองทัพ

เหตุสลดที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน ใครจะคิดว่าทหารซึ่งมีหน้าที่ปกป้องดูแลประชาชน จะกลายเป็นผู้ลงมือเข่นฆ่าประชาชนเสียเอง

แม้เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของตัวบุคคลเพียงคนเดียวหรือกับคู่กรณีในกองทัพ แต่ปัญหากลับเป็นเช่นนั้นไม่

เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์มีการเปิดเผยข้อมูลเรื่องราวต่างๆ อันเป็นต้นเหตุของแรงจูงใจจ่าทหารคนดังกล่าว เปลี่ยนจากทหารฝีมือดีมีความรู้ด้านอาวุธ เติบโตรวดเร็ว กลายเป็นอาชญากร

ไม่นานหลังโศกนาฏกรรมสลด เริ่มมีข้อมูลจำนวนไม่น้อยเข้ามาในสื่อสำนักต่างๆ

รวมถึงทนายความชื่อดัง ระบุว่ามูลเหตุแห่งความสลดครั้งใหญ่ในสังคมไทยเกิดจากจ่าคนดังกล่าวไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายและเครือญาติ

 

จากการที่ผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบ พบบ้านจัดสรร 2 หลังที่ตั้งอยู่กลางไร่ข้าวโพด บ้านโป่งแมลงวัน ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา หนึ่งในนั้นคือบ้านของผู้ก่อเหตุกราดยิง ตามที่อยู่ในสัญญากู้เงินจากกองการออมทรัพย์ กรมสวัสดิการทหารบก วงเงิน 1 ล้าน 5 แสนบาท ซึ่งเปิดให้ทหารกู้เงินมาสร้างบ้านได้

แต่เนื่องจากต้องใช้หลักฐานที่ดิน อาทิ โฉนดในการกู้ตามระเบียบ ทำให้ทหารหลายคนที่ไม่มีหลักทรัพย์ ต้องใช้บริการเจ้าของธุรกิจบ้านจัดสรร

ซึ่งในกรณีของจ่าสิบเอกผู้ก่อเหตุรายนี้ ใช้บริการในลักษณะดังกล่าวกับผู้บังคับบัญชาและเครือญาติ

จ่าสิบเอกรายนี้ยังมีสถานะเป็นลูกค้าของผู้พันและยังเป็นนายหน้าคอยหาลูกค้าให้กับผู้พันด้วย

จากการตรวจสอบรายละเอียดพบว่าจ่าสิบเอกรายนี้ไปซื้อบ้านผู้พัน มีภรรยาเป็นผู้รับเหมา ตกลงราคากัน 750,000 บาท โดยได้ไปกู้เงินสวัสดิการกองทัพบกขอวงเงิน 1,500,000 บาท แต่ประเมินแล้วได้รับ 1,125,000 บาท

จึงเหลือเงินทอน 375,000 บาท กับค่านายหน้าที่แนะนำลูกค้าอีก 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 425,000 บาท

ซึ่งขั้นตอนตรงนี้มีความผิดแปลก ไม่ได้เหมือนกับการที่คนทั่วไปไปกู้เงินจากธนาคารตามปกติ เพราะโดยปกติเมื่อเรากู้กับธนาคารก็นำเงินไปจ่ายกับเจ้าของโครงการ หรือเจ้าของที่ดิน

แต่กรณีนี้เจ้าของโครงการกลับเป็นคนมาเบิกเงิน ไม่ใช่จ่าสิบเอกรายนี้ ซึ่งเป็นคนทำสัญญากู้เงิน เป็นคนเบิก

เมื่อได้เงินไปแล้วกลับไม่ยอมทอนให้กับจ่าสิบเอกรายนี้ จึงเกิดปัญหาขึ้น

ใจกลางของปัญหาจึงเกิดขึ้นเพราะผู้พันมีธุรกิจ ภรรยาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แม่ยายของผู้พันก็เป็นคนทำโครงการที่ดินจัดสรรขาย

 

หากเรามองในมุมของจ่ารายนี้ นายทหารชั้นประทวนธรรมดาโดยสามัญสำนึกก็ต้องรู้แล้วว่าเงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ไม่ใช่ว่าหามาได้โดยง่ายจากเงินเดือนทหารปกติ

ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยประเด็นที่น่าสนใจอีกว่า ปัญหาแบบนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะหน่วยทหารหน่วยนี้ แต่เกิดขึ้นกับหน่วยทหารอีกทั่วประเทศไทย ทหารหลายคนถูกเบี้ยว โกงเงินไปทั้งก้อน

นอกจากนี้ เมื่อจ่าทหารรายนี้ไปทวงเงินกับเครือญาติของผู้พันก็ยังถูกสั่งขัง ใช้อำนาจผู้บังคับบัญชาที่เหนือกว่าลงโทษทางวินัยทหาร ทั้งยังถูกอมเบี้ยเลี้ยง มีข้อมูลว่าจ่าคนดังกล่าวจะต้องได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 240 บาท ก็ถูกอมไป 140 บาท เหลือเพียง 100 เดียวต่อวัน ถูกกดขี่แบบนี้มานานนับปี

เงินที่ควรจะได้รับจำนวนมากจากการกู้เงินก็ไม่ได้ ถูกลงโทษทางวินัยอย่างไม่เป็นธรรม ถูกนำตัวไปขังคุกด้วยอำนาจของผู้พัน เบี้ยเลี้ยงที่จะใช้จ่ายในแต่ละวันยังถูกอม

ไม่ได้มีแค่จ่าสิบเอกรายนี้คนเดียว แต่ยังมีนายทหารอีกหลายคนที่ถูกโกงในโครงการนี้ รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่มีเจ้าของโครงการชื่ออื่น

 

คําถามที่น่าสนใจและต้องหาคำตอบต่อคือ ทำไมกองทัพประเมินเงินกู้ให้มากกว่าจำนวนที่ต้องการ และทำไมถึงให้บุคคลอื่นซึ่งเป็นเจ้าของโครงการไปรับเงินได้แทนผู้กู้ นอกจากนี้ อาจจะถูกตั้งข้อสงสัยได้ว่านี่อาจไม่ใช่การทุจริตในระดับตัวผู้พันคนเดียว จะเป็นในระดับขบวนการเงินทอนเป็นระบบเลยใช่หรือไม่ เพราะโครงการลักษณะนี้มีทั้งประเทศ ทหารทำกันแทบทุกจังหวัด

“หากผู้บัญชาการทหารบกมีความจริงใจในการแก้ปัญหาจริง ผมบอกได้เลยเจอแบบนี้ทุกจังหวัด สอบนายทหารที่มีหน้าที่ประเมินคนเดียวก็พอแล้ว ก็จะรู้ได้ทุกจังหวัด” นายอัจฉริยะกล่าวย้ำ

มีรายงานอีกว่า จากชนวนเหตุดังกล่าว ทำให้ผู้สื่อข่าวหลายสำนักเดินทางไปยังวัดสุทธจินดาวรวิหาร อำเภอเมืองนครราชสีมา เพื่อสังเกตการณ์การจัดเตรียมพิธีบำเพ็ญกุศลศพ พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ ผู้บังคับการกองพันกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 และนางอนงค์ มิตรจันทร์ อายุ 65 ปี แม่ยายของผู้พัน และเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ

ทันทีที่ญาติของ พ.อ.อนันต์ฐโรจน์เห็นผู้สื่อข่าวกำลังบันทึกภาพ ได้ออกมาชี้หน้าและให้งดถ่ายภาพ ไม่อนุญาตให้สำนักข่าวใดถ่ายทำข่าว

ผู้สื่อข่าวพยายามขอสอบถามปมสาเหตุของการสังหารตามที่ จ.ส.อ.จักรพันธ์ผู้ก่อเหตุระบุถึงชนวนเหตุนั้น

ญาติคนดังกล่าวก็โบกมือปฏิเสธและขอให้ผู้สื่อข่าวและช่างภาพออกไปจากบริเวณดังกล่าวทันที

ด้าน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ยอมรับว่ามูลเหตุของผู้ก่อเหตุเกิดจากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาและเครือญาติที่ได้มีการซื้อ-ขายที่ดิน และผิดสัญญากัน รวมถึงเรื่องผลตอบแทน สำหรับรายละเอียดนั้นต้องไปสืบต่อว่ามีใครเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาเมื่อผิดสัญญากันจึงทำให้เกิดแรงจูงใจในครั้งนี้ ทั้งยังสั่งตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนโดยตรงเพื่อหวังแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

“กองทัพบกโดยตนได้สั่งการให้หาวิธีการที่ดีที่สุด เปิดเรื่องร้องเรียนโดยตรงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกเอาเปรียบ และจะเน้นย้ำผู้บังคับบัญชาที่ไม่ใส่ใจดูแลทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา ผมมั่นใจและให้คำมั่นว่า ช่องทางนี้จะเป็นความลับที่สุด แต่ต้องแสดงตัวตน ว่าเป็นใคร อยู่หน่วยไหน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจัดส่งตรงมาที่ตัวผม จะหาบุคลากรมาทำ สั่งการไปแล้ว เพื่อเป็นโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสื่อสารกับผมโดยตรง และตนก็จะลงโทษอย่างเต็มที่ สุดความสามารถเท่าที่จะทำได้”

นอกจากนี้ พล.อ.อภิรัชต์ยังโชว์วิสัยทัศน์ เตรียมล้างบางปัญหาผลประโยชน์ในกองทัพ นับตั้งแต่ขู่ไล่ออกนายทหารที่เกษียณแล้วแต่ยังไม่ยอมออกจากบ้านพัก การเร่งจัดระเบียบสนามกอล์ฟ สนามมวย โรงแรมของทหาร ซึ่งเคยถูกนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แชร์ข้อมูลต่อสาธารณะในคราวอภิปรายกรรมาธิการงบประมาณมาแล้ว

“อะไรที่ไม่ดีก็ยอมรับ แต่อย่ามาตีซ้ำ ตีซ้อน ตนแก้ไข ไม่ใช่ไม่ทำ ไม่ใช่ผมพูดอย่างเดียวแล้วไม่ทำ ไปถามดูได้ในกองทัพบกในสิ่งที่ทำผมก็ยอมรับ ไม่ใช่แค่สิ่งที่ผิดพลาด และที่เกิดขึ้นนอกกองทัพบก ผมพยายามแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด” พล.อ.อภิรัชต์ชี้แจง

 

ด้านนายธนาธรกล่าวให้กำลังใจ พล.อ.อภิรัชต์ เร่งสางผลประโยชน์ในกองทัพให้ได้ พร้อมกล่าวว่า ถึงเวลาต้องปฏิรูปกองทัพให้มีความเป็นธรรมในระบบการบริหารงานมากขึ้น

“กรณีที่โคราชเกิดอะไรขึ้น เพราะช่องทางยุติธรรมตามปกติมันใช้ไม่ได้ พอคุณไปทวงหนี้เขา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเขาเอาคุณไปขังเดี่ยว เอาไปซ้อมทรมานและตัดเงิน หากเดินไปหาศาลก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลากี่ปี จะฟ้องหรือไม่ฟ้อง สิทธิมนุษยชนในกองทัพจะต้องเกิดขึ้น” นายธนาธรกล่าว

นอกจากนี้ กมธ.กฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. มาชี้แจงกรณีที่ประชาชนตั้งคำถามจากเหตุกราดยิงประชาชนที่จังหวัดนครราชสีมาว่าเกิดอะไรขึ้นในกองทัพ มีการประกอบธุรกิจและแสวงหาผลประโยชน์ในค่ายทหารจริงหรือไม่ ซึ่งคาดว่า พล.อ.อภิรัชต์จะให้ความร่วมมือในการเข้ามาชี้แจงในวันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ ช่วงบ่าย

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ รายการ “ข่าวสามมิติ” ทางช่อง 33 HD ได้รายงานถึงมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุกราดยิงของจ่าคลั่งคนดังกล่าวเพิ่มเติม เรื่องน่าตกใจเพราะมีข้อมูลพบว่า ยังมีผู้เสียหายจากขบวนการเงินทอนเงินกู้สวัสดิการ อีกไม่น้อยกว่าพันคน

เหตุการณ์นี้มองเผินๆ เหมือนเป็นความขัดแย้งส่วนบุคคล แต่กลับสะท้อนปัญหาระดับโครงสร้างทางวัฒนธรรมและอำนาจของกองทัพ ทั้งนี้ บทความนี้ไม่ได้ยืนข้างผู้ก่อเหตุ เราสามารถโมโหโกรธแค้นได้ แต่การพูดคุยกันด้วยเหตุผล รื้อไปที่รากของปัญหา

นั่นคือ “ความยุติธรรม” นั้นน่าจะเป็นทางออกและการป้องกันปัญหาระยะยาวที่ดีที่สุด

บทความก่อนหน้านี้ยืนยันเป็นชาวจีน ผู้เสียชีวิต “โควิด-19” ในฝรั่งเศส รายแรกของยุโรป
บทความถัดไปศัลยา ประชาชาติ : พลิกปูม… เทอร์มินอล 21 โคราช อาณาจักรค้าปลีก “อนันต์ อัศวโภคิน”