คำ ผกา | สลิ่มรำลึก

คำ ผกา

ขณะที่ฉันเขียนต้นฉบับชิ้นนี้อยู่เป็นวันที่ 2 กุมภาพันธ์

วันที่เราควรจะมีการเลือกตั้งอันราบรื่น เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2557 และประเทศของเราแม้จะทุลักทุเล ทว่าก็ยังอยู่ในครรลองของประชาธิปไตย

แต่การณ์กลับเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกล้ม ทำให้ฉันต้องกลับมานั่งทบทวนประวัติศาสตร์ว่าด้วยการกำจัดทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อันนำมาซึ่งการทำลาย กวาดล้างอุดมการณ์และหลักการประชาธิปไตยออกไปจากสังคม ซึ่งอาจพูดได้ว่า สามารถทำได้จนเกือบหมดจดในโครงสร้างการเมืองไทยที่เป็นทางการ

การรัฐประหารปี 2549 เกิดจากอะไร?

เมื่อเวลาผ่านไปกว่าทศวรรษก็ค่อนข้างชัดเจนว่า เกิดขึ้นเพื่อกำจัดทักษิณ

ทำไมทักษิณถึงอันตราย?

เพราะทักษิณภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 และนโยบายของเขา ทำให้เขาเป็นนายกฯ ที่ได้รับความนิยมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับนายกฯ คนไทยคนไหนมาก่อน

แม้จะด่างพร้อยในมิติของสิทธิมนุษยชน (ณ มาตรฐานของเวลานั้น แต่เมื่อมาเทียบกับเวลานี้ ที่เราเจอกับรัฐบาลที่ abused ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมเป็นว่าเล่น สิ่งที่ทักษิณทำแทบจะเป็นเรื่องเล็กไปเลย ไม่นับว่าในยุคนั้น สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมมีเสรีภาพในการวิจารณ์รัฐบาลอย่างไร้ขีดจำกัด ไม่มีทีวี หรือหนังสือพิมพ์ฉบับไหนโดนสั่งปิดตามอำเภอใจเหมือนในยุคหลัง)

มันง่ายมากสำหรับฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมืองของทักษิณที่จะคิดได้ว่า หากปล่อยให้ทักษิณและพรรคไทยรักไทยป๊อปปูลาร์ขึ้นเรื่อยๆ ชนะการเลือกตั้งต่อไปเรื่อยๆ ได้เสียงข้างมากในสภาไปเรื่อยๆ ยิ่งสามารถผลักดันนโยบายให้ถูกใจประชาชนมากขึ้นไปอีกเรื่อยๆ บริหารประเทศให้เจริญไปทัดเทียมกับชาวโลกมากขึ้นอีกเรื่อยๆ

มันง่ายมากที่เราจะสามารถคิดไปได้ว่าทักษิณและพรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ แล้วจะไหวไหม ถ้าทักษิณและพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งต่อเนื่องไปอีกสักสี่สมัย ซึ่งนั่นหมายถึง 16 ปี

ต่อให้ทักษิณไม่เป็นนายกฯ เองก็ต้องส่ง “ตัวแทน” ของตัวเองมาเป็น โดยทักษิณเป็นกุนซืออยู่เบื้องหลัง

ไม่เพียงแต่ฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมืองคิดเช่นนี้ คนไทยจำนวนมากในเวลานั้นก็คิดเช่นนี้

บนสมมุติฐานว่า ทักษิณใช้นโยบายประชานิยมซื้อใจคนรากหญ้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเอาไว้ได้ ทำให้เลือกตั้งกี่ครั้งๆ ก็ชนะ

แต่คนชั้นกลางที่มีจำนวนน้อยกว่า – ทว่า ฉลาดกว่า รู้เท่าทันมากกว่า – ย่อมกังวลใจเรื่องทรราชจากการเลือกตั้ง ห่วงเรื่องเผด็จการรัฐสภา (ที่พวกคนรากหญ้าคงไม่มีปัญญาจะเข้าใจ)

ซึ่งความห่วงใยนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจไม่ได้ เพราะหากจะมีนักการการเมืองสักกลุ่ม พรรคการเมืองสักพรรค สามารถครองอำนาจทางการเมืองต่อเนื่องยาวนาน มันก็น่ากลัวว่าพวกเขาจะลงหลักปักฐานอำนาจ ซื้อสื่อ ซื้ออำนาจตรวจสอบถ่วงดุล หรือสั่งสมอำนาจ บารมี วางขุมข่ายอำนาจของตนเองไว้ในระบบราชการทุกภาคส่วน จนไม่มีใครสามารถโค่นเขาลงได้เลย

นั่งมโนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็อาจเกิดภาพหลอนว่า “กรี๊ด วันหนึ่งมันต้องยึดประเทศไทยทั้งประเทศไปเป็นของมันและพรรคพวก แล้วเราก็จะถูกย่ำยี่บีฑา กลายเป็นพลเมืองชั้นสองแน่เลย”

(กรี๊ดๆๆๆ)

ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของทักษิณบริหารความกลัวนี้ของกลุ่มคนที่ต่อมาถูกเรียกว่า “สลิ่ม” (ในอนาคตอันใกล้นี้ ฉันน่าจะได้เขียนเรื่องกำเนิดสลิ่มอย่างพิสดารอีกครั้ง)

ความซับซ้อนของ “สลิ่ม” คือ

– สลิ่มเชื่อว่าตนเองเป็นกลุ่มคนที่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยดีมาก

– สลิ่มโดยมากเชื่อว่าตลอดชีวิตของตนเองได้ต่อสู้มาเพื่อประชาธิปไตยโดยตลอด

– สลิ่มเชื่อว่าประชาธิปไตยที่ดี กับประชาธิปไตยที่ไม่ดี ประชาธิปไตยที่ดี คือ นักการเมืองเป็นคนดี มีความรู้ ไม่โกงกิน เสียสละ และประชาธิปไตย “ปลอม” คือ มีแต่การเลือกตั้ง แต่นักการเมืองเลว คอร์รัปชั่น เป็นเจ้าพ่อ ทำธุรกิจสีเทา

– สลิ่มเชื่อว่าคนจน คนต่างจังหวัด และคนเรียนหนังสือน้อย ถูกนักการเมืองหลอกให้อยู่ในประชาธิปไตย “ปลอม”

– สลิ่มเสียใจ และสะเทือนใจว่า คนดีๆ นักการเมืองดี ต้องแพ้การเลือกตั้งตลอดเลย เพราะนักการเมืองเลวๆ มันซื้อเสียงผ่านนโยบายไว้หมดแล้ว เราไม่สามารถชนะนักการเมืองเลว อย่างทักษิณและพวกในระบบการเลือกตั้งได้อีกต่อไป

– สลิ่มนั้นปากบอกว่าประชาธิปไตยคือความถูกต้องและเป็นสากล แต่โดยเนื้อแท้แล้วเกลียดนักการเมือง และเชื่อมั่นใน “ข้าราชการ”, อาจารย์มหาวิทยาลัย, ปัญญาชน และเคารพคนที่นามสกุล เชื้อแถว ความเป็น “ผู้ดีเก่า” และเชื่อว่า ในบรรดาสามอำนาจคือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ อำนาจที่คลีนที่สุดคือ ตุลาการ

– สลิ่มจำนวนไม่น้อยเคยไม่ชอบทหาร และเคยต่อต้านการรัฐประหาร สลิ่มจำนวนไม่น้อยเป็นแกนนำในคราวพฤษภาทมิฬ ไม่ต้องพูดถึงสลิ่มที่เคยเป็นแกนนำในช่วง 14 ตุลาฯ และเคยเข้าป่าหลัง 6 ตุลาฯ สลิ่มเหล่านี้เมื่อเจอทักษิณ ก็เห็นว่าทักษิณน่ากลัวกว่าเผด็จการทหาร แล้วเชื่อว่า ณ ยามนี้ ถ้าไม่ใช่ทหารแล้วใครจะเอาทักษิณลงได้ เพราะทักษิณมันร้ายยยยยยยย มันขายชาติ มันมอมเมาคนจน มันคิดการใหญ่ ฯลฯ

– ความกลัว “ทักษิณ” ซึ่งในเวลานั้นถูกเรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ทำให้สลิ่มยอมสละ “ประชาธิปไตย” ยอมและสนับสนุนให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร โดยเชื่ออย่างโง่ๆ ว่า ทหารรัฐประหารแค่เอาทักษิณและพวกออก เดี๋ยวพอล้างบางทุกอย่างนับหนึ่งใหม่ เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้รอบคอบกว่าเดิม เพื่อไม่ให้มีใครขึ้นมาเป็นแบบทักษิณอีก จัดระเบียบ วางกติกาใหม่ ให้อำนาจองค์กรอิสระเยอะๆ ไปควบคุมนักการเมืองจัญไรทั้งหลาย เพราะคนที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นองค์อิสระล้วนแต่เป็นคนดี มีความสามารถ ไม่ฝักใฝ่อำนาจ (ถ้าฝักใฝ่อำนาจ เขาก็ไปเล่นการเมืองแล้วสิ ไม่มาเป็นข้าราชการหรอก)

ทำทุกอย่างดังนี้เสร็จแล้ว ทหารก็จะกลับเข้ากรมกอง พวกเราก็จะได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตย สดใส สะอาดตา และพรรคการเมืองที่มีแต่คนดี มีความรู้ ชาติตระกูลดี จะได้ชนะการเลือกตั้ง Oh my god ถึงตอนนั้น มันต้องดีแน่ๆ เลย

เราจะได้มีนายกฯ แบบจัสติน ทรูโด อะไรงี้ ดูดีจะตาย เพราะถ้าไม่ทำรัฐประหาร เป็นประชาธิปไตยแบบนี้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็มีนายกฯ แบบทรัมป์ หรือดูแตร์เต

โอ๊ยยย ตายดีกว่า

นี่คือ ไทม์ไลน์ของสลิ่ม

และไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าพวกเขาจะมืดบอดและยอมเอาสมองทั้งหมดที่มีไปฝากธนาคารชั่วคราวเพื่อจะเชื่อได้ว่า การรัฐประหารจะนำมาซึ่งประชาธิปไตยที่มีคุณภาพมากขึ้น!

รัฐประหารปี 2549 แล้ว สิ่งที่ตามมาคือการคัดค้านการรัฐประหารและการเกิดขึ้นของคนเสื้อแดง และ นปช. สลิ่มยังคงก่นด่า เกลียดชังคนเสื้อแดง สารพัดจะใส่ร้ายว่าเป็นโจรบ้าง เป็นม็อบรับจ้างของทักษิณบ้าง

เป็นคนจน คนบ้านนอกที่โง่ ถูกหลอกให้ตายแทนนายบ้าง

เป็นคนบ้านนอกที่น่าสงสารเพราะถูกทักษิณซื้อและล้างสมองบ้าง

ในสายตาของ “สลิ่ม” เสื้อแดงคือโจร และเป็นโจรเพราะจน เพราะโง่ เพราะขาดการศึกษา ขาดการขัดเกลา จึงเป็นเหยื่อแก่ความชั่วได้โดยง่าย เพราะจน เพราะขาดการศึกษา จึงขาดการบ่มเพาะทางศีลธรรม จึงไม่รู้ผิดชอบชั่วดี

ไม่มีความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ มีแต่ความโลภ และความอยากอย่างหยาบเป็นเครื่องนำทางชีวิต

โอ… คนพวกนี้ช่างอันตรายเหลือเกิน

สิ่งที่ต้องบันทึกไว้เป็นอีกหนึ่งในไทม์ไลน์ของสลิ่มที่สำคัญคือ หลังการล้อมปราบ และสังหารผู้ชุมนุมทางการเมืองเสื้อแดงกลางเมืองหลวง – ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมี “สลิ่ม” ส่งเสียงเชียร์ มอบความชอบธรรมให้กับรัฐบาล ณ เวลานั้นอย่างเต็มที่

คือการออกมาทำ big cleaning ของสลิ่ม และกระแสเสียงโห่ร้องดีใจที่เสนียดจัญไรของชาติ ได้ถูก “คลีน” ออกไปแล้ว

ประหนึ่งเชื้อโรคที่ถูกกำจัดออกไปด้วยน้ำยาเดทตอล

ต่อไปนี้ชีวิตของฉันจะสะอาด ปราศจากเชื้อโรคอันน่ารังเกียจ clean กันจนไม่เหลือซากขนาดนี้ พรรคการเมืองขวัญใจสลิ่มควรจะชนะการเลือกตั้งเสียที ไม่มีใครโง่ไปเลือกโจรแล้วล่ะ

แต่นั่นเป็นเพียงความฝันกลางฤดูฝนของสลิ่ม เพราะพลันที่มีการเลือกตั้ง แม้จะมีเวลาหาเสียงเพียง 49 วัน พรรคเพื่อไทยและยิ่งลักษณ์น้องสาวในไส้ของทักษิณก็ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

ชนะยังไม่พอ ยังสตรองถึงขนาดออกมาพูดว่า “ขอบคุณค่ะ แก้ไขไม่แก้แค้นนะคะ”

ลองจินตนาการว่าตัวเราเป็นสลิ่มดูเถอะ ว่ามันชวนให้กระอักเลือดแค่ไหน big cleaning ไปขนาดนั้นทำไมไม่ตาย!

นี่ชั้นต้องเหมาเดทตอลมาจากดาวอังคารเลยเหรอ ถึงจะคลีนพวกเธอออกไปให้หมดจดได้

แต่ไม่เป็นไรหรอก อีปูว์ เหรอ โง่จะตาย ชิ จะบริหารประเทศไปได้สักกี่น้ำ

เอ้า พวกเรา มารวมหัวกันบุลลี่นางดีกว่า เรียกว่ากะหรี่บ้าง อีโง่บ้าง สารพัดจะบุลลี่ทั้งทางตรงทางอ้อม

แต็งกิ้วทรีไทม์ก็แล้ว อะไรก็แล้ว น้ำท่วมจน “หนูดี” ออกมาบ่นว่า “น้ำท่วมไม่กลัว กลัวว่าเราจะตายเพราะผู้นำโง่”

แต่ยิ่งบุลลี่ ยิ่งลักษณ์ยิ่งสวย ยิ่งสตรอง ยิ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ไปเฝ้าโป๊ป ไปเยือนประเทศนั้นประเทศนี้ จำนำข้าวก็ได้ใจชาวนา แถมยังมีเมกะโปรเจ็กต์ไทยแลนด์ 2020 ไหนจะรถไฟความเร็วสูง ไหนจะมีชัชชาติ

โอ๊ย อะไรกันเนี่ย สลิ่มไม่เข้าใจ

สลิ่มกลับไปใช้มุขเดิม ขายชาติ โกงสองล้านล้าน ถ้าขาดทุนใครจะรับผิดชอบ รัฐบาลทำงบฯ แบบตีเช็คเปล่าบ้าง อะไรบ้าง อยู่ในระบอบประชาธิปไตย (แบบน้องห้องไอซียู) มาได้สักสองปี เสื้อแดง “ฉลาด” จำนวนไม่น้อยก็คล้ายกลายเป็นสลิ่ม

“ชั้นสู้ ชุมนุม นปช.มาแทบตาย รัฐบาลเอานักการเมืองชั่วๆ มาทำการเมืองเก่าๆ น้ำเน่าสกปรกอีกละ”

“แหม ทำทุกอย่างเพื่อให้พี่ชายกลับบ้านสินะ”

“เบื่อพรรคเพื่อไทย สุดท้ายก็กงสี ทำพรรคการเมืองแบบครอบครัว เอื้อพวกพ้อง”

เส้นทางของเสื้อแดงสลิ่ม กับสลิ่มพันธมิตรที่กลายพันธุ์เป็น กปปส. ก็มาบรรจบกัน แผ้วถางทางให้เกิดรัฐประหาร 2557 อันเป็นกำเนิดของ คสช. และประยุทธ์

เขียนถึงบรรทัดนี้ ฉันก็อยากจะลุกขึ้นมาฟ้อนผีมด แล้วร้องโห่ ฮิ้ว ฮิ้ว โห่ ดังๆ – สมใจกันเหลือเกิน

สลิ่มเสื้อขาว และคนเสื้อแดง จะออกมาจุดเทียนเรียกร้องการเลือกตั้ง ไปจนถึงพยายามปกป้องการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ อีกสักเท่าไหร่ก็ต้านไม่อยู่แล้ว เพราะสายลมทางอุดมการณ์มันไม่เอื้อ ไม่นับว่าฝ่ายที่อยากล้มประชาธิปไตยเขาพร้อมสรรพสำหรับคุณในทุกมิติ ทุกโอกาส เงื้อง่าราคาแพง รอเวลาที่ถูกต้องเท่านั้น

ลมหายใจสุดท้ายของประชาธิปไตยไทยก็ปลิดปลิวไปในวันนั้น

ปลิดปลิวไปก่อนที่การรัฐประหาร วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จะอุบัติขึ้นด้วยซ้ำ

ฝ่ายตรงข้ามทักษิณเขาสรุปบทเรียนนะ เขาถึงพูดว่า รัฐประหาร 2557 ต้องไม่ให้ “เสียของ”

ฉันจะไม่เท้าความว่าเกิดอะไรขึ้น นอกจากต้องบันทึกเอาไว้ว่า สลิ่มก็ดีใจ อึงอลมาก รักลุงตู่มาก ลุงตู่คือฮีโร่คนสุดท้ายที่เสี่ยงชีวิตมารับภารกิจอันหนักหน่วง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะปกป้องลุงตู่ ลุงตู่เราดีที่หนึ่งเลย

ส่วนเสื้อแดงสลิ่ม ก็จ๋อยๆ ไป เพราะอ้าว รัฐประหารเหรอ แย่จัง แต่ก็ช่วยไม่ได้นะ เพื่อไทยห่วย ทักษิณห่วย ชินวัตรห่วย ถ้าไม่ห่วย ถ้าไม่มัวแต่เกี้ยเซียะ คิดถึงแต่ตัวเอง ก็ไม่เกิดอะไรแบบนี้ขึ้นหรอก – แหม่!

สลิ่มรำลึกมาทั้งหมดนี้เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเสียเวลามาเท่าไหร่? 5 ปีภายใต้รัฐบาล คสช.มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับประเทศไทยและสังคมไทยบ้าง ใครช่วยฉันตอบที

ไม่เพียงแต่ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่เรายังถดถอย อ่อนแอ ถ้าเป็นคน ก็เหมือนคนที่อยู่ในภาวะทุพโภชนาการแล้วยังถูกบังคับให้กินแต่อาหารขยะ

ไม่ยอมให้เราเรียนหนังสือไม่พอ ยังเอาความรู้ผิดมาบังคับให้อ่าน

มีบ้านอยู่ดีๆ ก็เที่ยวเลาะกระเบื้องมุงหลังคาออก จากเคยนอนฟูกก็ต้องมานอนเสื่อ

5 ปีภายใต้รัฐบาล คสช. คือกระบวนการ disempowering ประชาชนคนไทย

ล้างมรดกนโยบายของทักษิณที่ทำให้คนลืมตาอ้าปาก และเข้มแข็งขึ้นทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ

แผ้วถางทางให้ตัวเองได้ชนะการเลือกตั้ง ด้วยการสร้างกติกา มารยาท และครอบงำองคาพยพของราชการ และองค์กรอิสระทั้งหมด ให้กลายเป็นพรมแดงสำหรับการขึ้นไปครองอำนาจ และเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีรูไหนช่องไหนให้ทักษิณและพวกกลับมาอีก

เศรษฐกิจแย่ ทนกันได้

บ้านเมืองถอยหลังเข้าคลอง ทนกันได้

ฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 ก็โทษเกษตรกรไปว่า คนพวกนี้เห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตนเอง ไม่เห็นแก่ส่วนรวม

แต่สถานการณ์ไวรัสโคโรนาล่าสุด กำลังเป็นโจทย์ท้าทายรัฐบาลขวัญใจสลิ่ม เพราะมันชัดเจนเหลือเกินว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะ “ทำงาน” ทั้งนายกฯ และ รมต.ต่างประเทศ ทั้งยอดกุมาร

เทคโนแครตจากพรรคพลังประชารัฐที่ล้วนแต่จบเมืองนอกเมืองนา ตอนรับราชการอยู่ก็ไม่มีใครรู้ว่าโง่ แต่พอต้องมาทำงานการเมือง เลยโป๊ะแตก

คนรู้กันทั้งประเทศว่า อ้าว ทำงานไม่เป็นนี่เธอว์

เป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่ใส่ผ้าไหมสีลูกชุบไปตัดริบบิ้น

พาเมียใส่ชุดไทยยิ้มไปยิ้มมาตอนประชุมเมืองนอก แล้วนึกว่านั่นคือการทำงาน

ไม่ใช่การเดินเข้าทำเนียบ มีนักข่าวมารุมๆ แล้วเรามีหน้าที่ขากถุย เกรี้ยวกราดใส่นักข่าว สลับก็ยิ้มหัว ปล่อยมุขว่าเป็นกันเอง

ปั๊ดโธ่ พี่มันก็แค่คนปากร้ายใจดีน่ะน้อง

ถึงตอนนี้ถ้าสลิ่มยังไม่สำนึกว่าตัวเองมีส่วนในการนำพาประเทศให้วายป่วงเพราะต้องมาอยู่ภายใต้รัฐบาลปาหี่แบบนี้ ฉันก็คงทำได้แค่ภาวนาไม่ให้สลิ่มต้องตายไปเพราะติดเชื้อจากไอ้เจ้าไวรัสนี่

สุดท้าย – การที่เราต้องทนอยู่อย่างนี้ ทั้งเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทั้งภาวะฝุ่นพิษ ทั้งการเผชิญกับภาวะโรคระบาด สลิ่มที่ยอมแลกประชาธิปไตยไปเพียงเพราะกลัวทักษิณเพียงเท่านั้น และด้วยความกลัวนี้ พวกเขาพาพวกเราคนไทยทั้งประเทศต้องจ่ายไปในราคาที่แพงมาก เพราะตอนนี้เราจ่ายด้วยราคาของสุขภาพ ชีวิตของเรา และลูกหลานของเรา

ฉันจะไม่ลืมเธอ สลิ่ม

บทความก่อนหน้านี้เทศกาลหนังเบอร์ลิน ยกเลิก “อัลเฟร็ด บาวเออร์ ไพรซ์” หลังพบหลักฐาน เจ้าของชื่อรางวัลเป็น “สมาชิกนาซี” | คนมองหนัง
บทความถัดไปการศึกษา / ‘ผอ.ปล้นทอง’ สะเทือนวงการครู จับตารื้อใหญ่ ‘เกณฑ์คัด ผอ.ร.ร.’