วิกฤติศตวรรษที่ 21 | โลกาภิวัตน์กับสงครามห่วงโซ่อุปทาน

อนุช อาภาภิรม

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน : สู่ขั้นการใช้ยาแรง (35)

โลกาภิวัตน์กับสงครามห่วงโซ่อุปทาน

การผลิตและการค้าเพื่อหากำไรในระบบทุนนั้น มีลักษณะเป็นเชิงสังคมและเป็นการผลิตปริมาณมาก ไม่เป็นแบบรายชิ้นเหมือนสมัยก่อนทุน

การผลิตแบบนี้ต้องอาศัยกระบวนการไหลเวียนของวัตถุแร่ธาตุพลังงาน ข่าวสาร และการเงินอย่างไม่ติดขัด จึงสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้เปรียบคู่แข่ง ประเทศมหาอำนาจและบรรษัทใหญ่จึงต้องการครอบงำพื้นที่และตลาดเพื่อให้เกิดการได้เปรียบนี้

ตั้งแต่เกิดยุคโลกาภิวัตน์แบบเสรีนิยมใหม่ ห่วงโซ่อุปทานมีความสำคัญขึ้นทุกทีจนมีวิชาว่าด้วยการจัดห่วงโซ่อุปทานในทศวรรษ 1980 ก่อนหน้านั้นในทศวรรษ 1970 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันได้แสดงให้เห็นว่า การควบคุมห่วงโซ่อุปทานน้ำมันได้ก่อผลประโยชน์มหาศาลแก่กลุ่มตน

สหรัฐที่เป็นประเทศส่งออกผลผลิตการเกษตรรายใหญ่ของโลก ก็มีความคิดที่จะใช้อาหารเป็นอาวุธขึ้นบ้าง (เสนอปี 1976) ซึ่งมีการปฏิบัติจริงในการงดส่งอาหารให้บางประเทศ ได้แก่ ลิเบีย ซูดาน และเกาหลีเหนือ เป็นต้น

สำหรับจีน การใช้อาหารเป็นอาวุธไม่เป็นผล เพราะว่าจีนสามารถปลูกธัญพืชเลี้ยงตัวเองได้ แต่สหรัฐมีสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ที่นำหน้าชาติอื่น สามารถใช้เป็นอาวุธในการทำสงครามการค้ากับจีนได้โดยขึ้นบัญชีรายชื่อบริษัทหัวเว่ยและกลุ่มในเครือ ห้ามบริษัทอเมริกันส่งสินค้าให้แก่บริษัทเหล่านี้หากไม่ได้รับนุญาต

การปฏิบัติดังกล่าวถือเป็นการปิดห่วงโซ่อุปทานด้านไฮเทคแก่จีน เป็นการหย่าหรือทำสงครามทางเทคโนโลยี ฝ่ายจีนนั้นเป็นผู้ผลิตและส่งออกแร่ธาตุหายากรายใหญ่ของโลก สามารถทำสงครามปิดห่วงโซ่อุปทานด้านนี้กับสหรัฐได้ แต่ยังไม่ลงมือทำ

สงครามห่วงโซ่อุปทานมีระดับที่ลึกไปกว่านั้น ได้แก่ การต่อสู้กันในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีองค์ประกอบใหญ่ 3 ประการได้แก่ การขนส่ง การสื่อสาร และบริการสาธารณูปโภค (มีไฟฟ้า น้ำประปา เป็นต้น)

เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นรายจ่ายใหญ่ของห่วงโซ่อุปทาน

ประเทศใดที่ชนะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีแนวโน้มที่จะชนะในการผลิตและการค้าในที่สุด

ในการแข่งขันทางด้านนี้จีนเริ่มต้นอยู่หลังสหรัฐเป็นอันมาก แต่สหรัฐได้แช่แข็งตัวเอง โดยมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ครั้งล่าสุดในสมัยประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ ในการสร้างระบบทางหลวงระหว่างรัฐ (1956-1966)

หลังจากนั้นก็มีเพียงโครงการขนาดเล็ก และบรรษัทสหรัฐเป็นผู้ดำเนินการ จนกระทั่งโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอยู่ในขั้นผุโทรม (ดีลบ) ตามการประเมินของสมาคมวิศวกรรมโยธาอเมริกันในปี 2017

(ดูรายงานของ Joseph W. Kane และเพื่อน ชื่อ Shifting into an era of repair : US infrastructure spending trends ใน brooking.edu 10/05/2019 เป็นต้น)

จีนที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง เป็นอุปสรรคต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง และการสื่อสาร มีพื้นที่เพาะปลูกและน้ำน้อย จีนมีน้ำใช้ตามธรรมชาติต่อหัวเพียง 1 ใน 3 ของอัตราเฉลี่ยของโลก ในช่วงหลายสิบปีมานี้ จีนได้ทุ่มเทสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตน มีการขยายเมือง การสร้างข่ายไฟฟ้า การสร้างถนนและทางรถไฟ

ท่าเรือบริเวณชายฝั่งหลายแห่งและระบบขนส่งน้ำจากทางใต้ไปยังภาคเหนือที่เป็นแหล่งเพาะปลูกและขาดแคลนน้ำ

ยิ่งไปกว่านั้นยังสนับสนุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนาอื่นตามแนวเส้นทางสายไหมใหม่ ทำให้ประเทศเหล่านี้มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง สามารถแข่งกับประเทศพัฒนาแล้วได้ดียิ่งขึ้น

เป็นการแข่งขันทางห่วงโซ่อุปทานที่ลึกล้ำและรุนแรงยิ่ง เกิดความตึงเครียดตามแถบและทางนี้ได้ง่าย

เรื่องของโลกาภิวัตน์แบบพหุภาคี

โลกาภิวัตน์ที่เป็นมานั้น แม้กล่าวในทางหลักการว่าเป็นแบบพหุภาคี มีกฎระเบียบระหว่างประเทศรองรับ แต่ในทางปฏิบัติครอบงำโดยสหรัฐ มียุโรปและญี่ปุ่นเป็นลูกหาบ โลกาภิวัตน์แบบนี้มีชื่อเรียกหลายอย่างได้แก่ โลกาภิวัตน์แบบฉันทามติวอชิงตัน โลกาภิวัตน์แบบเสรีนิยมใหม่หรือโลกาภิวัตน์ลัทธิบูชาตลาด และโลกาภิวัตน์ที่นำโดยบรรษัทใหญ่ (ซึ่งอยู่ในสหรัฐมากที่สุด)

อย่างไรก็ตาม มาในช่วงหลังมีจีนไล่ตามมา ตัวเลขล่าสุดจากนิตยสารฟอร์บส์เดือนกรกฎาคม 2019 บรรษัทใหญ่ในโลก 500 แห่ง เป็นของสหรัฐ 121 แห่ง จีน 119 แห่ง ชาติที่สามได้แก่ญี่ปุ่น 52 แห่ง เกิดความรู้สึกในหมู่ชนชั้นนำและนักวิชาการนักยุทธศาสตร์สหรัฐว่า โลกาภิวัตน์เป็นเช่นนี้ได้อย่างเดียว แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น กระบวนโลกาภิวัตน์แบบเสรีนิยมใหม่ถูกท้าทายต่อต้านอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ที่ควรกล่าวถึงมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน

1) กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่และทรงพลังที่สุด ได้แก่ ขบวนการเคลื่อนไหวของชาวรากหญ้า ต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์อย่างไม่ขาดสาย ที่เป็นข่าวใหญ่คือการขัดขวางการประชุมสุดยอดองค์การการค้าโลกปี 1999 นครซีแอตเติลของสหรัฐ จนต้องยุติการประชุมกลางคัน ในปี 2001

ขบวนการรากหญ้าและกลุ่มเอ็นจีโอโลกได้รวมตัวกันจัดการประชุมเวทีสังคมโลกขึ้นที่เมืองปอร์โต อเลเกร ประเทศบราซิล มีคำขวัญว่า “โลกอื่นที่เป็นไปได้” เป็นการจัดประชุมคู่ขนานกับการประชุมเศรษฐกิจโลก ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการประชุมของซีอีโอบรรษัทใหญ่ และผู้นำจากประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก เป็นต้น

เวทีสังคมโลกนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ แต่มีการทำความเข้าใจให้กระจ่างว่า ขบวนการนี้ไม่ต้องการต่อต้านโลกาภิวัตน์ แต่ต้องการสร้างโลกาภิวัตน์จากเบื้องล่าง

ขณะที่การประชุมเศรษฐกิจโลกเป็นโลกาภิวัตน์จากเบื้องบน การประชุมเวทีสังคมโลกดำเนินมาได้พักหนึ่ง ได้ซบเซาไป เนื่องจากมีขนาดใหญ่เกินไป การประชุมใหญ่บางปีมีผู้เข้าร่วมกว่าแสนคน ไม่มีศูนย์กลางหรือโครงสร้างทางองค์กรที่แข็งแรง สำหรับการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์ ที่ทำให้การเคลื่อนไหวขนาดเล็กและคล่องตัวเกิดได้ง่าย

นอกจากนั้น ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กลุ่มฝ่ายขวาได้ขึ้นมามีอำนาจมากขึ้นทั่วโลก

ขบวนการรากหญ้าที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ไม่ได้ตาย ดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระและทรงพลัง จนเกิดมี “ขบวนการยึดครอง” ขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว มีเป้าหมายในการต่อต้านความเหลื่อมล้ำในสังคม คัดค้านมหาเศรษฐีชนชั้นนำร้อยละ 1 ทวงสิทธิและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของชาวรากหญ้าร้อยละ 99

รูปแบบการเคลื่อนไหวใช้การปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ ปฏิบัติการที่เป็นข่าวใหญ่ได้แก่การยึดครองวอลสตรีต ปี 2011 ที่นครนิวยอร์ก และในช่วงเวลาเดียวกันมีการจัดชุมนุมประท้วงในประเทศพัฒนาแล้วอีกนับสิบประเทศได้แก่ ออสเตรเลีย เบลเยียม แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษ เป็นต้น

การชุมนุมประท้วงยังแพร่ไปยังประเทศกำลังพัฒนาตลาดเกิดใหม่ เช่น ในอาร์เมเนีย เม็กซิโก มาเลเซีย ไนจีเรีย

แม้ขบวนการยึดครองจะซบเซาลงไป แต่ผลสะเทือนนั้นลึกซึ้งและกว้างไกล ที่ฝรั่งเศสเกิดขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองต่อต้านรัฐบาลฝรั่งเศสที่ขบวนการนี้เห็นว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนการเงินและทุนใหญ่ในฝรั่งเศส ในสหรัฐมีการสำรวจประชามติพบว่าคนหนุ่มสาวอเมริกันได้ยอมรับแนวคิดสังคมนิยมที่เป็นปรปักษ์กับลัทธิเสรีนิยมใหม่มากขึ้น

การสำรวจประชามติล่าสุดพบว่าคนหนุ่มสาวอเมริกันจำนวนมากมีความกังขาในทัศนะว่าสหรัฐมีอำนาจเหนือประเทศอื่นในโลกมากกว่าผู้ที่สูงอายุ

ผลรวมของทัศนะชาวอเมริกันคือร้อยละ 24 เห็นว่าอเมริกาเป็นชาติที่อยู่เหนือชาติใด

ร้อยละ 55 เห็นว่าสหรัฐเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชาติหนึ่งร่วมกับชาติอื่นในโลก

และมีถึงราวร้อยละ 21 ที่เห็นว่ามีชาติอื่นที่ดีกว่าสหรัฐ (ดูบทรายงานผลสำรวจของ Hannah Hartig และเพื่อน ชื่อ Younger Americans more likely than older adults to say there are other countries that are better than the U.S. ใน pewresearch.org 08/01/2020)

จากการสำรวจประชามตินี้ เห็นได้ว่าคำขวัญของทรัมป์ที่จะทำให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ปลุกใจชาวอเมริกันได้อย่างจำกัด และลัทธิเสรีนิยมใหม่ถูกกัดกร่อนจากภายในจนหมดพลังอำนาจลงไปมาก

2) การท้าทายกระบวนโลกาภิวัตน์ที่นำโดยสหรัฐกลุ่มที่สอง ปรากฏชัดในพันธมิตรแอตแลนติก หลังจากที่สหรัฐเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ 2008 และทรัมป์เดินนโยบายสงครามการค้ากับทั่วโลก มีเหตุการณ์ที่ควรกล่าวถึงได้แก่

ก) ในการประชุมสุดยอดกลุ่ม 20 เดือนเมษายน 2009 นายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยม ได้กล่าวว่า “ฉันทามติวอชิงตันแบบเก่าได้สิ้นสุดลงแล้ว” และว่า ระเบียบโลกใหม่ที่ตั้งบนรากฐานของการร่วมมือใหม่ที่ก้าวหน้าระหว่างประเทศใหม่กำลังเกิดขึ้น

คำกล่าวของบราวน์นั้น ต้องการรักษาสถานะเดิมคือรักษาโลกาภิวัตน์แบบเสรีนิยมใหม่ไว้ ป้องกันไม่ให้พรรคเลเบอร์ชนะเลือกตั้งกลับมามีอำนาจอีกและไม่ได้คิดแม้แต่น้อยที่จะนำโลกาภิวัตน์ของชาวรากหญ้ามาแทนที่ ความรู้สึกลึกๆ ของเขาก็คือเมื่อฉันทามติกรุงวอชิงตันสิ้นสุด ก็น่าจะถึงเวลาของฉันทามติกรุงลอนดอน สิ่งที่บราวน์คาดหวังถือว่าเป็นสัญญาณแรกของการแตกตัวของโลกาภิวัตน์ที่นำโดยสหรัฐ แม้ว่าหลายอย่างที่เขาคิด กลับเกิดสิ่งตรงข้าม เช่น แทนที่จะมีความร่วมมือใหม่ที่ก้าวหน้า อังกฤษกลับจะออกจากสหภาพยุโรป และสหรัฐทำสงครามการค้ากับจีน

ข) การเคลื่อนไหวของเยอรมนีที่เป็นมหาอำนาจแท้จริงในยุโรป ตอบโต้การทำสงครามการค้าและการแซงก์ชั่นประเทศต่างๆ อย่างไม่เลือกหน้าของทรัมป์ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี นายเฮโก มาส เสนอแนวคิดสร้างกลุ่มพันธมิตรพหุภาคีขึ้นในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติปี 2018 สร้างเครือข่ายกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดเสรีนิยม ยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ และการธำรงรักษาองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ

เป็นการต่อต้านลัทธิอเมริกันเป็นใหญ่ และการปฏิบัติตามอำเภอใจของสหรัฐภายใต้ทรัมป์

โดยมีประเทศที่สนใจได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และแคนาดา แต่ไม่มีจีน

อย่างไรก็ตาม พบว่าการรวมกลุ่มนี้ มีความคืบหน้าไปไม่มาก เพราะในเยอรมนีทั้งผู้นำและประชาชนที่อยู่ใต้ร่มเงาสหรัฐเป็นเวลานาน ยังไม่รู้ว่าจะแสดงตัวอย่างไรบนเวทีโลก (ดูบทความของ Christian Esch และคณะ ชื่อ Germany Searches for Its Role in the World ใน spiegel.de 06/01/2020)

3) กลุ่มการเคลื่อนไหวของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการโลกาภิวัตน์ที่เป็นอิสระจากสหรัฐ เกิดเป็นความขัดแย้งรุนแรงในการชิงความเป็นใหญ่ทางภูมิรัฐศาสตร์ ก่อเป็นสงครามการค้า การแซงก์ชั่น และการปะทะด้วยกำลังในระดับหนึ่ง ประเทศที่เป็นแกนได้แก่จีนและรัสเซีย ถ้าหากไม่เป็นเพราะพลังอำนาจของสองชาตินี้แล้ว ประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ทั้งหลายจะถูกสหรัฐและตะวันตกจัดระเบียบให้อยู่ในแถวในที่สุด

โลกาภิวัตน์แบบพหุภาคีของประเทศตลาดเกิดใหม่จำแนกได้เป็น 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่

(1) ตลาดแบบสังคมนิยมของจีน

(2) ตลาดแบบองค์อธิปัตย์ของรัสเซีย ตลาดที่เป็นอิสระไม่ให้สหรัฐและตะวันตกแทรกแซงได้ มีความเจริญไพบูลย์ ทำให้รัสเซียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

(3) ตลาดแบบอิสลาม ใช้กฎหมายอิสลามกำกับระบบตลาดในระดับต่างๆ

แบ่งเป็นสองกลุ่มย่อย คือ กลุ่มรัฐอาหรับมีซาอุดีอาระเบียเป็นแกน เป็นตลาดเสรีเชิงอนุรักษ์อิงกับสหรัฐ ชิงอำนาจกับอิหร่านและตุรกี อีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ที่ไม่ใช่รัฐอาหรับ

มี (ก) อิหร่าน ตลาดแบบการปฏิวัติอิสลาม เป็นอริกับสหรัฐมานานหลายสิบปี

(ข) ตุรกี ตลาดแบบตุรกีเป็นใหญ่คล้ายกับของรัสเซีย แต่ถืออิสลามไม่ใช่คริสต์ออร์โธดอกซ์อย่างรัสเซีย

(ค) มาเลเซีย ตลาดเสรีแบบสมัยใหม่ เป็นอิสระจากสหรัฐ

(4) ตลาดแบบชาตินิยมฮินดูในอินเดีย เป็นตลาดเสรี ยึดหลักการพหุภาคี แต่เดินนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

จีนได้แสดงตัวเป็นผู้นำสืบทอดของกระบวนการโลกาภิวัตน์ชัดแจ้ง มีนักวิชาการตะวันตกวิจารณ์ว่า จีนจะเป็นผู้นำได้อย่างไร เมื่อไม่ปฏิบัติตามแบบตลาดเสรี

แต่ทางจีนเห็นว่าตลาดของตนเป็นแบบสังคมนิยมที่มีความแข็งแกร่ง คงทนและยืดหยุ่น สามารถฝ่าวิกฤตในตลาดทุนมาได้ ยังคงรักษาอัตราการเติบโตในระดับสูง ปฏิรูปและเปิดกว้างประเทศต่อไปได้

นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในโลกได้ดี โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย อิหร่าน ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย

นอกจากนี้ จีนยังสามารถคบค้ากับประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นได้อย่างดี เหล่านี้ล้วนยืนยันคำกล่าวของจีนว่าโลกาภิวัตน์แบบพหุภาคีเป็นพลังที่ไม่มีใครย้อนกลับได้

ฉบับต่อไปจะกล่าวถึงสงครามทุนแบบต่างๆ และสงครามด้านสังคมวัฒนธรรมระหว่างสหรัฐ-จีน

บทความก่อนหน้านี้อนุสรณ์ ติปยานนท์ : เส้นแบ่งอาหาร-การไม่ทำลายชีวิต
บทความถัดไปเส้นทางความรัก-หัวใจ “ปู ไปรยา” กับ วาทะ “ถ้าเรารักใครจริงเราต้องปล่อย”