ฟัง “เพชรา เชาวราษฎร์” ย้อนความหลัง เล่นหนังเหนื่อยพอกับเลี้ยงควายกลางทุ่ง

เพชรา เชาวราษฎร์ เริ่มเข้าวงการบันเทิงในปี พ.ศ.2505 ขณะที่อายุได้ 19 ปี แล้วก็ประสบความสำเร็จทันทีที่ “บันทึกรักของพิมพ์ฉวี” ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกออกฉาย

ถึงวันนี้แม้เธอจะห่างหายจากแฟนๆ นานถึง 42 ปี จากเหตุที่ดวงตามีปัญหาจนไม่สามารถมองเห็น และต้องอำลาวงการไปตั้งแต่ปี 2521

แต่กระนั้นเมื่อเอ่ยนามนี้ อย่าว่าแต่คนรุ่นอายุ 70-80 ปีจะจำได้ แต่คนรุ่นหลังๆ ที่แม้จะเกิดไม่ทันยุค “หนังมิตร-เพชรา” หลายคนก็ยังรู้ว่านี่คือเจ้าของสมญา “นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง” ผู้ซึ่งเป็นตำนานของวงการภาพยนตร์ไทย

ในโอกาสที่เดินทางมาประทับรอยมือ รอยเท้า ณ ลานดารา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เมื่อวันก่อน

เพชราได้ย้อนอดีตเล่าความหลังให้ฟัง

ก่อนหน้านั้น ตอนที่เป็นแค่คนดูหนังในโรง เธอคิดว่าการแสดงน่าจะสนุก ดังนั้น พอถูกชวนให้เล่น “เลยคิดว่าลองมาสนุกดู” เล่าพลางยิ้ม

แต่แล้วก็พบว่าทุกสิ่งไม่เป็นอย่างที่คิด

เพราะ “มาทำงานจริง เราก็ยืนกลางแดด เอารีเฟล็กซ์มาส่อง กว่าจะได้แต่ละคัต แต่ละวันผ่านไป เราก็คิดในใจว่าเหนื่อยพอกับเลี้ยงควายกลางทุ่งเลย เรื่องแรกบันทึกรักของพิมพ์ฉวี ถ่ายแถวโรงนา บ้านนอก สภาพที่ทำงานไม่ผิดเพี้ยนจากที่เราเป็นอยู่เลย”

เพชราซึ่งแม้จะอายุถึง 77 ปีแล้วในปัจจุบัน แต่ยังคงสวย-สวยมาก เล่าด้วยว่า ในยุคสมัยนั้นยังไม่มีการเรียนการสอนด้านการแสดง จะมีก็แต่ผู้กำกับการแสดงที่คอยแนะนำ

รวมทั้งเธอยังได้นักแสดงรุ่นก่อนหน้า อย่างดอกดิน กัญญามาลย์ ซึ่งร่วมแสดงในเรื่องเดียวกันช่วยชี้แนะ

“น้าดินดูแล แล้วก็ช่วยบอกว่าต้องแก้ไข ปรับปรุงตรงไหน”

ในความรู้สึกของเธอ ดอกดินจึงถือเป็นครูคนแรกในการทำงาน

เรื่องการแต่งหน้า ทำผม สมัยนั้นก็ไม่ได้มีช่างฝีมือดีๆ คอยดูแล ทุกคนจึงต้องช่วยเหลือตัวเอง

“แรกๆ แต่งหน้าไม่เป็น ภรรยาผู้สร้างแต่งให้ ตอนหลังหัดป้ายเอาเอง” ซึ่ง “ทรมานใจมาก” เป็นคำสารภาพที่เรียกรอยยิ้มได้ถ้วนทั่ว

“ในแต่ละวัน แต่งแล้วก็ไม่อยากล้าง เพราะว่ารุ่งเช้าก็ต้องแต่งอีก ลำบาก ทุกอย่างทำเอง จะงอยผม ก็คิดเอง ทำทุกวันจนติด จนตอนนี้มองไม่เห็น แต่ว่าเวลาออกงาน ต้องมี”

เพชราซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง เล่าอีกว่า ตั้งแต่ผลงานของเธอออกฉาย คนดูก็ให้การต้อนรับอย่างดี ชนิดที่พูดได้ว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่เรื่องแรก

แต่ “เราเองไม่รู้สึก”

เนื่องจากชีวิตอยู่ระหว่างปรับตัวกับหลายสิ่ง

“ตอนที่มีคนบอกว่าดัง ยังไม่รู้เรื่องเลย”

ทั้งนี้ ในช่วง 16 ปีของการทำงาน เพชรามีผลงานภาพยนตร์ราว 300 เรื่อง ถ้าหารเฉลี่ยเพื่อหาตัวเลขกลมๆ เท่ากับแต่ละปีเธอแสดงไปปีละเกือบ 20 เรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าช่วงปีแรกๆ ที่เข้ามาคงไม่ถึง และช่วงปีหลังๆ ที่สุดจะฮอตจำนวนก็น่าจะมากกว่า

“ยุ่งที่สุด” คือคำจำกัดความที่เจ้าตัวเลือกมาใช้

เพราะแต่ละวันเธอต้องถ่ายทำถึง 2 เรื่อง แบ่งเป็นถ่ายกลางคืนเรื่องหนึ่ง ถ่ายกลางวันเรื่องหนึ่ง

แถมบางทีเรื่องที่ใกล้จะปิดกล้องเต็มทีก็มีการขอคิวโดด นั่นคือให้เธอแบ่งเวลาจากกองที่เธอให้คิวไว้ เพื่อแวบไปถ่ายให้ ซึ่งกรณีหลังนางเอกคนดังบอกว่าต้องให้เจ้าของหนังแต่ละเรื่องตกลงกันเอง

เจออย่างนี้ทุกๆ วันนานเข้า จึงรู้สึกว่าเบื้องหลังการเป็นดาราอย่างเธอนั้น “ไม่เคยสนุกกับเขาเลย”

“คิดว่าเมื่อไหร่จะเสร็จซีนนี้ แล้วก็เอาใจช่วยผู้กำกับฯ เราก็ไม่กล้าสนุกสนาน เพราะว่าต้องทำงาน วันไหนถ่ายได้ตามเป้าจะมีความสุขมากเลย”

แต่กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าชีวิตการเป็นดาราจะแย่นัก เพราะจะว่าไปกองถ่ายสมัยนั้นก็อยู่กันแบบครอบครัว

“สมัยนั้นหนังเยอะ ผู้สร้างก็เยอะ เราไปกองถ่ายกองนี้เราก็อยู่กับครอบครัวใหม่ เจอพ่อ-แม่ พี่-น้อง ดีกับเราหมด เป็นอย่างนี้ทุกกอง อบอุ่นมาก มีอะไรก็คุยกัน ช่วยเหลือกัน”

ดังนั้น ถึงแม้จะไม่ค่อยได้พักผ่อน แต่ก็ยังรู้สึกสนุกมากทุกครั้งที่ได้ไปเจอเพื่อนร่วมงาน

“เราก็เหมือนคนซัดเซพเนจร มีคนในกองถ่ายช่วยเหลือ ทำให้รู้สึกสนิทใจ”

เทียบกับนักแสดงในสมัยนี้ เพชราบอกว่า “กรอบของความเป็นนางเอก” แตกต่างกันเยอะ

“สมัยก่อนนางเอกมีกรอบอยู่เยอะมากนะคะ ผู้หญิงจะแก่นแก้วเกินไปไม่ได้ พูดเสียงดังมากไม่ได้ มันมีความไม่ได้เยอะเลยสมัยนั้น ทำอะไรต้องพอดี มากเกินไปจะถูกตำหนิ แต่ในยุคนี้นักแสดงมีความสามารถและการศึกษาที่ดี บทบาทที่ได้รับก็ดี เก่งกันทั้งนั้นเลย”

นี่คือคำชมของเธอถึงนักแสดงรุ่นใหม่

ถึง “มิตร” ผู้เป็นคู่ขวัญ

ในส่วนของมิตร ชัยบัญญา เพชราบอกว่า เขาเป็นคนที่มอบกำลังใจให้เธอเสมอ

“ตั้งแต่เรื่องแรก วันแรก ถ่ายหนังก็คอยลุ้น ว่าเราจะทำได้ไหม เขาเรียบร้อยและจริงจังในชีวิต แต่ว่าอยู่กับเราแล้ว เรารู้สึกอบอุ่น”

“เวลาแสดงฉากที่โลดโผน เขาจะช่วยระวังให้”

พูดแล้ว เธอก็ว่า ทุกวันนี้ยังรู้สึกผิดเกี่ยวกับการเสียชีวิตของมิตรอยู่เลย

“เพราะในวันที่เขาเสียชีวิต ความจริงเราต้องไปถ่ายกับเขา แล้วเขาน่าจะลืมว่าตัวเองเป็นผู้กำกับการแสดง วันที่เขาโหนบันไดลิง เขาลืมว่าข้างบนไม่ใช่เรา เป็นเพียงนักบิน เอาหมวก เอาเสื้อเราคลุมไว้ เราก็ผิดที่ไม่ได้ช่วยสื่อสารกับนักบินว่าจะไปทางไหน นักบินก็ไม่รู้เรื่อง คนที่อยู่ข้างล่างก็ไม่รู้ มิตรเองก็ยังโหนไม่ได้ เขาพยายามควานหาที่เกาะ แต่ว่าเขาเจ็บข้อมือ ก็เกาะไม่ไหว”

“ถ้าวันนั้นเราไป เขาคงไม่มีอันเป็นไป”

ในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุนั้น เพชราบอกว่า อันที่จริงเธอมีคิวต้องไปถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” เช่นกัน เพียงแต่ภาพยนตร์อีกเรื่องซึ่งใกล้เข้าฉายขอคิวถ่ายทำพิเศษมา งานของเธอจึงเปลี่ยนแปลง

“พูดถึงเรื่องนี้ทีไรก็รู้สึกผิดบาป และรู้สึกเสียใจ” นี่คือความในใจที่เพชราถ่ายทอดพร้อมน้ำตา

บทความก่อนหน้านี้มองบ้านมองเมือง /ปริญญา ตรีน้อยใส /ซอยสวนพลูที่เปลี่ยนไป
บทความถัดไปมุมมอง “โค้ชอ๊อต” ถึงทีมวอลเลย์บอลสาวไทย ทำไมก้าวไม่ถึง “โอลิมปิก” สักที?