ใส่บ่าแบกหาม/พรพิมล ลิ่มเจริญ/ Photograph

พรพิมล ลิ้มเจริญ

ใส่บ่าแบกหาม/พรพิมล ลิ่มเจริญ

Photograph

เธอจ๊ะ

Photograph เป็นหนังอินเดียร่วมสมัย ไม่มีร้องเพลงวิ่งรอบต้นไม้ (อันนี้ฉันแอบเสียดาย ฉันชอบ ฉันว่าเป็นเอกลักษณ์ประจำหนังอินเดีย)

Photograph เป็นหนังรัก กำกับการแสดงโดย Ritesh Batra ที่เคยกำกับฯ เรื่อง The Lunchbox ที่เราปลาบปลื้มกันเมื่อ 7 ปีก่อน

ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วโต้งๆ ว่ามันต้องเกี่ยวกับรูปภาพ

พระเอกเป็นช่างภาพ ฝาหรั่งเรียก street photographer

พระเอกของเราชื่อราฟี่ พี่เขาก็จนยากแหละ อยู่ห้องเช่าเล็กๆ แต่อัดกันอยู่กับเพื่อนอีก 4 คน ทำงานต๊อกต๋อยมาก รับจ้างถ่ายภาพแถวประตูชัยที่เมืองมุมไบ หรือเมืองบอมเบย์ชื่อเดิม

Gateway of India ที่เมืองมุมไบเป็นซุ้มประตูโค้งสูงใหญ่ ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ริมทะเล มีลานกว้าง นักท่องเที่ยวเยอะ คนไปเยือนแยะ พระเอกของเราก็จะสะพายกล้อง ในเป้สะพายหลังก็จะมีเครื่องปรินต์รูปขนาดกะทัดรัด พร้อมพิมพ์ภาพจากการ์ดความจำลงแผ่นกระดาษอัดภาพ ให้ลูกค้าซื้อหาเอาไปเป็นที่ระลึก

จริงๆ เราถ่ายเซลฟี่กันก็ได้ แต่เราก็จะได้ภาพเราหน้าใหญ่ๆ ติดจอ มีประตูชัยอยู่ไกลๆ เป็นฉากหลัง มันไม่สวยไง ไอ้ครั้นจะฝากคนอื่นถ่าย เราก็ต้องเสี่ยงดวงดูว่าคนช่วยถ่ายรูปให้ จะเป็นโจรวิ่งราวโทรศัพท์มือถือปลอมตัวมาปะปนหรือเปล่า เขาก็ว่ากันว่าโจรก็มีเยอะอยู่ ดังนั้น ให้พี่เขาถ่ายเหอะ จ่ายตังค์ไปก็สะดวกดี แถมพี่เขารู้มุมสวย

คำโฆษณาที่พี่เขาท่องจำได้ขึ้นใจก็สวยงาม

Years from now,

when you look at this photo,

you’ll feel the sun on your face…

…this wind in your hair

and hear all these voices again.

Or it’ll all be gone. Gone forever.

หลายปีนับจากนี้

ถ้าคุณได้ดูภาพนี้

คุณจะรู้สึกถึงพระอาทิตย์ตรงหน้า

ลมพัดผมปลิว

และได้ยินเสียงต่างๆ เหล่านี้อีกครั้ง

หาไม่ มันจะผ่านเลยไปตลอดกาล

พี่ราฟี่พูดดี ชี้ชวนชักนำ เพื่อให้คนยอมจ้างให้แกถ่ายรูปให้

 

พระเอก-นางเอกมาเจอกันก็ที่ตรงนี้ พี่ราฟี่คะยั้นคะยอให้นางเอกถ่ายรูป ลดราคาให้ด้วย 50 รูปี เหลือ 30 รูปี (ซึ่ง 50 รูปีนั่นก็ประมาณ 21 บาทเอง ถูกมากแล้วนะ) พี่ราฟี่ใจดีลดราคาให้อีก แต่พอก้มลงเก็บเครื่องปรินต์ภาพกลับลงในเป้ที่วางที่พื้น เงยหน้าขึ้นมา นางหายไปเสียแล้ว!

พี่ราฟี่มีปัญหาก็ตรงที่ไม่แต่งงานเสียที มีย่าที่อยู่เมือง Balia ที่อยู่ไกลออกไป 1,555 กิโลเมตร คอยกดดันให้เป็นฝั่งเป็นฝาได้แล้ว พอไม่แต่งงานเสียที ย่าก็ลงทุนนั่งรถไฟมาหา มาเยี่ยม พร้อมมากดดัน ย่าแก่แล้ว ต้องนั่งรถไฟมานานเกิน 29 ชั่วโมง ย่าก็อยากจะมา

แต่ก่อนหน้านั้น พี่ราพี่ก็ได้ข่าวไม่สู้ดีจากเพื่อนฝูงคนบ้านเดียวกัน ที่มาทำงานเมืองใหญ่ด้วยกัน

Rafi miyan, has Grandma really

stopped taking her medicine?

Is it true what I heard

about your grandma?

ย่าเลิกกินยาเหรอราฟี่?

จริงใช่ไหม ฉันได้ยินมา?

จริงแท้ ข่าวนี้ทำเอาพี่ราฟี่กลุ้มหนัก เพื่อนถึงกับออกปากทัก

You’re drinking like a fish today.

วันนี้กินเหล้าต่างน้ำเชียว

drink like a fish เป็นสำนวน หมายถึง ดื่มเหล้าเยอะ เพราะกลุ้มใจ

สำนวนนี้น่าจะเกิดจากการเหมาเอาว่า เมื่อเห็นว่าปลาอยู่ในน้ำ ปลาก็เลยน่าจะดื่มน้ำเยอะ

แต่ความจริงคือ มันแล้วแต่ชนิดของปลา แล้วก็แล้วแต่ว่าปลาอยู่น้ำจืดหรือน้ำเค็มด้วย ปลาน้ำเค็มอย่างปลาค็อด ปลาแฮริ่ง ปลาทูน่าไม่ได้ ดื่มน้ำอย่างเดียว แต่ก็ดื่มมากไม่ได้น้ำมันเค็ม แต่ใช้วิธีออสโมสิสผ่านผิวหนังและเหงือกควบคู่กันไป

ส่วนปลาน้ำจืดอย่างปลาเทราต์ ปลาแซลมอน เวลามันอพยพ หากร่างกายรับน้ำเข้าไปมากเกิน เซลล์ร่างกายจะบวมและแตก มันเลยเปลี่ยนจากกินน้ำเยอะมาเป็นฉี่เยอะแทน

พระเอกของเราเป็นห่วงย่านักหนา เลยใช้วิธีเขียนจดหมายไปโกหกย่าว่ามีแฟนแล้ว ตั้งชื่อให้เสร็จสรรพว่านูรี่ ตามชื่อเสียงเพลงที่ไม่รู้ใครเปิดลอยมากับลมขณะเขียนจดหมาย พี่ราฟี่ปรินต์รูปนางเอกที่ถ่ายไว้ใส่ซองจดหมายไปพร้อมกับจดหมายส่งถึงย่าด้วยเลย เรื่องราวจะได้น่าเชื่อถือ

When I met her,

I felt you had picked her out for me.

ตอนพบเธอ

ผมรู้สึกเหมือนย่าเลือกไว้ให้ผมกับมือเลย

ตอนหนึ่งเขียนเสียหวานหยดย้อย คาดว่าน่าจะถูกใจย่าเป็นแน่

 

ความซวยบังเกิดก็ตอนที่ย่าจะนั่งรถไฟมาดูตัวจริงนี่แหละ!

แล้วย่านี่ก็ตลกดีนะ พอมาเห็นแฟนสาวของหลานชาย ก็เปลี่ยนหัวข้อกดดัน

If the girl makes more money than you,

who will you show your face to then?

ถ้าผู้หญิงหาเงินได้มากกว่า

จะเอาหน้าไปไหน?

ย่าคิดว่าพี่ราฟี่ควรหาอาชีพใหม่เลย!

นางเอกของเราชื่อ มิโลนี่ เป็นคนเงียบมากๆ อยู่บ้านก็ได้ยินแต่เสียงพ่อกับแม่พูด พ่อ-แม่ให้มิโลนี่เอาแต่เรียน วันๆ มิโลนี่ก็เลยได้แต่เรียน ให้ได้เป็นนักบัญชีที่พ่อวางแผนไว้ให้ เรียนเสร็จกลับบ้านมาก็ใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือดึกๆ ดื่นๆ จะมีคนรับใช้ที่คอยดูแล และเป็นเพื่อนคนเดียวที่เธอมี และพ่อจะเล่าเรื่องอะไรให้ฟังได้

พ่อกับแม่นั้นเล่าก็พยายามหาแฟนให้ลูกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แขกไปใครมาโดยเฉพาะเวลาเพื่อนที่มีลูกชายมาเยี่ยมเยียน ก็จะโอ้อวดสรรพคุณลูกสาว

You know, Miloni wanted to be an actress

when she was in school.

มิโลนี่เนี่ยสมัยเป็นนักเรียน

แกอยากเป็นนักแสดง

แต่โตมาไหงไม่ได้เป็น? น้องนางเอกแสดงดีมากๆ เราจะค่อยๆ เห็นความคิดจิตใจที่แปรเปลี่ยนไปช้าๆ

They gave her trophy after trophy for drama.

แสดงทีไรก็ได้ถ้วยรางวัลอยู่เรื่อย

แสดงเก่ง แต่พ่อ-แม่กลับให้มาเรียนบัญชี มิโลนี่ก็มาเรียน แถมเรียนเก่งอีก มีรูปแปะไว้ที่บิลบอร์ดโฆษณาโรงเรียนอีกต่างหาก

พี่ราฟี่นั่งรถเมล์ผ่าน เห็นป้ายโฆษณา เลยรู้เลยว่าจะมาตามนางได้ที่ไหน ซึ่งจริงๆ ก็อยากได้ค่าจ้างถ่ายรูปวันนั้นคืนแหละ ไม่ใช่อะไรซับซ้อน แต่จะดีไปกว่านั้น หากนางจะยอมมาแสดงเป็นแฟนอวดย่าให้ที

มิโลนี่ยอมมาเป็นนูรี่ให้พี่ราฟี่ ได้แสดงเป็นคนอื่น ได้เห็นตัวเองแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ส่วนคุณผู้ชมจะได้มากกว่าเขาสิ่งหนึ่ง คือได้เห็นคนกำลังจะรักกัน ผ่านกิจกรรมที่ทำด้วยกัน ไปดูหนังด้วยกัน หรือเพียงแค่นั่งรถไปไหนต่อไหนด้วยกัน ฉากละเล็กละน้อยห้ามกะพริบตา คนสร้างเขาออกแบบมาให้เราได้สังเกตสังกากัน มันน่ารักมากมายหลายฉาก

สาวเจ้าเล่าให้ฟังว่า มีน้ำอัดลมยี่ห้อ Campa Cola เป็นน้ำอัดลมที่นางมีความหลังด้วย แต่เขาเลิกผลิตแล้ว ทายดูเลยว่าพี่ราฟี่จะไปไขว่คว้าตามหามาให้นางไหม?

พี่ราฟี่กับน้องมิโลนี่เป็นคนละวรรณะกัน นับถือต่างศาสนา ครอบครัวฝ่ายหญิงเป็นชนชั้นกลาง พี่ราฟี่ระดับล่างลงไป แต่หนังเขาทำดีนะ ทำให้เราไม่แคร์ เราเห็นเขารักกันเราก็ปลื้มปริ่มใจ เหมือนคำจำกัดความรูปถ่ายที่ราฟี่ให้ไว้ รูปมันเก็บโมเมนต์อันแสนพิเศษไว้ให้เรา ได้เห็นรูปก็สุขใจ ไม่ต้องไปสนใจวินาทีก่อนหน้าหรือหลังจากนั้น ณ วินาทีนั้นมันสำคัญก็พอแล้ว

ฉันชอบตรงที่หนังเขาชัดเจนเรื่องการสื่อสาร เขาบอกเราอย่างที่เขาอยากบอก เขาสัญญาว่าจะให้เราได้ดูหนังรัก เราจะได้เห็นความรัก และที่พิเศษคือเราจะได้ตอนจบต่างกันนะ “The stories are all the same in movies these days.” พี่ราฟี่บอกไว้ในหนัง คนเล่าวิธีเล่าทำจะทำให้ทุกอย่างต่างกัน

ฉันเอง

บทความก่อนหน้านี้สุจิตต์ วงษ์เทศ / ขวัญ ‘วัฒนธรรมร่วม’ จีน-ไทย
บทความถัดไปภาพยนตร์ / นพมาส แววหงส์ / DOLITTLE ‘สื่อสารกับสัตว์’