บูมเมอแรง

เป็นข่าวการเมืองระดับกลาง

ไม่ใหญ่โตเหมือนข่าวศาลรัฐธรรมนูญยกฟ้องพรรคอนาคตใหม่คดี “อิลลูมินาติ”

แต่พลานุภาพของข่าวนี้สะเทือนเสถียรภาพของรัฐบาลและเศรษฐกิจไทย

นั่นคือข่าวการเสียบบัตรแทนกันของ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยในการลงมติ พ.ร.บ.งบประมาณ

เพราะผลสะเทือนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ “คนทำ”

แต่ยังกระแทกใส่รัฐบาลด้วย

เพราะก่อนหน้านี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเคยตีตก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” มาแล้ว

ด้วยเหตุผลเรื่อง ส.ส. “เสียบบัตร” แทนกัน

ถ้าใช้มาตรฐานเดิม พ.ร.บ.งบประมาณก็ต้องตกลงไป

เงินงบประมาณของรัฐซึ่งเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ

เป็นความหวังสุดท้ายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยก็จะช้าไปอีกหลายเดือน

และไม่รู้ว่าจะมีผลต่อสถานภาพของรัฐบาลหรือไม่

“บูมเมอแรง” ครั้งนี้ย้อนกลับมาแรงมาก

คนที่เปิดข่าวนี้เป็นอดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์

“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ”

เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เขาเสียเก้าอี้ให้กับ “ฉลอง เทอดวีระพงศ์” พรรคภูมิใจไทย

เป็นรอยแค้นที่ฝังลึก

เพราะ “นิพิฏฐ์” พ่ายแพ้แบบขาดลอย

ฉลองได้ 47,584 คะแนน

ส่วนนิพิฏฐ์แชมป์เก่าตลอดกาล ได้แค่ 22,428 คะแนน

ห่างกันกว่าเท่าตัว

ที่สำคัญก็คือ เขาเชื่อว่าเขาไม่ได้แพ้จริงๆ

มี “เหตุ” และ “ปัจจัย” หลายๆ อย่างที่ทำให้แพ้

โดยเฉพาะ “ปัจจัย” ที่ใช้ถวายพระ

ถ้าย้อนไปดูข่าวเก่า

“นิพิฏฐ์” ออกมาโวยเรื่องการเก็บบัตรประชาชนในพื้นที่พัทลุงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2562

เลือกตั้งมีนาคม

โวยล่วงหน้าเกือบ 3 เดือน

ระบุคนที่สั่งให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเก็บบัตรประชาชนด้วย

แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จังหวัดพัทลุง นอกจาก “นิพิฏฐ์” จะแพ้ขาดลอยแล้ว

3 เก้าอี้ในพัทลุง ประชาธิปัตย์ที่เป็นแชมป์ตลอดกาล เสียให้กับภูมิใจไทยถึง 2 ที่

ได้มาแค่ที่เดียว

“แค้นฝังหุ่น” ครั้งนี้จึงทำให้ “นิพิฏฐ์” กัดไม่ปล่อย

เป้าหมายสำคัญของเขาคือ “ฉลอง”

และ “นาที รัชกิจประการ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงในพัทลุง

ยิ่งใหญ่แค่ไหน

ก็แค่ “พิพัฒน์” สามีของเธอได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬา

ใครจะไปคิดว่าความขัดแย้งที่พัทลุงจะสะเทือนถึงเสถียรภาพรัฐบาล

เป็นเรื่องที่ “ประยุทธ์-ประวิตร” คาดไม่ถึงจริงๆ

บทความก่อนหน้านี้นักวิจัยจีน ชี้ “โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่” แพร่เชื้อเร็ว บางรายติดเชื้อทั้งที่ไม่มีไข้ทำให้ระบุตัวยาก
บทความถัดไปโล่งใจ! ทหารตรวจเรือดำน้ำในจีน กลับถึงไทยชุดแรก หนีรอดจากโคโรน่าไวรัสระบาด