อุรุดา โควินท์ / ทางรอดอยู่ในครัว : ขมเพื่อหวาน

อุรุดา โควินท์

เอ๋มาหาพร้อมกับจินสัญชาติญี่ปุ่น แค่เห็นขวด ฉันก็ทึ่งในการออกแบบ มันสวยมาก ทั้งเป็นจินที่ซับซ้อนไปด้วยกลิ่น

เหมาะจะทำจินโทนิก ฉันคิด ว่าแล้วก็ชงดื่มคนละแก้ว

“เราได้กลิ่นคล้ายดอกไม้” ฉันบอกเอ๋

“กลิ่นซากุระไง ขวดนี้น่ะ ในไทยขายแพงมาก แต่เราซื้อจากญี่ปุ่น ถูกเลยละ ถ้าเทียบกับคุณภาพ ถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้เพื่อนนะ”

ฉันชอบจิน ฉันดีใจที่เธอมา ซึ้งใจที่เธอนึกถึงฉัน แต่ฉันไม่เคยมีอะไรฝากเธอ เพราะนอกจากไม่ค่อยได้ไปไหน ฉันยังพยายามจ่ายให้น้อยที่สุด ก็…ข้างหน้านั่น แม้เป็นพุทธศักราชใหม่ แต่เศรษฐกิจของเราเดินถอยหลัง

เตรียมตัวไว้แต่ต้น ขยัน อดทน ประหยัด ไม่สร้างหนี้สิน

จะเป็นผู้อยู่รอด ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ฉันบอกตัวเอง

“กินข้าวเย็นบ้านเรานะ กินแกงผักได้มั้ย”

“ดีออก แกงผักอะไรล่ะ”

“เราได้ผักกาดปลีมาจากตลาด มันสดมาก ผักกาดที่เขาเอามาดองน่ะ แกงได้นะ ตอนไม่ได้ดอง มันจะขมนิดๆ แต่แกงแล้วอร่อย”

“กินแกงผักบ่อยใช่มั้ย ร่างดีกันทั้งคู่เลย” เอ๋หมายถึงฉันกับเขา เราต่างก็ผอม ขณะเพื่อนรุ่นเดียวกับเรา เริ่มมีเนื้อมีหนัง

เรามีกิจกรรมในแต่ละวันเยอะ เราออกกำลังกาย แต่ก็นั่นละ คงเพราะร่างกายเราเผาผลาญเก่งด้วย

 

ฉันชอบแกงผัก และฉันก็ชอบแกงหมู แกงกุ้ง ฉันชอบกินทุกอย่างที่ฉันทำ เพราะนั่นหมายถึง ฉันรู้ว่าฉันกินอะไรลงไปบ้าง

นี่คือวิธีใช้ชีวิตของฉัน

นอกจากอาหาร ฉันทำงานบ้านเอง ซักผ้าเอง ตัดหญ้าเอง เย็บปลอกหมอนอิงเอง

ฉันอยากทำ และมันช่วยให้ฉันประหยัด

หลายคนมีต้นทุนเป็นเงิน สำหรับฉัน ต้นทุนสำคัญคือใจมั่น และการลงมือ ฉันจึงไม่จำเป็นต้องมีแม่บ้าน แม่ครัว ฉันเป็นทุกอย่างให้ตัวเอง ด้วยความภูมิใจ

เอ๋คงไม่รู้ว่าคนเชียงรายกินผักเก่งแค่ไหน เรากินผักกันตามฤดูกาล หน้าหน่อเรากินยำหน่อ คั่วหน่อ แกงหน่อ หน่อจิ้มน้ำพริก พอผักกาดงาม เราก็เอามันมาคั่ว มาแกง อากาศเหมาะสมทำให้ผักงอกงามเป็นพิเศษ นอกจากอร่อย มันยังถูกมาก เงินไม่ถึงร้อย แกงผักเลี้ยงคนได้ทั้งบ้าน เผลอๆ กินไม่หมด เก็บไว้กินได้อีก

ผักกาดปลีจะแกงกับไก่หรือหมูก็ได้ แต่ควรใส่ไม่มาก อย่าให้เนื้อสัตว์นำหน้าผัก

 

ฉันหั่นผักกาดปลีแช่น้ำไว้ ใส่เกลือในน้ำหนึ่งช้อนชา แล้วค่อยตำน้ำพริกแกง ใส่หัวหอมเยอะๆ กระเทียม พริกจินดาแห้ง ตะไคร้ เกลือ ลูกผักชีหนึ่งหยิบมือ ตำทุกอย่างให้ละเอียด แล้วเติมกะปิหนึ่งช้อนชา

“ผักขมนิดๆ ขื่นหน่อยๆ แต่มันกรอบ หนา ต่างจากผักกาดชนิดอื่น เราต้องแช่น้ำเกลือทิ้งไว้ มันช่วยให้ขมคลาย” ฉันบอกเอ๋

เธอเข้าครัวด้วย เธอว่า อยากเห็นทางอันสวยงามของฉัน

หนทางของฉันอยู่ในครัว ฉันบอกเธอ

น้ำพริกแกงละเอียดดีแล้ว ฉันเอามาผัดกับน้ำมัน ใช้น้ำมันนิดหน่อย ใช้ไฟอ่อน พอได้กลิ่นหอม ก็เอาหมูลงไปผัด ผัดให้พอตึงๆ ค่อยเติมน้ำลงไป รอน้ำเดือด ก็ใส่ผักกาดปลี ปรุงรสเพิ่มด้วยน้ำปลา

“บางคนใส่น้ำปลาร้า” ฉันบอก “แต่เราว่าแค่กะปิก็อร่อย เราแกงรสไม่จัด”

รอผักสุก ฉันตำมะแขว่นโรยลงไป แค่พอได้กลิ่น

ปิดเตา หันไปบอกเธอ “เรียบร้อย งบประมาณไม่ถึงร้อย กินได้สองมื้อเลยเนียะ”

“เธอโอเคใช่มั้ย” เอ๋ถาม

ฉันหัวเราะ

 

เธอเป็นห่วงฉัน เธอมาเยี่ยมฉันเสมอ พร้อมกับของฝาก ทุกครั้งเธอถามฉันว่า ห้องพักมีลูกค้าเยอะมั้ย งานเขียนเป็นอย่างไรบ้าง เธอไม่เคยถามฉันตรงๆ ว่าฉันลำบากมั้ย อยู่ได้มั้ย มีอะไรให้ช่วยมั้ย แต่ฉันเห็นคำถามเหล่านี้ในตาเธอ

“โอเคมากๆ เลย เราชอบกินแกงผัก เอ๋อาจเห็นว่าวันๆ เราต้องทำอะไรเยอะแยะไปหมด แต่เราชอบทำ เราสนุกที่ได้ทำด้วยตัวเอง ถ้าเราไม่ทำเอง เราก็ต้องหาเงิน เพื่อจ้างคนอื่นทำ”

“เหมือนเราไง จ้างทุกอย่าง ซื้อทุกสิ่ง แล้วก็ต้องหาเงินให้มากเข้าไว้ จะได้พอจ่าย”

“แล้วเอ๋โอเคมั้ยล่ะ”

“ตอนนี้ยังโอเคอยู่ แต่อีกพักหนึ่ง เราก็อยากเลิกนะ”

เอ๋เคยบอกฉัน เธออยากหาเงินให้ได้มากพอ จะเลิกทำงาน แล้วอยู่เฉยๆ

ฉันถาม เธอจะไม่เบื่อเอาเหรอ หนึ่งวันที่อยู่เฉยๆ มันยาวมากนะ มันต่างจากหนึ่งวันในการทำงาน อย่างกับ 24 นาที กับ 24 ชั่วโมงเลยละ

ถ้าเบื่อ เธอจะปลูกผักกิน เธอเคยบอกฉันอย่างนั้น แล้วในวันนั้น ฉันก็ถามเธอว่า เธอเคยปลูกผักบ้างมั้ย

“ถ้าไม่ได้ทำงานเมื่อไร มาหัดแกงผักกับเรานะ หัดแกงก่อน ค่อยไปลองปลูกผักกินเอง” ฉันบอกเธอ

“ทำกับข้าวให้รอดก่อน ค่อยคิดปลูกผัก ถูกต้องมั้ย” เอ๋สรุป

ฉันอมยิ้ม เรื่องแบบนี้ให้เธอคิดเองดีที่สุด

 

ตักแกงใส่ชามเล็ก ให้เธอ “เดี๋ยวเราทำไก่ทอดน้ำปลาอีกอย่าง มีโปรตีนสักหน่อย แต่อยากให้ชิมนี่ก่อน”

เธอชิม แล้วนิ่งไปสักครู่ “เห็นเธอแกงง่ายๆ แต่มันซับซ้อนนะ มีขมนิดๆ แต่กลายเป็นหวานในปาก มีกลิ่นสมุนไพร แล้วมีความซ่าที่ปลายลิ้น อืม…เราว่า รสชาติมันเหมือนชีวิต”

หมายถึงชีวิตของเราอร่อยสินะ โอเค ฉันยกมือเห็นพ้อง

บทความก่อนหน้านี้คนไทยในจีน เผยต้องพูดความจริง “ไวรัสอู่ฮั่น” โอดอยากกลับบ้าน “ประยุทธ์” แจงยังไม่ส่งเครื่องบินไปรับ
บทความถัดไปมงคล วัชรางค์กุล : บทสุดท้ายของสงครามการค้า อเมริกา-จีน คือ วิน-วิน (Win-Win)