บทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ /ปั่นราคา ‘วิ่งไล่ลุง’ เกินจริง??

บทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ

 

ปั่นราคา ‘วิ่งไล่ลุง’ เกินจริง??

 

การจัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ซึ่งฉากหน้าใช้นักศึกษาโหมโรงนำร่อง โดยอ้างว่าเป็นกิจกรรมกีฬา ไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองนั้น ในที่สุดพอถึงวันจริงคือวันที่ 12 มกราคม ก็เห็นชัดว่าแท้จริงแล้วก็คือกิจกรรมทางการเมืองเพื่อขับไล่รัฐบาล โดยมีคนจากพรรคอนาคตใหม่ปรากฏตัวอยู่แถวหน้า ซึ่งไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นการสานต่อกิจกรรม “แฟลชม็อบ” ที่ชิมลางไปครั้งแรกก่อนหน้านี้ที่สยามสแควร์

ไม่ว่าจะใช้เหตุผลสวยหรูอย่างไรในการจัดกิจกรรมดังกล่าว แต่ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดประสงค์หลักอย่างหนึ่งคือการสร้างแรงกดดันเพื่อปกป้องพรรคอนาคตใหม่ที่มีคดีความหลายคดี

มีการเคลมว่าจำนวนผู้ร่วมงานวิ่งไล่ลุงที่สวนรถไฟในวันนั้นสูงถึงหลักหมื่น นำไปสู่การตีขลุมกล่าวอ้างว่านี่คือพลังของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการแสดงออกให้รัฐบาลทราบว่าไม่พอใจการสืบทอดอำนาจ ไม่พอใจฝีมือการบริหารประเทศ

ส่วนโฆษกพรรคเพื่อไทยก็ฉวยโอกาสนี้รับลูกยกใหญ่ ถึงขนาดจี้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก อ้างว่าเป็นศูนย์กลางความขัดแย้ง จนมีคนออกมาวิ่งไล่ทั่วประเทศ แต่นั่นก็เป็นแค่วาทกรรมของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่อยากแย่งอำนาจกลับคืน

ฝ่ายเชียร์พรรคอนาคตใหม่และเพื่อไทย ดูเหมือนจะประเมินค่ากิจกรรมวิ่งไล่ลุงสูงมาก ประหนึ่งว่าจะสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ โดยทึกทักเอาว่านี่คือความไม่พอใจของคนทั้งแผ่นดิน มีการอ้างว่าผู้มาร่วมงานไม่ใช่แค่คนที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ แต่เป็นประชาชนทั่วไปด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างดังกล่าวไม่มีหลักฐานน่าเชื่อถือมายืนยัน ถ้าหากอยากให้เกิดความน่าเชื่อถือ พรรคอนาคตใหม่ควรมีหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น ให้ผู้ลงทะเบียนร่วมงาน กรอกข้อความว่า การเลือกตั้งครั้งล่าสุด รวมทั้งการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งก่อนหน้านี้ ท่านเลือกพรรคใด

เกรงแต่ว่าความน่าจะเป็นมากที่สุดก็คือ 98% ของผู้มาร่วมงานวิ่งไล่ลุงก็คือกลุ่มที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ (สีส้ม) และเพื่อไทย (หรือพรรคเครือข่ายทักษิณ-สีแดง) ดังนั้น ก็หมายความว่าคนนับหมื่นที่มาร่วมงาน ก็เป็นการรวมตัวของคนสีส้มกับสีแดง ซึ่งเป็นขั้วการเมืองเดียวกัน และเป็นขั้วที่ไม่เอาประยุทธ์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ฉะนั้น กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ก็เป็นแค่การแสดงตัวของคนที่เลือกพรรคอนาคตใหม่กับเพื่อไทย ซึ่งถ้าหากอ้างอิงคะแนน popular vote ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด popular vote ของอนาคตใหม่อยู่ที่ 6.26 ล้านคะแนน เพื่อไทย 7.9 ล้านคะแนน คนที่มาวิ่ง มาแสดงตัวส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากคนจำนวนนี้ ไม่ใช่กลุ่มใหม่

ดังนั้น การมาตีขลุมอ้างว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฐานเสียงของอนาคตใหม่และเพื่อไทยมาร่วมวิ่งด้วย เพื่อหวังที่จะเคลมว่ามีคนเกลียด พล.อ.ประยุทธ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงไม่น่าจะตรงกับข้อเท็จจริง เป็นแค่การหวังผลทางจิตวิทยาเพื่อฉวยโอกาสทางการเมือง

 

หากสังเกตจะเห็นได้ว่า ทั้งพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ ใช้คำว่า “ไล่ลุง” มาเป็นแคมเปญทางการเมืองในลักษณะสอดรับกัน ดังจะเห็นได้จากก่อนหน้านี้ในการเลือกตั้งซ่อมที่ขอนแก่นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมปีที่แล้ว พรรคเพื่อไทยหาเสียงด้วยการเชิญชวนให้ประชาชนมา “กาไล่ลุง” แต่ผลปรากฏว่าไอเดียนี้ขายไม่ออก พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ (พรรคลุง) เพราะว่าประชาชนพากันทำตรงข้ามคือ “กาเอาลุง”

จาก “กาไล่ลุง” ที่ล้มเหลวเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม มาสู่ “วิ่งไล่ลุง” ณ วันที่ 12 มกราคม จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ยังต้องรอดูกันต่อไป

ขั้นต่อไปเชื่อว่าถ้าอนาคตใหม่และเพื่อไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในการไล่รัฐบาล ก็อาจยกระดับจากการชุมนุมอยู่ในกรอบ อยู่ในรั้ว ไปสู่การประท้วงใหญ่บนท้องถนนที่จะสร้างความเดือดร้อนในการสัญจรและกระทบต่อบรรยากาศเศรษฐกิจและการลงทุน และท้ายที่สุดก็จะทำให้การท่องเที่ยวเสียหาย กลับไปสู่วงจรเดิมที่ต้องมีการประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไม่ก็กฎอัยการศึก

คำถามคือ คนส่วนใหญ่จะเล่นด้วยหรือไม่กับการประท้วงป่วนเมืองรอบใหม่ หลังจากประเทศบอบช้ำอ่อนแรง อ่อนล้ามา 10 กว่าปี พอจะพักฟื้นตั้งตัวได้ ก็ต้องกลับไปเป็นคนป่วยติดเตียงอีกรอบ

ถ้าคิดจะยกระดับการประท้วงถึงขั้นสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและการลงทุน พรรคอนาคตใหม่ก็อาจมีราคาที่ต้องจ่าย และต้องร่วมรับผิดชอบหากทำให้บรรยากาศลงทุนและเศรษฐกิจเสียหาย ถ้าหากต่อจากนี้ไปเศรษฐกิจประเทศไม่ฟื้นเพราะมีอุปสรรคในประเทศเกิดขึ้น ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศคือสงครามการค้าสหรัฐและจีนที่เคยเป็นอุปสรรคใหญ่ผ่อนคลายลงแล้ว

แน่ใจหรือว่า หากป่วนเมืองจนเสียหายแล้ว การเลือกตั้งครั้งหน้าอนาคตใหม่จะได้คะแนนมากกว่าเดิม

 

หากดูจากรูปแบบของกิจกรรมที่แนวร่วมของพรรคอนาคตใหม่ระบุว่าจะวิ่งไล่ พล.อ.ประยุทธ์ทุกวันจนกว่าจะลาออก น่าเชื่อว่ามีแนวโน้มจะลอกเลียนแบบการประท้วงของฮ่องกง ที่สุดท้ายแล้วมีการใช้ความรุนแรง ฆ่าและทำร้ายคนเห็นต่าง ทุบทำลายและเผาร้านค้าของต่างชาติ จนเศรษฐกิจถดถอยมากที่สุดในรอบสิบปี การท่องเที่ยวทรุดฮวบเกิน 50%

คนบางคน บางพรรค ขายฝันจะโค่นอำนาจเก่า ด่าอำนาจเก่าว่าไม่ดี อำนาจใหม่อย่างพวกตัวเองดีกว่า ทันสมัยกว่า แต่เอาเข้าจริงจะอำนาจเก่าหรืออำนาจใหม่ ทั้งหมดนี้หัวใจสำคัญอยู่ที่ความต้องการ “แย่งอำนาจ” ซึ่งประชาชนแทบไม่ได้ประโยชน์อะไร

อำนาจใหม่ที่จะเข้ามา ไม่มีหลักประกันอะไรว่าจะดีกว่า เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อเข้าสู่อำนาจก็จะถูกอำนาจนั้นทำให้เสื่อมแทบทุกคนไป

บทความก่อนหน้านี้ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต /รุ่นใหญ่มาแล้ว ‘บีเอ็มฯ ซีรี่ส์ 7’ 2 ขุมพลัง ‘ดีเซล-ปลั๊กอินไฮบริด’
บทความถัดไปเศรษฐกิจ / จากภัยแล้งถึงฝุ่นพิษ PM 2.5 สะเทือนดึงเศรษฐกิจประเทศ โจทย์ที่รัฐบาล ‘ลุงตู่’ ยังแก้ไม่ตก