ทวีปที่สาบสูญ : มือใหญ่กุมมือเล็กๆ ของฉันจนมิด โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์parinyasin@gmail.com

ฉันเคยคิดว่าตัวเองจะไม่มีวันจดจำในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว แต่ความจริงก็คือ ฉันกลับจดจำมันได้แจ่มชัดทุกๆ อย่าง แม้กระทั่งสิ่งที่อยากจะลืม

ฉันไม่เคยลืมได้เลยว่า ความรู้สึกเวลาที่ต้องพยายามหลบหนี ต้องซ่อนตัว หวั่นกลัวต่อการถูกค้นพบ มันทารุณยิ่งเสียกว่ายามจินตนาการว่าตัวเองสูญหาย ทำไมฉันต้องหวั่นไหวขนาดนั้น บางที เพราะมีอะไรบางอย่างที่ฉันซุกซ่อนไว้ในห้วงใจ

มันปรากฏขึ้นมาแปลบปลาบ เหมือนสายฟ้าฟาดเข้ามาในม่านตา…ชั่วเวลาสั้นๆ ยามที่ฉันมองเห็นบางเงาตะคุ่มเบื้องหน้า

บางเวลาที่ร่างกายของฉันแอบสั่นไหว

[“พี่คะ ฉันไม่ใช่ลอลิต้า เมื่อก่อนคนอื่นๆ ก็เรียกฉันว่าอีพี่”

ครั้งนั้น ที่ฉันพยายามบอกกับครูลินดา

“แทนตัวเองว่าฉันอีกแล้วนะ” ครูลินดาทาบมือมาปิดปาก ส่ายหน้าเบาๆ “เธอจะชื่ออะไรไม่สำคัญหรอก แต่เธอคือลอลิต้าของฉัน ฉันจะให้ชีวิตใหม่กับเธอเอง”

“…นั่นไม่ใช่หรือคะ…ลอลิต้า…คนที่อยู่ในนิยายของพี่”

“ไม่ใช่ ลลิตาโตแล้ว”

ฉันเริ่มเข้าใจได้รางๆ

…ลลิตาโตแล้ว เธอจึงไม่ใช่ลอลิต้าอีกต่อไป

ครูลินดาผลักลลิตาลงไป เด็กสาวในชุดนอนสีขาว นอนระทวยอยู่บนฟูกนุ่มหนา ครูลินดากรีดนิ้วผ่านผ้าที่ปิดปากไว้ ฉันเห็นอาการคล้ายพยายามจะผงกหัวขึ้น

“ใจเย็นสิ…” ครูลินดาเสียงเบา “ลอลิต้ากำลังดูเราอยู่นะ”

ครูลินดาเขี่ยนิ้วใหม่ คราวนี้ไล่ตั้งแต่ปลีน่องสูงขึ้นไป ฉันเริ่มเข้าใจขึ้นอีกครั้ง…ครูลินดากำลังจะแสดงบทรักให้ฉันเห็น

แต่พอก้มหน้าจะหลับตา เสียงของหล่อนก็สั่งออกมา

“ลอลิต้า! ดูพี่…เธอต้องดูพี่นะ!”

ไม่แค่สั่ง หล่อนยังเดินมาหา จับไหล่ฉัน ผลักให้นั่งติดผนัง ข้างกรอบประตูที่ปิดไว้ มือแข็งเหมือนคีมบีบบนคาง

“พี่อยากให้เธอดู เข้าใจไหมที่รัก”

ครูลินดาจูบเบาที่หน้าผากของฉัน เป็นสัมผัสของความรักใคร่ทะนุถนอมแสนอ่อนโยน เมื่อละริมฝีปาก ฉันอยากรีบเช็ดมันออกให้เกลี้ยง แต่ทำได้เพียงยิ้มเจื่อนๆ ตอบหล่อนไป

หล่อนลูบผมฉันอีกที แล้วเดินกลับไปหาคนบนเตียง…]

เพราะทั้งหมดนั้น ฉันไม่เคยลืมมันไปได้เลย

แม้กระทั่ง…กระทั่งเมื่อครั้งนังแพศยาคนนั้นเข้าหาฉัน เมื่อหล่อนกลืนกินฉัน และทำให้ฉันตระหนักได้ว่าตัวเองโหยหาอะไรสักอย่างนั้นท่วมท้น จนต้องยินยอมตอบรับมันไว้

สายฟ้าฟาดลงมาอีกครั้ง ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน

ร่างสูงยังคงยืนเด่นอยู่ภายในห้อง ฉันต้องบอกกับหล่อนให้จงได้

เช่นเดียวกับบอกตัวฉัน

“อย่ามายุ่งกับฉัน! ไป! ออกไปเลย! อย่ามายุ่งกับฉัน!!”

 

“น้อง…”

หากหล่อนกลับมองฉันอย่างตกตะลึง และชั่วครู่เดียวที่ถอยห่าง อึดใจเดียวหล่อนก็กลับเข้ามาหาใหม่

“น้องสิ อย่าเสียงดัง เดี๋ยวใครได้ยินเข้า”

“…ก็รีบไปเสียสิ” ฉันยังคงพยายามพูดออกไป แต่ก็ลดเสียงลง

“โอเค โอเค ถ้าน้องไม่อยากไป พี่ก็ไม่บังคับหรอก…ทีนี้ เราคุยกันดีๆ ได้หรือยัง”

จะคุยอะไรดีๆ กับฉัน คนที่มอมแมมสกปรกด้วยคราบเหงื่อไคล คนไร้อนาคต ไร้การศึกษา _ียังแสบคันเพราะผ้าอนามัยที่ใส่ซ้ำๆ

ขณะที่หล่อนตัวหอม สวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ในกระเป๋าคงอัดแน่นด้วยสตางค์ ดูแต่ของที่หล่อนหอบใส่กระเป๋ามา

ขนมที่มอบให้ฉันลองลิ้ม ชิ้นเล็กๆ เท่านั้น แต่ต้องแพงกว่าค่าจ้างต่อวันของฉันแน่

“…คุณจะเอาฉันไปเลี้ยงเหรอ” คำพูดหลุดออกไป

“พูดอะไรแบบนั้น?” หล่อนทำเสียงตกใจ

“คุณอยู่กับใครล่ะ พ่อแม่หรือเปล่า เขาจะยอมให้ฉันอยู่ด้วยเหรอ!”

“ไม่ ไม่ พี่อยู่คนเดียว”

“แฟนคุณล่ะ!”

“…เกี่ยวอะไร”

หนนี้ น้ำเสียงของคนแปลกหน้าดูจะไม่เข้าใจไปเสียทุกสิ่งอัน

“น้อง…” หล่อนทอดเสียง และรู้ว่ากำลังจ้องฉัน “พี่แค่อยากช่วยน้อง…อยากให้มีชีวิตดีขึ้นกว่าที่อยู่ตอนนี้ พี่ก็ยังไม่รู้หรอกว่าจะช่วยน้องยังไง แต่ถ้าน้องไปกับพี่…พี่จะหาวิธีช่วยให้น้องได้เรียนหนังสือก่อน”

“คุณจะนอนกับฉันหรือเปล่า”

“หา! อะไรนะ!”

 

คนแปลกหน้าเบิกตาจ้องมองฉัน ท่ามแสงไฟโคมที่หล่อนเอาติดตัวมา ในห้องอันคับแคบและซอมซ่อสกปรกแห่งนั้น ผมสั้นๆ ของหล่อนดูยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น และเสื้อสีดำคอปกก็ยิ่งเน้นรูปร่างให้สูงเพรียว แต่หล่อนดูตกใจอย่างจริงจัง

“น้องคิดอะไรน่ะ…พี่ไม่ใช่…ไม่ใช่พวกวิปริตนะ”

ยิ่งหล่อนปฏิเสธ ฉันยิ่งรู้สึกว่า แท้แล้วคนที่น่าชิงชังรังเกียจ คือตัวฉันนี่เอง

“น้อง…” ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ และหนนี้ ดูหล่อนจะเป็นฝ่ายระวังตัวมากยิ่งขึ้น “พี่ไม่รู้ว่าน้องเจออะไรมา แต่พี่…พี่ไม่ใช่แบบที่น้องคิด…อีกอย่าง…เอ้อ พี่เป็นผู้หญิงนะ”

ฉันรู้อยู่แล้วว่าหล่อนเป็นผู้หญิง

“…พี่เหมือนผู้ชายมากเลยเหรอ จนน้องเข้าใจผิด”

ฉันควรจะตอบหล่อนว่าอย่างไร

วงแขนที่จำฉันมันได้แล้ว โอบเข้ามาบนไหล่ฉันอีกครั้ง

“น้องอย่ากลัวพี่เลย…พี่ทำอะไรน้องไม่ได้สักหน่อย…น้องเคยโดนทำร้ายมาหรือนี่…”

หล่อนดูจะสงสารและเวทนาฉันมากยิ่งขึ้น นับจากนาทีที่เข้าใจผิดไป แต่ฉันจะบอกกับหล่อนได้อย่างไร ฉันไม่ได้เข้าใจผิดว่าหล่อนเป็นผู้ชาย กลิ่นของหล่อน ตัวของหล่อน ลักษณะท่าทางของหล่อน ทั้งหมดนั้นต่างหากที่ทำให้ฉันอยากผลักไสไปเสียให้พ้นๆ

เพราะ…ฉันเคยเจอคนเหมือนหล่อน เคยพบความเวทนาที่กลายมาเป็นคมหอกคมดาบ แต่ที่เจ็บแสบมากกว่านั้นคือ

…ส่วนลึกในห้วงมืดแห่งฉัน

ที่ฉันพยายามซุกซ่อนมันไว้

แม้ในนาทีสิ้นไร้ไม้ตอก ชีวิตอเนจอนาถแทบไม่มีทางไป

ฉันยังสำเหนียกถึงมัน

.

.

[ครูลินดาเดินกลับไปที่เตียง ลลิต้านอนหงายรออยู่ที่นั่น ข้อมือยังถูกรัดแน่น ที่ปากก็เหมือนกัน เด็กสาวพยายามผงกหัวขึ้นดูแต่ถูกผลักลงไป

ฉันยังจดจำสายตาของลลิตาได้ ความเยาะหยันและการแสดงความเหนือกว่าอย่างจงใจ เหล่านั้นพวยพุ่งออกมาเหมือนเปลวไฟ ฉันไม่เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย แต่ให้ขนลุกเกรียวอีกครั้ง

…และอีกครั้ง

ครูลินดาเลิกชายประโปรงของลลิตาขึ้น ด้วยปลายนิ้วที่เขี่ยขีดสูงไปเรื่อยๆ จนฉันเห็นถนัดตา ไม่มีอะไรใต้ผืนผ้าโปร่งบางอีก นอกจากเปล่าเปลือยของเด็กสาว

ลลิตาบิดตัว ราวมีความทุกข์ทรมานเกิดขึ้น…]

.

.

[ฉันได้ยินเสียงตัวเองกระซิบในหัวว่า ไม่

แต่สิ่งที่เกิด กลับเป็นรอยยิ้มในสายตาของน้องสาวอีพี่สร้อยสาย ผู้เป็นกึ่งนายจ้าง กึ่งเพื่อนร่วมงาน และพร่าเลือนระหว่างคนรู้จักเก่ากับคนที่มาพบกันใหม่ อีกไม่ควรไว้วางใจ ชนิดที่หากจะมีขนดหางเลื้อยออกมาคงไม่แปลกอันใด

แต่ฉันก็ย่างเข้าไปหาอ้อมตักนั้น พลางตัวสั่นกับฝ่ามือที่ลูบหลัง

“…เธอจะทำไม”

อัมพรมีตาสีอะไรกันนะ ฉันพยายามจะมองให้ชัดขึ้น

แต่ก็ไม่เห็นเลย

“หยุดปากหน่อยดีมั้ย” คำพูดยังฟังหยาบหูเหมือนเคย

“กูอยากเอามึง เข้าใจหรือยัง”

ฉันต้องการอะไรไม่กี่อย่างหรอก ในชีวิตที่อยู่มา แค่อยากจะมีชีวิตรอดเพื่อไปมีวันดีๆ ข้างหน้า…อยากจะเก็บสตางค์เอาไว้ปลูกบ้านสักหลัง อยากมีที่อยู่ อยากมีที่กิน อยากลากเอาบทกวีที่อยู่ในหัวออกมา

แต่มีสิ่งหนึ่ง ที่แทรกขึ้นตั้งแต่ฉันตระหนักว่ามีขนอุยอ่อนระบัดขึ้นในหว่างขา

สิ่งนั้น ที่เคยทำให้ฉันพร่าพรายอยู่ในห้วงเวลา ปราศจากอดีตและอนาคตใดๆ

สิ่งเดียวที่ยามได้

แม้แต่ตัวตนของฉันก็แตกสลายทุกครั้ง

และสิ่งนั้นที่ฉันไม่อาจเข้าใจได้เลย

…ยามมันอุบัติมา

 

“น้องไม่ต้องกลัวพี่หรอกนะ…นะ”

คนแปลกหน้า ที่เพียงเวทนาในตัวฉัน เพราะแค่มองเห็นเปลือกนอกของฉัน ยังคงพยายามจะปลอบโยนฉันต่อไป มือที่นุ่มนวลกระชับอยู่บนหัวไหล่

“พี่เป็นผู้หญิงเหมือนน้องนี่ล่ะ” หล่อนยังคงย้ำอีก

น่าเศร้าจนน่าขัน

“เออ…น้องชื่ออะไรนะ ยังไม่ได้บอกสักที”

แค่วินาทีเดียวที่ฉันคิด

“คะเน…ฉันชื่อสุดคะเน”

ฉันมีชื่อมากมายที่คนอื่นใช้เรียก แต่มีเพียงชื่อเดียวที่ฉันเรียกตัวเอง

“ชื่อแปลกดี” หล่อนตบหัวฉันเบาๆ “พี่ชื่อนล”

ฉันจำชื่อหล่อนได้ดีอยู่แล้ว

“คุณเป็นผู้หญิงจริงๆ หรือ” แต่ฉันยังควรเป็นเด็กผู้หญิงที่แสนซื่อสินะ ถ้าฉันจะยอมรับในความปรารถนาดีของหล่อน

“จริงสิ” หล่อนหัวเราะ

“งั้นขอจับนมดูหน่อย”

หล่อนคงไม่ทันตั้งตัวเมื่อฉันป่ายมือออกไป และวางฝ่ามือลงบนอกใต้เสื้อเชิ้ตสีดำที่ยิ่งขับให้ผิวของหล่อนดูผ่องยิ่งขึ้นในแสงไฟฉาย และฉันยังเงยหน้ามองหล่อนด้วยแววตาซื่อใส ขณะปลายนิ้วกดลงเหมือนเรียกร้องหาความมั่นใจ หล่อนตะปบมือฉันเอาไว้ มือใหญ่กุมมือเล็กๆ ของฉันจนมิด

ฉันหลับตาลง คิดว่า ถ้าฉันจะลองตามหล่อนไป…

บทความก่อนหน้านี้หลังเลนส์ในดงลึก : “ช้างสอน”
บทความถัดไปกรินทร์ จิรัจฉริยากูล : นกยางโทนใหญ่