ปริญญ์ พานิชภักดิ์ ทายาทซูเปอร์ “ศุภ” หน.ทีมเศรษฐกิจทันสมัย ปชป. มองวิกฤต “ศก.”ปี 2563 เผาจริง?

“ซูเปอร์ฮีโร่” ที่เก่งคนเดียวสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ด้วยไอเดียหรือการลงมือทำเพียงคนเดียวเนี่ยมันเป็นไปได้ยากในยุคปัจจุบัน เราคิดว่าในเศรษฐกิจยุคทันสมัยที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ถาโถมเข้ามาอย่างไร้พรมแดน บทบาทของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ มันเปลี่ยนไปแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องมีทีมอเวนเจอร์ที่รวมเอาผู้ที่มีความเก่งเชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้ามา

คือมุมมองของปริญญ์ พานิชภักดิ์ บุตรชายของคุณศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่ปัจจุบันรับหน้าที่เสมือนกัปตันทีมอเวนเจอร์ดูแลเรื่องเศรษฐกิจทันสมัย อันเป็นหัวใจในการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ที่ลงเรือร่วมกับรัฐบาลประยุทธ์ 2 ในยุคที่เทคโนโลยีและบริบททางสังคมเปลี่ยนแปลงไปหมดอย่างรวดเร็ว

ปริญญ์มองว่าต้องดึงคนที่หลากหลายเข้ามาร่วมกันทำงาน จะปล่อยให้คนคนเดียวทำทุกเรื่องไม่ได้

อย่างวันนี้เรื่องระบบบล็อกเชนที่สำคัญมากในการลงทุนในยุคใหม่ ดึงคนที่เก่งด้านการวางระบบเพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกิจ หรือด้านอีคอมเมิร์ซทำการตลาดออนไลน์หรือค้าขายออนไลน์มารวมพลังกัน

เราไปต่างจังหวัดหลายแห่งพ่อค้าแม่ค้าตลาดสดตายเรียบ วิกฤตหนักมาก ธุรกิจเขาติดลบ 50-60 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรในการติดอาวุธทางความรู้เรื่องการค้าออนไลน์ E-commerce

เช่น นครศรีธรรมราช ที่มีล้งจีนมาร่วมลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปทุเรียนสินค้าเกษตรที่มีราคาตกต่ำ ส่วนหนึ่งก็ถูกกดราคา ทำไมคนไทยเราไม่คิดที่จะร่วมทุนกับเขาล่ะ แปรรูปสินค้าเหล่านี้ให้มีมูลค่าสูงขึ้น จะเป็นทุเรียน จะเป็นมังคุด ลำไย ลองกอง แปรรูปให้เป็นมูลค่าสูงขึ้นได้

เราควรคิดและให้ความสำคัญเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือที่เขาเรียกว่า creative economy

เศรษฐกิจเติบโตได้ แรงงานตอนนี้เราขาดแรงงานฝีมืออย่างมาก แถมจะต้องพัฒนาเรื่องแรงงานฝีมือ การสร้างแรงงานพัฒนา Training and coaching ในยุคที่คุณตื่นกับเรื่อง AI programming ไปจนถึงเรื่องการที่คุณจะมีทักษะสมรรถนะพอที่จะทำต่อยอดธุรกิจคุณต้องพัฒนา

แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีกระทรวงที่ดูแลอยู่ไม่มาก คนอาจจะตั้งคำถามว่าบางผลงานที่ต้องการจะผลักดันนั้นจำเป็นต้องทำงานข้ามกระทรวง

ในความเป็นจริงนั้นทำได้

แล้วผมก็ทำอยู่ในการประสานงานกับคนจากทั้งภูมิใจไทย พลังประชารัฐ เช่น ปัญหามังคุดเนี่ยราคาถูกลง แต่ค่าขนส่งแพงมาก ขายยาก ทำไงครับ ผมเดินไปคุยกับท่านประธานไปรษณีย์ไทยกระทรวง Digital economy พูดคุยกับท่าน ช่วยได้ไหม ช่วยค่าขนส่งได้ไหม ทำฟรีบางกฎหมายได้ไหม ครับลดราคาได้ไหม ก็ประสานผ่านคุณบี พุทธิพงษ์ เจ้ากระทรวง และเกิดการช่วยเหลือให้ถูกลง-ส่งฟรีด้วย 200 กิโลเมตรแรก ก็ช่วยจนขายหมดเกลี้ยง

หรือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่พรรคภูมิใจไทยดูอยู่ เราเริ่มคุยเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน อยากผลักดันหลายอย่าง ทำยังไง ผมก็ประสานคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้

ฉะนั้น อย่าไปคิดในกรอบกระทรวง แต่อะไรที่เป็นประเด็นที่มันจะไปกระทบชุมชน กับผลประโยชน์พี่น้องประชาชน เราก็ประสานช่วยเหลือกันได้หมด

ปัญหาเศรษฐกิจปี 2563 จะเผาจริงหรือไม่

ผมมองว่าในเชิงความเชื่อมั่นในระดับโลก วิกฤตเศรษฐกิจโลก ลองนึกย้อนไปตอนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นกับอเมริกาเป็นศูนย์กลางของวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในรอบนั้น ในบ้านเราเองก็สังเกตสิครับ มันไม่เกิดขึ้นจริง

แล้วถ้ามองตอนนี้อยากให้สังเกตสภาพหนี้ หนี้บริษัทใหญ่ๆ ยังต่ำ หนี้ของรัฐบาลก็ยังต่ำ แต่หนี้ครัวเรือนอาจจะสูง แล้วมันจะระเบิดไหม มันไม่ระเบิด ต้องทำให้การจับจ่ายใช้สอยให้เงินสะพัดมากขึ้น

ถามว่าแล้วทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในเชิงมหภาคได้ไหม จนทำให้ประเทศล้มหรือบริษัทใหญ่ล้ม

ผมมองว่ามันยังไม่เกิดปัญหานี้ แล้วรัฐบาลต้องเข้าไปช่วยเหลือทั้งระยะสั้นกลางยาว

ที่เริ่มทำไปแล้วอย่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ เรื่องประกันรายได้เกษตรกรทำเต็มที่ ทำไปแล้วจ่ายเข้าบัญชีจริงผ่าน ธ.ก.ส.เรียบร้อย

หรือที่รัฐบาลทำชิมช้อปใช้ซึ่งจะช่วยบ้างได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็เริ่มทำระยะสั้นกันแล้ว

ในปีหน้าก็มีโครงการลงทุนระยะยาวเข้ามา เม็ดเงินลงทุนจริง งานก่อสร้าง จ้างงานในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในระบบสาธารณูปโภคเริ่มเกิดขึ้นจริง

เพราะฉะนั้น ถามว่าปี2563จะเผาจริงเศรษฐกิจไทย ผมไม่เชื่อ

แต่ไม่ง่าย

เศรษฐกิจฐานรากเนี่ยมันจะมีความฝืดอยู่ดี เพราะว่าปัญหาเชิงโครงสร้างถูกละเลยมาตั้งแต่รัฐบาลปีที่ผ่านมานี้ ไม่ต้องบอกนะครับว่ารัฐบาลไหนในห้วง 10 ปีที่ผ่าน

แล้วก็ไม่ใช่แค่รัฐ ทุกคนมีส่วนร่วมหมด ภาคเอกชนเองก็มีส่วนร่วมด้วย พี่ไม่กล้าลงทุนในวิจัยและพัฒนา คนไทยมองว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลยอย่างเดียวก็ไม่ได้

อย่างในสมัยคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลายคนชอบบอกว่าเศรษฐกิจดีมาก เงินสะพัด

มันดีเพราะเศรษฐกิจโลกดีมากนะครับช่วงนั้นเนี่ยตั้งแต่ปี 2001 นะครับถึง 2007 เศรษฐกิจโลกโตแบบก้าวกระโดด อเมริกาเติบโตมาก จีนเริ่มโตขึ้นมา ยุโรปก็โตพร้อมกันหมด

ไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯ ท่านนายกฯ ประยุทธ์ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ นายกฯ ทักษิณ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะชื่ออะไรก็แล้ว แต่ช่วงนั้นเศรษฐกิจโลกดีมาก

หรือเรื่องชำระหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด ต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ใช่ผลงานของคุณทักษิณ เป็นผลงานที่ท่านนายกฯ ชวน ท่านศุภชัย คุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ทำไว้ พรรคประชาธิปัตย์ได้แก้ไขปัญหาวิกฤตต้มยํากุ้ง ไม่ใช่คุณทักษิณ

คุณทักษิณไม่ได้ช่วยประเทศไทยเลย มีแต่ช่วยกันสร้างความเสียหาย เช่น เรื่องจำนำข้าว เสียหายหลายเรื่อง แถมการก่อสร้างโครงการใหญ่ๆ ไม่มีนโยบายรางใดๆ สำเร็จสักอย่างในยุคคุณทักษิณเลย

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในบ้านเราต้องคิดว่าทำอะไรที่วางรากฐานระยะยาวจะคิดแต่ว่าทำแก้ปัญหาลูบหน้าปะจมูกเฉพาะหน้าบางอย่างไม่ได้ อาจจะได้คะแนน ได้ใจคนฐานราก แต่ประชาชนเขาฉลาดมาก รู้ว่าอะไรที่มันลูบหน้าปะจมูกแล้วได้ชั่วคราวฉาบฉวย

ลองถามเขาดูว่า ระหว่างเอาแค่วันนี้กับการเติบโตในวันข้างหน้าเขาจะเอาอะไร

ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ต้องเริ่มวางรากฐานระยะยาว ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนในสาธารณสุข สร้างแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพ

ปริญญ์มองว่าสังคมต้องเรียนรู้ว่าจะเสพข่าวอย่างระมัดระวังได้อย่างไร โดยเฉพาะข่าวลวง เฟกนิวส์ที่ทำลายความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

ภูมิคุ้มกันที่พึงมี คือถ้าแหล่งที่มาไม่น่าเชื่อถือ เช่น อาจจะเขียนบอกว่าเศรษฐกิจแย่ เจ๊งแน่ปีหน้า แล้วเป็นไลน์ได้มาจากใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่คุณเห็นปุ๊บคุณเชื่อแชร์ปั๊บ ยิ่งข่าวร้ายคนชอบแชร์ในยุคปัจจุบัน ข่าวร้ายเดินทางได้เร็วกว่าข่าวดี ทำให้อาจถูกดำเนินคดีแล้วก็อาจจะบั่นทอนคนตั้งใจทำงานด้วย

พร้อมกันนี้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัยผู้นี้ก็หวังอย่างมากว่า ผลงานที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจทำในฐานะร่วมรัฐบาลครั้งนี้ หลายคนมีคุณภาพเก่ง ดีและซื่อสัตย์ไม่โกง

พวกเราไม่มีโอกาสทำงานใน ครม.มาจะ 10 ปีแล้ว นี่จึงเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้เห็นว่าประชาธิปัตย์มีคนที่มีคุณภาพและมีทีมงานที่ support สนับสนุนที่ดี เข้าไปทำงานขับเคลื่อนในกระทรวงต่างๆ

หลายอย่างเป็นรูปธรรมช่วยเหลือประชาชนไปแล้วหลายโครงการ

ก็หวังว่าครั้งหน้าประชาชนจะให้โอกาสที่ดูผลงานพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็คราวหน้าหันมาเลือกคนดีคนเก่งทำงานจริงเข้าไปทำในสภามากๆ

ชมคลิป

บทความก่อนหน้านี้จรัญ พงษ์จีน : เรื่องเล่าจากคนใกล้ชิด ชีวิต-งาน ของ “ลุงป้อม” ก่อนศึกซักฟอกมาเยือน
บทความถัดไปรักครั้งใหม่ของ “แตงโม” กับการเติบโตและความคาดหวังน้อยลง