การ์ตูนที่รัก/นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ /A Town Called Panic

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

การ์ตูนที่รัก/นายแพทย์ประเสริฐ  ผลิตผลการพิมพ์

A Town Called Panic

 

หลายคนคงไม่ได้ดูเรื่องนี้ Panique au village หนังการ์ตูนสต๊อปโมชั่นเบลเยียม ที่ใช้ตัวเอกเป็นคาวบอยและคู่หู

ใช่แล้ว ทอยสตอรี่ยุโรป

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับทอยสตอรี่ เป็นผลงานของนักเขียนบทและผู้กำกับฯชาวเบลเยียมสองคนคือ Stephane Aubier และ Vincent Patar เจ้าของผลงาน Ernest&Celestine ปี 2013 ซึ่งหลุดเข้าไปชิงออสการ์แอนิเมชั่นครั้งที่ 86 แพ้ใครให้ทาย Frozen นั่นเอง

หนังการ์ตูนสต๊อปโมชั่นเรื่องนี้เป็นหนังปี 2009 ออกฉายที่เมืองคานส์และฉายในวงจำกัด หนังกระดึ๊กกระดั๊กตามสไตล์สต๊อปโมชั่นตลอดทั้งเรื่อง แต่ได้รับคำวิจารณ์ด้านบวกมากมาย

เพิ่งวางแผ่นให้ซื้อดูเมื่อไม่นานมานี้เอง

 

หนังเปิดฉากที่เมืองเมืองหนึ่งในชนบทและบ้านหลังหนึ่ง ตัวละครสองคนแรกคือคาวบอยและอินเดียน พวกเขาไม่มีชื่อ ทุกคนเรียกพวกเขาว่าคาวบอยและอินเดียนตลอดทั้งเรื่อง คาวบอยแต่งตัวคาวบอย อินเดียนแต่งกายอินเดียนแดงสวมหมวกหัวหน้าเผ่า

ยังมีสมาชิกคนที่สาม ชื่อม้า Horse หนังพูดฝรั่งเศส Cheval เขาเป็นม้าจริงๆ เดินสี่ขา ไม่ใส่เสื้อ พูดได้ และทำอะไรได้เหมือนคน

หนังฉายให้เห็นกิจวัตรประจำวันช่วงเช้าของพวกเขา ซึ่งก็เป็นเหมือนคนทุกคนบนโลกคือ ตื่นนอน แปรงฟัน ล้างหน้า แล้วมานั่งโต๊ะกินอาหารเช้า อ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์ของคาวบอยและอินเดียนเป็นคนละฉบับ

ต่างคนต่างมีหนังสือพิมพ์ของเชื้อชาติของตน

 

ด้วยความบังเอิญ คาวบอยและอินเดียนพบว่าวันนี้เป็นวันเกิดของม้า

คาวบอยและอินเดียนจึงรีบคิดหาของขวัญวันเกิดในทันใด ทันใดนั้นอินเดียนก็ปิ๊งวาบจะสร้างเตาบาร์บีคิวให้ม้าเอามาย่างหมูกินกัน เขาจึงเข้าอินเตอร์เน็ตสั่งก้อนอิฐออนไลน์ 50 ก้อน

แต่ด้วยความชุลมุนที่เกิดขึ้นตอนเช้าของทุกๆ บ้านบนโลกนั้นเอง ที่คาวบอยเผลอไปกดตัวเลข 0 บนแป้นพิมพ์ค้างไว้ ก้อนอิฐ 50 ก้อนกลายเป็น 50 ล้านก้อน (แต่ที่จริงจำนวนศูนย์ในหนังมากกว่าห้าสิบล้านก้อนมาก)

หนังเริ่มต้นเท่านี้ ไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย สต๊อปโมชั่นก็ระดับเด็กเล่น

กลับไปอ่านกูเกิลอีกที คำชมสี่ห้าดาวมาทุกทิศ ทั้งจากโรเจอร์ อีเบิร์ต ร็อตเต้นโตเมโต้ เมตตาไครติก ฮอลลีวู้ดรีพอร์ตเตอร์ เดอะการ์เดี้ยน และอื่นๆ นี่ถ้าเราดูไม่รู้เรื่องต้องโง่แน่ๆ

ดูใหม่

 

บริบทของหนังคือบ้านหลังหนึ่ง เหมือนบ้านของเล่นที่เด็กๆ ชอบเล่น บ้านประกอบด้วยห้องหับต่างๆ มีคนอยู่สามคนคือ คาวบอย อินเดียน และม้า ทั้ง 3 คนมีลักษณะเป็นตุ๊กตาแท้ๆ แม้ว่าจะเคลื่อนไหวได้แต่ก็ดูคล้ายตุ๊กตาราคาถูกอยู่ดี ชวนให้นึกถึงเด็กๆ ที่เป็นผู้ใช้มือจับตุ๊กตาเดินไปทำนั่นทำนี่ตอนที่เล่นบ้านตุ๊กตา

ตัดกันกับทอยสตอรี่ ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีขั้นสุดยอดเป็นอย่างยิ่ง

เป็นหนังที่สร้างจากหนังทีวีที่ออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 2000 คือประมาณ 10 ปีก่อนหน้านั้น เป็นปีที่โลกเพิ่งจะมีอินเตอร์เน็ตไม่นานนัก และสต๊อปโมชั่นสูญพันธุ์ไปจากจอนานแล้ว

นอกจากคาวบอย อินเดียน และม้า หนังยังมีตัวละครอีกหลายคนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาสร้างความวุ่นวายและความพินาศ ได้แก่ ตำรวจ บุรุษไปรษณีย์ ผัว-เมียชาวนา เพื่อนบ้านชื่อสตีเว่นและแจนนีน  นอกจากนี้ยังมีวัว หมา และไก่ ซึ่งเอาตุ๊กตาในตลาดมาเล่นหนังแท้ๆ

พลิกล็อกครั้งแรกคือเรื่องของม้า ม้าขับรถไปรับเด็ก 2 คนที่ชั้นเรียนดนตรีของมิสลองเรย์ คนดูไม่ทันตั้งตัวว่ามิสลองเรย์จะเป็นม้าแสนสวยผมสีชมพู ม้าและมิสลองเรย์ถูกชะตากันตั้งแต่แรกพบ ม้าพูดคุยกับมิสลองเรย์ด้วยความเคอะเขินอย่างเห็นได้ชัดทั้งที่เป็นสต๊อปโมชั่น และให้สัญญาว่าจะมาเรียนดนตรีกับมิสลองเรย์สักวันหนึ่ง

แต่จนแล้วจนรอดม้าก็ผิดนัดสาวทุกครั้งไป เพราะความโกลาหลที่ก้อนอิฐห้าสิบล้านก้อนนั้นก่อเรื่องวุ่นวายลุกลามออกไปเป็นวงกว้างตามหลักผีเสื้อกระพือปีก

มีพรายน้ำ 4 ตัวปรากฏตัวขึ้นจากบ่อน้ำของสตีเว่นและแจนนีน การผจญภัยของสามสหายจากบ้านเงียบสงบอันแสนน่าเบื่อยามเช้าจึงมิได้จบเพียงในฟาร์ม เรื่องราวดำเนินต่อไปถึงใจกลางโลก ใต้สมุทร และทุ่งหิมะสุดขอบฟ้า

หากทอยสตอรี่สร้างความรู้สึกโหยหาอดีตได้ (nostalgia) เรื่องนี้ไปไกลกว่าถึงระดับถดถอยเลยทีเดียว (regression)

 

หากจะเปรียบเป็นรายการบ้านเราน่าจะประมาณเจ้าขุนทอง หนังไม่มีสเปเชียลเอฟเฟ็กต์อะไรเลย งานด้านภาพจึงเป็นรองงานด้านแสง สี และเสียง เข้าใจว่าหนังกลุ่มนี้ได้รับคำชมจากวิธีเล่าเรื่องด้วยการใช้แสง สี และเสียงเป็นหลักนี้เอง เราจะสัมผัสได้ถึงความไม่เอาอ่าวของคาวบอย จิตใจหาญกล้าของอินเดียน หัวใจรักของม้า และกิริยาผู้ดี๊ผู้ดีที่เก็บซ่อนความรู้สึกของมิสลองเรย์

สัมผัสทั้งหมดนี้ถูกส่งผ่านออกมาด้วยตุ๊กตาที่แข็งกระด้าง

จะมียกเว้นคือฉากเพนกวินยนต์ยักษ์บนสายพานล้อเลื่อนในตอนท้าย เป็นส่วนที่เทคโนโลยีการสร้างดูแตกต่างจากทั้งเรื่องที่เล่ามา เพนกวินมีการเคลื่อนที่ที่ลื่นไหลกว่า แต่จะว่าไปก็ด้วยสายพานทำให้เราไม่รู้สึกว่าไม่สมจริง เพราะมันสมจริง ส่วนที่ไม่สต๊อปโมชั่นน่าจะเป็นปีกที่ใช้ขว้างของได้ ทำให้ความรู้สึกอึดอัดตลอดทั้งเรื่องผ่อนคลายลงได้มากในตอนจบ

ให้ความรู้สึกว่า เด็กๆ โตแล้ว อดีตผ่านไปแล้ว

อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ใหญ่มักลืมไป บ้านของสามสหายนั้นดูไม่ใหญ่จากภายนอก แต่ภายในนั้นใหญ่มาก คือบ้านตุ๊กตาของเด็กๆ นั่นคืออวกาศที่ไม่คงที่ ขยายใหญ่และหดเล็กลงได้ตามแต่ใจจะพาไป หากนั่งดูลูกเล่นบ้านตุ๊กตา เราจะได้เห็นเด็กใช้นิ้วเล็กๆ พยายามจับตุ๊กตาตัวเล็กๆ สอดเข้าไปในประตูหรือช่องหน้าต่างของบ้านขนาดเล็ก จนอดถามในใจมิได้ว่า แล้วมันจะสนุกตรงไหน

แค่ดูลูกเล่นก็อึดอัด

แต่สำหรับเด็กที่ไม่มีที่เล่น บ้านอยู่ในห้องแถวหรือคอนโดมิเนียม อวกาศในบ้านตุ๊กตาที่ซื้อมาให้เขาเล่นนั้นใหญ่โตได้ดั่งใจเขาเอง กล่องเปล่าหนึ่งใบและวัสดุเหลือใช้ในมือพ่อบ้านที่รู้งาน สามารถเปลี่ยนเป็นบ้านตุ๊กตาที่มีขนาดใหญ่กว่าและหรูหรากว่าบ้านตุ๊กตาราคาเป็นพันได้ไม่ยาก

เพราะอวกาศของเด็กๆ ยังไม่นิ่งนั่นเอง

 

 

บทความก่อนหน้านี้คาด “วิ่งไล่ลุง” เชียงใหม่ มีคนร่วมกว่าหมื่น ส่วนวิ่งไล่ “ศรีนวล” เลื่อนไปก่อน
บทความถัดไปเอเชีย-แปซิฟิก กับวิกฤตภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริงแล้ว