รายงานพิเศษ / รถยนต์อนาคต ‘อ่านความรู้สึก’ เทคโนโลยีความปลอดภัย

โชคชัย บุณยะกลัมพ

รายงานพิเศษ / โชคชัย บุณยะกลัมพ

https://www.facebook.com/ChokCyberAIEntertainment/

รถยนต์อนาคต ‘อ่านความรู้สึก’

เทคโนโลยีความปลอดภัย

 

อุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างปีใหม่และสงกรานต์ สาเหตุหลักมาจากการเมาแล้วขับ แต่อุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปีส่วนใหญ่พบว่ามาจากการง่วงแล้วขับ หรือเกิดการหลับในมากกว่า ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น

“อาการหลับใน” แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

โดยจากข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการหลับในขณะขับรถของกรมทางหลวงระหว่างปี 2551-2561 พบว่าการหลับในเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุร้อยละ 4 ของจำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

การหลับในระยะเวลาสั้นๆ เพียงชั่ววูบเดียว เป็นภาวะที่ร่างกายมีการทำงานลดลง หรือช้าลง เป็นการสับสนระหว่างการหลับในและการตื่น โดยมีการหลับเข้ามาแทรกการตื่นอย่างเฉียบพลันโดยไม่รู้ตัวในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 1-2 วินาที

การหลับในไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะอาจส่งผลร้ายแรงอย่างไม่คาดคิดถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากเริ่มรู้ตัวว่าง่วงนอนขณะขับขี่ ก็อย่าพยายามฝืนขับรถต่อไป

หากเกิดอาการหาวบ่อยและต่อเนื่อง ใจลอย ตาปรือ กระวนกระวาย เป็นต้น ก็ควรจอดรถพัก

ในการขับรถ ต้องพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยเป็นเวลา 8 ชั่วโมง เพื่อลดอาการอ่อนเพลีย

 

กลไกควบคุมการหลับและการตื่นในส่วนที่เรียกว่า “ไฮโปธาลามัส” ส่วนสำคัญส่วนนี้จะทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการตื่นและการนอนตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง โดยปัจจัยของเวลาและความอิ่มท้องจะเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นที่จะส่งผลให้มนุษย์รู้สึกตื่นตัวหรือง่วงนอน

สำหรับผู้ที่จะเดินทางไกล ผู้ขับขี่ควรจอดรถพักทุกๆ 150 กิโลเมตร เพื่อให้ร่างกายไม่เมื่อยล้าเกินไป เตรียมอาหารแก้ง่วงระหว่างขับ โดยสิ่งที่ได้ผลดีคือผลไม้รสเปรี้ยว เพราะจะช่วยกระตุ้นประสาทให้สดชื่น

หากรู้ตัวว่าไม่พร้อมไม่ควรเดินทางคนเดียว ควรหาคนนั่งไปเป็นเพื่อน หรือสลับกันขับรถ

ความอ่อนล้าอ่อนเพลียของผู้ขับขี่เป็นปัจจัยที่อันตรายเป็นอย่างมาก เมื่อผู้ขับขี่รู้สึกอ่อนล้าอ่อนเพลียในขณะขับรถ บ่อยครั้งอาจเกิดจากการใช้ยาที่มีผลข้างเคียงที่ทำให้ง่วงนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน ซึ่งอาจมีผลมากถึง 10 เท่าของเวลากลางวัน

ผลคือหลับในหรือง่วงซึมในขณะขับขี่ และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต

 

จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของนวัตกรรมการเดินทางในอนาคตซึ่งจะเต็มไปด้วยความปลอดภัยอย่างสูงสุด ด้วยเทคโนโลยีรถยนต์อัจฉริยะ ให้รถยนต์มีความสามารถที่จะทำการขับเคลื่อนได้อย่างชาญฉลาด มีการติดตั้งระบบอัจฉริยะป้องกันอุบัติเหตุและป้องกันการสูญเสีย จะไม่ใช่เรื่องยากเกินจินตนาการของมนุษย์ในยุคสมัยนี้อีกต่อไป

ซึ่งมีระบบหลักการทำงานและการควบคุม โดยเริ่มต้นตั้งแต่ รับข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัดประเภทต่างๆ ที่ติดตั้งมาบนรถ การพัฒนารถยนต์อัจฉริยะก็เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ความสามารถอันโดดเด่นของรถยนต์อัจฉริยะเหล่านี้จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

จากการพัฒนารถยนต์แห่งอนาคตของมหาวิทยาลัย Texas A&M ได้ทำการทดลองรถยนต์ที่สามารถอ่านความรู้สึกของมนุษย์ โดยการจำแนกอารมณ์ต่างๆ นำไปเชื่อมโยงกับระบบเทคโนโลยีควบคุมรถยนต์จากคลื่นสมองที่มีการเปลี่ยนแปลงด้วยการอ่าน หรือตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกของผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารภายในรถได้

เจมส์ ฮับบาร์ด จูเนียร์ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย Texas A&M กล่าวว่า รถยนต์แห่งอนาคตจะสามารถอ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สมองส่งออกมา ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกต่างๆ แล้วแปลงเป็นการตอบสนองในระบบเทคโนโลยีรถยนต์ เช่น เปิดเพลงที่สอดคล้องกับอารมณ์ในขณะนั้น

นักวิจัยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อกระตุ้นและวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสมอง เช่น การมองเห็นภาพตรงหน้าต่างๆ แตกต่างกัน หรือการวัดคลื่นสมองขณะกำลังกลอกตาไปมา เป็นต้น

นักวิจัยเชื่อว่าการทำให้รถยนต์สามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้ขับขี่ได้จะช่วยให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่น การตรวจจับว่าผู้ขับขี่กำลังง่วงซึมอยู่หรือไม่ หรือมีความเครียดจากสภาพการจราจรตรงหน้ามากแค่ไหน

ศาสตราจารย์เจมส์ ฮับบาร์ด จูเนียร์ กล่าวว่า เมื่อรถยนต์ตรวจจับได้ว่าคุณกำลังเครียดหรือหัวร้อน ก็อาจเล่นเพลงที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ทันที

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลถึงการลอบแฮกข้อมูล โดยเฉพาะการที่ผู้แฮกสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านอารมณ์ของเจ้าของรถยนต์นั้น ก็อาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน

แต่ศาสตราจารย์เจมส์ ฮับบาร์ด บอกว่า เทคโนโลยีและเครื่องมือทุกอย่างล้วนเป็นดาบสองคม ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เทคโนโลยีนั้น เรื่องนี้จะไม่เป็นอุปสรรคที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยุติการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อย่างแน่นอน

ถึงแม้จะมีการพัฒนาระบบอัจฉริยะต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกสบาย ป้องกันอุบัติเหตุ แต่ชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน ไลฟ์สไตล์ที่เคร่งเครียด และเวลานอนที่ไม่เพียงพอ กำลังทำให้ชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยง ผู้ขับขี่จำนวนมากรู้สึกเหนื่อยล้า เกิดผลกระทบเป็นอย่างมาก

สิ่งที่ดีที่สุดคือการพักผ่อนให้เพียงพอ