ฟ้า พูลวรลักษณ์ | ชีวิตของฉันทุกวันนี้ ต้องต่อสู้กับกฎไตรลักษณ์ ทุกข์-อนิจจัง-อนัตตา

ฟ้า พูลวรลักษณ์

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๕๘)

ชีวิตของฉันทุกวันนี้ คือชีวิตที่ดิ้นรนต่อสู้กับกฎไตรลักษณ์ นั่นคือ

๑ ทุกข์

๒ อนิจจัง

๓ อนัตตา

อนัตตาลึกซึ้งที่สุด แต่ลึกซึ้งกว่า ไม่ได้แปลว่าเหนือกว่า หรือดีกว่า ที่จริงแล้วในไตรลักษณ์ ฉันพบว่า อนิจจัง มีผลรุนแรงที่สุด และชัดเจน

ฉันจะใช้ชีวิตให้ดีที่สุดได้อย่างไร ในเมื่อทุกอย่างรอบตัวของฉัน รวมทั้งตัวฉันเอง ดำรงอยู่ไม่ได้ และแสบยิ่งนัก มันเป็นอนัตตาด้วย คือไม่เป็นอะไรเลย จับต้องไม่ได้เลย

ในความเป็นไปไม่ได้นี้ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ต้องดำรงอยู่ให้ได้ เพราะชีวิตไม่ใช่ concept แต่ชีวิตคือ reality

ดังนั้นเองชีวิตที่ต้องอยู่ให้ได้ในกฎไตรลักษณ์ จึงท้าทายและน่าสนใจอย่างที่สุด

ต่อให้ตัดตัวฉันจนเหลือน้อยที่สุด เช่น ขาขาด แขนขาด หมดสมรรถภาพทางเพศ ตาบอด หูหนวก ฯลฯ แต่กระนั้น หากชีวิตยังอยู่ ในกฎไตรลักษณ์นี้ก็ยังน่าสนใจสูงสุดอยู่ดี

ฉันเดินทางกลับมาเกาะกิวชิวอีกครั้ง และเดินทางในเกาะนี้สองสัปดาห์ ฉันพบว่า เมื่อฉันอายุมากขึ้น โลกนี้ก็งดงามน้อยลง Kyushu วันนี้ สวยงามน้อยลงกว่าเดิม

ภูเขาก็ไม่สวยงามเท่าใด

แม่น้ำก็อย่างงั้นๆ

ฉันไม่รู้ว่าที่มันแตกต่างจากเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ที่ฉันเคยมา มันเกิดจากอะไร

๑ ตัวของฉันเปลี่ยนแปลงไป

๒ หรือประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไป

บางเมืองเสื่อมโทรมอย่างไม่น่าเชื่อ ผิดกับคอนเซ็ปต์ประเทศญี่ปุ่นที่ฉันเคยจำได้ มันเป็นเมืองใหญ่ ที่เงียบเหงา มีร้านรวงที่ปิดกิจการ เพราะเจ๊ง ยังมีร้านค้าหลงเหลือบางร้าน แต่ก็ดูหดตัว ห่อเหี่ยว

ฉันผ่านบ้านหน้าตาน่าเกลียดมากมาย ขยะที่รวมตัวเป็นเมือง

ที่จริงสิ่งนี้คืออนิจจัง มันคือความไม่แน่นอน ฉันไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร มันคงจริงทั้งคู่ นี้คือ double effect ผลที่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ตัวฉันอายุมากขึ้นแล้วจริงๆ ความคิดฝันของฉันลดน้อยลง และประเทศญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

ยังมีชายหาดสวยหลายแห่ง แต่ไม่มีทางเดิน เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นเห็นความสำคัญของคนใช้รถ แต่ไม่เห็นความสำคัญของคนเดินถนน เส้นทางมากมายเดินไม่ได้ มันปิดสนิท

บางอย่างเจริญขึ้น แต่มันก็เป็นความเจริญที่ไปปิดกั้นชีวิต

ฉันนั่งรถไฟ Shinkansen ที่รวดเร็ว แต่มองอะไรไม่เห็นเลย แม้จะมองออกนอกบานหน้าต่าง ก็เห็นแต่พื้นคอนกรีต ที่ถูกสร้างขึ้นมาปิดกั้นทัศนียภาพ เหมือนจะบอกว่า ไม่ให้มอง และแม้มันจะปิดไม่ทั้งหมด มองขึ้นไป ยังเห็นวิวอยู่บ้าง แต่ความเร็วของรถไฟ สิ่งที่เห็นก็ไร้ความหมาย

ฉันกลับมานั่งรถไฟท้องถิ่น ซึ่งมีความเร็วน้อยลง แต่ประเทศญี่ปุ่นวันนี้ก็เปลี่ยนรถไฟท้องถิ่น กลายเป็นรถไฟขบวนใหม่ ที่มีรูปลักษณ์ทันสมัย มองดูเหมือนรถด่วน เรียกว่าคมคาย สวยงาม แต่ทว่าเมื่อนั่งแล้ว ฉันมองเห็นวิวน้อยลง

คิดถึงรถไฟช้าสมัยก่อน รถไฟเชยๆ แต่ทว่ากลับมองเห็นวิวมากกว่า มีความสดชื่นของชีวิต

ความเห็นน้อยลงของวิวนี้ มันเป็นรายละเอียดที่ลึกซึ้ง มิได้หมายความว่าวิวหายไป หน้าต่างเล็กลง มันไม่ได้ทื่อๆ แบบนั้น หน้าต่างขนาดใหญ่ก็ยังมีอยู่ แต่ทว่าความสะดวกที่จะไปยืนมองนั้นกลับลดลง รถไฟช้ากลายเป็นรถด่วน คล้ายจะก้าวหน้าขึ้น แต่ความเป็นชีวิตก็ลดน้อยลง

ชะโงกหน้ามองดูริมทางรถไฟ ในเมืองไทย ฉันเดินเล่นมากมายริมทางรถไฟ แต่ในญี่ปุ่น เขามีกฎหมายที่เข้มงวดกว่าเส้นทางริมทางรถไฟ ไม่มี ถึงมีก็เดินไม่ได้ เพราะมีการปิดกั้นไว้ และต่อให้มีคนเดิน ก็ไม่ปลอดภัย เพราะรถไฟวิ่งเร็วกว่า ฉันมองเห็นว่า มีเส้นทางมากมายที่เดินไม่ได้เลย

และมีบางเส้นทางที่พอเดินได้ แต่ฉันต้องซิกแซ็กและเดินอ้อมไปอ้อมมา แต่นี้คือการต่อสู้กับความเป็นอนิจจัง อยู่ที่ฉันเลือก

ทุกข์ไม่เกิดก็แล้วไป ยามเกิด มันเป็นกระสุนฝังใน ยากยิ่งจะหลุดพ้นได้ ต้องผ่าเอากระสุนออก ไม่เช่นนั้นก็ต้องตายสถานเดียว

ที่ลึกซึ้งคือ อนัตตา มันคือ Relativity ของไอน์สไตน์นั่นเอง การมาเทียบกันนั้น เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เช่นกาลเวลา

กาลเวลาเป็นมิติหนึ่ง นั่นคือมันไม่ใช่ สิ่งที่มีค่า absolute

หนึ่งวันของที่นี่ อาจไม่เหมือนหนึ่งวันของที่โน่น ตรงจุดนี้มีผลลึกซึ้งยิ่งนัก

ฉันไม่ได้แค่หมายความถึงผลในทางจิต ซึ่งก็มี แต่ทว่ามันเป็นผลในทางกายภาพด้วย

สำหรับคนที่เดินทางในจักรวาล ด้วยยานอวกาศที่มีความเร็วสูง เวลาในยานจะไม่เหมือนเวลาบนโลก เราต่างรู้ความข้อนี้ แต่เรายังไม่ได้คิดไกลไปอีกนิด คือแล้วนาฬิกาในยานนั้น คือนาฬิกาอะไร จะตั้งยังไง

เราทุกวันนี้ มีเวลามาตรฐาน มีนาฬิกามาตรฐาน เราแสนจะสบาย สงบ ด้วยเพราะกาลเวลานิ่งสงบ สิ่งพื้นฐานที่สุดในจักรวาลนี้ คือกาลเวลา สำหรับเรา มันไม่ใช่อนัตตาเลย เพราะมันแน่นอน นิ่งสนิท และเป็นมาตรฐาน

นาฬิกาของเราแสนจะแม่นยำ และเที่ยงตรง ยิ่งนาฬิกาใน i-phone ของฉันด้วยแล้ว มันเดินตรงมาก ผิดกับนาฬิกาข้อมือของฉันสมัยก่อน มันจะช้าหรือเร็วไปห้านาที สิบนาทีเสมอ แต่วันนี้ มันแน่นอน แม่นยำ

แต่นี้เป็นภาพลวงตา

ในยานอวกาศที่มีความเร็วสูง เราใช้นาฬิกาอะไร และเวลาสื่อสารกับผู้อื่นบนดวงดาว จะสื่อสารกันยังไง ในเมื่อเวลาไม่ตรงกัน

ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาอะไร มันจะผิดไปหมด เพราะไม่เป็นมาตรฐาน ไม่สามารถอ้างอิงกับอะไรได้เลย ทันทีที่เขาก้าวเท้าออกจากยาน แล้วเดินเข้าไปดาวดวงใดก็ตาม กาลเวลามันจะผิดไปหมด เท่ากับว่านาฬิกาของเขาจะทำงานผิดไปหมด ไม่สามารถอ้างอิงกับอะไรได้เลย

ด้วยเพราะกาลเวลา เป็นอนัตตา

มันจับต้องไม่ได้เลย

บัดนี้ความโกลาหลครั้งใหญ่อุบัติขึ้น

มันไม่มีปัญหา เพราะเราไม่ได้ไปไหน นอกโลกนี้ หรือแม้แต่ หากเราอยู่แค่ในระบบสุริยจักรวาลของเรา ปัญหาก็จะมี แต่น้อย พอถูไถ ข้ามมันไปได้

นั่นคือเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีวันจะไปไหนเกินระบบสุริยจักรวาลของเรา ไปไกลสุดก็แถวดาวเนปจูน หรือแม้จะไปไกลยิ่งกว่า ถึงหมู่เมฆแห่งออร์ต ก็ยังอยู่ในแรงโน้มถ่วง ดวงอาทิตย์ของเรา

กาลเวลาเริ่มเป็นปัญหาบ้างแล้ว เมื่อไปถึงหมู่เมฆแห่งออร์ต

แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นตาย เรายังถูไถผ่านปัญหานี้ไปได้

แต่หากออกนอกระบบสุริยจักรวาลของเรา เข้าสู่ความเวิ้งว้างของอวกาศ กาลเวลาจะทำพิษทันที ด้วยบัดนี้ ไม่มีนาฬิกาเรือนใดทำงานได้อีกแล้ว ไม่มีสิ่งอ้างอิงมาตรฐาน

นี้คือความโกลาหลอันยิ่งใหญ่

แสดงว่าโดยกฎข้อนี้ ไม่มีชีวิตใดจะออกนอกระบบสุริยจักรวาลของตัวเองได้เลย ถ้าเช่นนั้นมนุษย์ต่างดาวจากดาวดวงอื่นมีจริงหรือ ถ้ามี จะมาได้อย่างไรกัน พวกเขาจะฟันฝ่าความโกลาหลเหล่านี้มาได้อย่างไรกัน

ปัญหาคือ

๑ จะสร้างยานที่มีความเร็วสูงระดับใกล้ความเร็วแสงได้อย่างไร

๒ จะสร้างนาฬิกาที่เป็นอนัตตาได้อย่างไรกัน

สองปัญหานี้ ข้อแรกเป็นปัญหาสำคัญมากในทางฟิสิกส์

แต่ข้อสองที่คล้ายจะไม่ค่อยสำคัญ ฉันคิดว่า มันสำคัญยิ่งกว่า มันเล็ก แต่ทว่าถึงจุดมรณะ เพราะเราจะทำอย่างไร ในสิ่งคล้ายจะเล็กน้อยปานนี้

ไม่มีทางออกเลย ด้วยกฎอนัตตา

บทความก่อนหน้านี้ประชาชนสิ้นหวังต่อความเชื่อมั่นในอำนาจของตัวเอง ?
บทความถัดไป“เจเจ กฤษณภูมิ” : สิ่งที่เห็น ไม่ใช่ความจริง ภาพภายนอก-ความรู้สึกภายใน