จิตต์สุภา ฉิน : คนแปลกหน้า ที่เข้ามาได้ถึงห้องนอน

จิตต์สุภา ฉินFacebook.com/JitsupaChin

การติดตั้งกล้องวงจรปิดเอาไว้ตามจุดต่างๆ ของบ้าน ช่วยให้เราสามารถดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยภายในบ้านได้แม้ว่าตัวจะไม่อยู่ เนื่องจากเจ้าของบ้านสามารถเชื่อมต่อเข้ามาดูภาพวงจรปิดจากกล้องทุกตัวได้ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน

ซึ่งทุกอย่างก็ดูราบรื่นดี จนกระทั่งอาจจะมีผู้ไม่หวังดีแอบทะลุทะลวงเข้ามาฝังตัวอยู่ในกล้องวงจรปิดของบ้านเราได้

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีข่าวเด็กผู้หญิงวัย 8 ขวบคนหนึ่ง ที่คุณแม่ติดตั้งกล้องวงจรปิดเอาไว้ในห้องนอนของเธอ เด็กน้อยสังเกตว่าน่าจะมีใครสักคนกำลังมองเธออยู่ เพราะเธอเห็นไฟสีฟ้าบนกล้องกะพริบอยู่ไม่หยุด

จากนั้นก็มีเสียงเพลงออกมา ตามมาด้วยเสียงผู้ชายที่เธอไม่คุ้นเคย ทักทายออกมาว่า “หวัดดี”

เด็กน้อยหันขวับเพื่อมองหาที่มาของเสียง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเสียงมาจากทางไหน เธอหยิบของเล่นขึ้นมา เอามันขึ้นมาแนบหู แล้วก็สอดส่ายสายตาไปตามจุดต่างๆ ของห้อง

แต่เสียงผู้ชายคนเดิมที่สบถสาบานดังขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่หยุดลง

 

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แฮกเกอร์ได้เจาะเข้ามาในระบบกล้องวงจรปิดของครอบครัวนี้และเฝ้าแอบดูความเคลื่อนไหวของคนในบ้าน และเนื่องจากเป็นกล้องชนิดที่มีทั้งลำโพงและไมโครโฟน เขาจึงเปิดเพลงเพื่อล่อให้เด็กน้อยเดินเข้ามาในห้องชั้นบน พูดคุยกับเธอด้วยถ้อยคำหยาบคาย และยังบอกเธอว่า “ฉันเป็นเพื่อนรักหนูไง หนูจะทำอะไรก็ได้นะ จะทำห้องรกก็ได้ จะทำโทรทัศน์พังก็ได้ อยากทำอะไรก็ทำไปเลย”

เด็กน้อยที่หวาดกลัวถึงขีดสุดก็ส่งเสียงตะโกนถามออกไปว่า “นั่นใครน่ะ” ซึ่งเขาก็ตอบกลับมาด้วยประโยคเดิมว่า “ฉันเป็นเพื่อนรักหนูไง นี่คือซานตาคลอสนะ”

หลังจากเหตุการณ์นี้ คุณแม่ของเด็กผู้หญิงคนนี้ก็ออกมาเตือนภัยครอบครัวอื่นๆ ด้วยการเอาวิดีโอที่เกิดขึ้นออกมาเผยแพร่ และแน่นอนว่าเธอไม่ใช่เหยื่อเพียงคนเดียว เพราะหลังจากนั้นก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ออกมาแบ่งปันประสบการณ์ว่ากล้องวงจรปิดอันแสนจะทันสมัยภายในบ้านก็ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือสอดแนมด้วยฝีมือคนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน

แม้ว่าพ่อ-แม่จะระมัดระวังในการป้องกันไม่ให้ลูกพูดคุย รับของจากคนแปลกหน้าที่พบเจอกันข้างนอกแค่ไหน

แต่เมื่อคนแปลกหน้าบุกเข้ามาถึงในห้องนอนลูก ก็ไม่มีทางรู้เลยว่าจะนำพาไปสู่ภัยที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้มากแค่ไหน

 

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายในบ้านเข้าสู่อินเตอร์เน็ต แม้ว่าเราจะได้รับความสะดวกสบายจากการเชื่อมต่อนั้นๆ แต่สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ความเป็นไปได้ที่จะเปิดช่องโหว่ให้คนอื่นสามารถหลุดรอดเข้ามาภายในพื้นที่ส่วนตัวของเราได้แม้ว่าเราจะไม่ตั้งใจ และหากแฮกเกอร์สามารถเจาะเข้ามาได้ในอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งแล้ว ก็มีโอกาสสูงที่จะคืบคลานไปยังชิ้นอื่นๆ ภายในบ้านต่อได้อีก

ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นบ้านที่ควบคุมด้วยระบบสมาร์ตโฮม แฮกเกอร์ก็อาจจะไปต่อด้วยการปลดระบบเตือนภัยภายในบ้านออก ปลดล็อกประตูบ้านที่ควบคุมด้วยสมาร์ตล็อก หรือถ้าเป็นพวกนิยมทรมานคนอื่นก็อาจจะสั่งให้ลำโพงอัจฉริยะภายในบ้านแผดเสียงเพลงเฮฟวี่เมทัลดึกๆ ดื่นๆ เพื่อกวนประสาทเจ้าของบ้าน มีความเป็นไปได้เยอะแยะมากมาย

เทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้พัฒนาคุณภาพชีวิต ก็อาจถูกนำมาใช้ในการลดทอนคุณภาพชีวิตไปแทน

วิธีที่ง่ายที่สุดที่แฮกเกอร์ใช้ในการเข้าควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านของคนอื่นนั้นเริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ อย่างการเดาชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน ดังนั้น ใครที่ตั้งรหัสผ่านง่ายๆ อย่างการใช้ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ วันเกิด

หรือข้อมูลอะไรที่ใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็หาเจอแล้ว ก็อาจจะเป็นรายแรกๆ ที่ถูกจู่โจม

 

ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมีอยู่หลายอย่างเหมือนกันค่ะ อย่างเช่น เริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกอุปกรณ์ เลือกผู้ขายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เป็นผู้ผลิตขนาดใหญ่ และมีบริการที่ไว้ใจได้

เก็บฟุตเทจจากกล้องวงจรปิดเอาไว้บนคลาวด์เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีผู้ให้บริการคลาวด์นั้นจะสามารถติดตั้งซอฟต์แวร์อัพเดตเพื่อแก้ไขอุดรอยโหว่ได้อย่างรวดเร็ว

ตั้งรหัสผ่านให้มีความสลับซับซ้อน สำคัญที่สุดอันดับแรกคืออย่าใช้ชื่อยูสเซอร์และรหัสผ่านที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ และที่บอกไว้ข้างต้น รายละเอียดพื้นฐานอย่างชื่อ วันเกิด เบอร์โทร. ที่อยู่ ไม่ควรถูกนำมาใช้ในการตั้งรหัสผ่านด้วยประการทั้งปวง

เพิ่มความปลอดภัยเข้าไปอีก ด้วยการใช้สิ่งที่เรียกว่า two-factor authentication หรือการยืนยันตัวตนเสริมจากรหัสผ่านที่ใช้เข้าไปอีกหนึ่งชั้น เช่น อาจจะใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือในการให้ระบบส่งรหัสผ่านที่สองเข้ามาทุกครั้งที่พบว่ามีการใช้ชื่อยูสเซอร์ของเราล็อกอินเข้าไป ดังนั้น หากแฮกเกอร์พยายามจะล็อกอิน แต่ไม่มีรหัสผ่านที่สองที่ระบบส่งมา ก็จะไม่สามารถผ่านเข้าไปได้

และสุดท้ายคืออัพเดตอุปกรณ์บ่อยๆ เช็กว่าผู้ขายมีส่งอัพเดตซอฟต์แวร์ให้หรือเปล่า และกดอัพเดตทันทีที่มี

 

ทุกวิธีที่บอกมานี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ภายในบ้านของเราได้

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็ควรต้องนั่งลงคุยกับลูกเพื่ออธิบายให้ลูกพอจะเข้าใจวิธีการทำงานของอุปกรณ์อย่างกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งเอาไว้ภายในบ้านให้มากที่สุดเท่าที่อายุของเขาจะเอื้ออำนวยให้เข้าใจได้ อาจจะเริ่มต้นเล่าให้ฟังว่ามันคืออะไร ทำไมต้องมาอยู่ในห้อง และย้ำว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเสียงที่ไม่ใช่เสียงพ่อหรือเสียงแม่ดังออกมา อย่าโต้ตอบอะไร ให้รีบออกจากห้องและวิ่งไปบอกผู้ใหญ่ในบ้านทันที

เราไม่จำเป็นต้องสละความสะดวกสบายและประโยชน์ที่ได้รับจากเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ต้องทำก็คือ เมื่อตัดสินใจว่าจะใช้แล้ว ก็จะต้องยอมสละแรงและเวลาในการทำความเข้าใจถึงด้านดี ด้านเสีย หาข้อมูลเพื่อที่จะป้องกันตัวเราเองจากการจู่โจมแบบนี้ได้ เมื่อทำบ่อยๆ เราก็จะมีข้อมูลมากขึ้น ฉลาดขึ้น รู้เท่าทันมันได้มากขึ้น

และเราก็จะส่งต่อความรอบรู้เท่าทันนั้นให้กับลูกๆ ของเราด้วยค่ะ

บทความก่อนหน้านี้‘พุทธิพงษ์’ เผย ‘สมศักดิ์’ ชนะเพราะทำพื้นที่มานาน หวังชนะเลือกตั้งเพิ่มเสถียรภาพงานในสภา
บทความถัดไปครป.จี้ตั้ง ‘สภาพลเมือง’ กระจายอำนาจ เร่งจัดเลือกตั้งท้องถิ่น